บูรณาการนำร่องฯ แก้จนไปได้สวย ศตจ.มท. ดันขยายผลอีก 30 จังหวัด
โครงการนำร่องการบูรณาการจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาความยากจน
บูรณาการนำร่องฯ แก้ไขปัญหาความยากจนไปได้สวย สามารถเชื่อมประสานแผนชุมชนกับงบประมาณการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยงานภาครัฐ และจังหวัด ทำให้การแก้ไขปัญหาตรงกับความต้องการของชุมชน ม ีประสิทธิภาพ ศตจ.มท. ดันขยายผลเพิ่มอีก 30 จังหวัด ทางด้านประธานศูนย์คุณธรรม แนะแนวทางพัฒนายกระดับงาน พร้อมทั้งเชิญชวนภาคี เครือข่าย ทุกภาคส่วน ร่วมกันทำงานถวายในหลวง
ดร. ศีลาภรณ์ บัวสาย ผู้อำนวยการฝ่ายสังคมและชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าถึงความเป็นมาในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ สานพลัง สร้างข่าย ขยายผล การบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน” ในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2549 ว่า จากการดำเนิน โครงการวิจัยนำร่องการบูรณาการจังหวัดเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ 12 จังหวัด โดยความร่วมมือของภาคี 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน กระทรวงมหาดไทย (ศตจ.มท.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 นั้น เกิดก่อให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมสำคัญ คือ ก่อให้เกิดการใช้ข้อมูลครัวเรือนในการวางแผนแก้ไขปัญหาความยากจนของชุมชนที่ชัดเจน และสามารถเชื่อมโยงกับงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน
“การดำเนินงานบูรณาการนำร่องฯ ในพื้นที่พื้นในระดับจังหวัดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ในจังหวัดเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาความยากจน โดยใช้ แผนชุมชน ที่ได้จากกระบวนการเก็บข้อมูลครัวเรือน ที่ชุมชนเป็นผู้จัดเก็บเองเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และความตระหนักในปัญหาและสาเหตุร่วมกันระหว่างชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานราชการต่างๆ ซึ่งนำโดยผู้ว่า ราชการจังหวัด และคณะนายอำเภอ ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาของชุมชนได้ตรงกับความต้องการ อีกทั้งยังทำให้เกิดการปรับความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ กับภาคประชาชนในการทำงานร่วมกันในลักษณะของ “ หุ้นส่วน” การพัฒนามากยิ่งขึ้น อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการทำงานในพื้นที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องแม้ว่าโครงการนำร่องจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม” ดร.สีลาภรณ์ กล่าวเพิ่มเติม
นางสาว จิริกา นุตาลัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้โครงการนำร่องฯ ประสบความสำเร็จ ประการแรก คือ จำนวนภาคีที่ร่วมกันทำงานมีไม่มากจนเกินไปซึ่งทำให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจต่อแนวทางและรูปแบบการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประการที่สอง คือ ภาคีที่มาร่วมกันทำงานต่างพยายามแสวงหาจุดร่วมในการทำงาน นำจุดเด่นของแต่ละองค์กรมารวมกัน ทำงานในลักษณะเติมเต็มและแลกเปลี่ยนกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดความรู้ใหม่จากกระบวนการทำงานร่วมกัน และผลลัพท์สำคัญจากการทำงานในครั้งนี้ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐ และภาคประชาชน ซึ่งเดิมจะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ หนึ่ง ภาคประชาชนที่เป็นลูกน้องเจ้าหน้าที่รัฐ และสองอยู่คนละฝ่ายกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ทำงานด้านทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม แต่โครงการ นี้ทำให้ภาคประชาชนเปลี่ยนทัศนคติ เชิงลบต่อภาครัฐ ได้เรียนรู้ว่า ข้าราชการดีๆ มีอยู่มากและเข้าใจว่าระบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐมีระบบ มีช่องทางที่ช่วยเกื้อหนุนให้เกิดการแก้ปัญหาได้ การทำงานในพื้นที่จึงเกิดเป็นทีมผสมคิดร่วมกัน ทำงานร่วมกัน เป็นพลังร่วม กลายเป็นความเข้มแข็งของพื้นที่ อีกทั้งยังประหยัดงบประมาณ อีกด้วย
ทางด้าน นายไมตรี อินทุสุต รองหัวหน้าสำนักงาน ศตจ.มท. กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการวิจัยนำร่องฯ เป็นเสมือนการ “ กระตุ้น” ให้การทำงานในพื้นที่เกิดความเข้มข้นมากกว่าการทำงานประจำที่มีอยู่เดิม หัวใจสำคัญในการทำงานครั้งนี้ คือ ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมี “ เวที” คุยกัน ทำให้เกิดการเชื่อมต่อการทำงาน และงบประมาณ เพื่อให้เกิดรูปธรรมที่ชัดเจน มีต้นแบบที่ดี สำหรับการขยายผลในเชิงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการสร้างยุททธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนของชาวบ้านในระยะยาว และเป็นการสร้างยุทธศาสตร์การทำงานของราชการส่วนภูมิภาคอย่างยั่งยืน โดยให้ภาคประชาชน ภาครัฐ ได้ลองทำ ลองคิด ลองพลิกฟื้น จากรากหญ้า ซึ่ง คนที่ร่วมกันทำก็จะพบว่า งานจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ ซึ่ง ศตจ.มท. นับว่า ผลการดำเนินงานของโครงการวิจัยนำร่องฯ ครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก
![]() |
![]() |
![]() |
สำหรับรูปธรรมความสำเร็จที่เกิดขึ้น อาทิ จังหวัดนครพนม เป็นจังหวัดดำเนินการเต็มพื้นที่นครพนมมีผู้ลงทะเบียนคนยากจนทั้งสิ้น 131,744 คน หรือร้อยละ 19 ของประชากรทั้งหมด ครอบคลุม 191,136 ปัญหา ซึ่งปัญหาที่มีมากที่สุดคือ ปัญหาหนี้สิน ที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย จากกระบวนการจัดเวทีเก็บข้อมูลครัวเรือน และรายหมู่บ้าน ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลมีรูปธรรมชัดเจน เป็นเหตุ เป็นผล ทำให้ชาวบ้านสนใจที่จะร่วมแก้ปัญหาโดยเริ่มจากการลดรายจ่าย เริ่มมีแนวคิดที่จะเพิ่มรายได้ และแสวงหาโอกาสที่จะหลุดรอดพ้นความยากจน นำไปสู่การพัฒนาเป็น แผนและข้อเสนอภาคประชาชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตรจังหวัด จำนวน 522 โครงการคิดเป็นร้อยละ 68.3 ประกอบด้วยแผนงาน โครงการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ภายใต้ยุทธศาสรตร์ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รวม 808 โครงการ งบประมาณทั้งหมด 924 ,967,810 บาท จำแนกเป็น 3 ประเภท คือ แผนงานที่ประชาชนดำเนินรอง จำนวน 135 โครงการ เป็นเงิน 13,301,895,แผนงานที่ประชาชนดำเนินการได้เป็นบางส่วน และขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐบางส่วน 358 โครงการ เป็นเงิน 135,460,801,แผนงานที่ประชาชาชนไม่สามารถดำเนินการได้เอง ต้องขอรับการสนับสนุนทั้งหมด 315 โครงการงบประมาณ 924,367,810 บาท
จังหวัดอุตรดิตถ์ มีผู้ลงทะเบียนคนจนทั้งสิ้น 105,650 ราย ปัญหาสำคัญ คือ ประชาชนมีรายได้ต่ำ และยากจน ปัญหาสำคัญคือ พื้นที่การเกษตรขาดแคลนแหล่งน้ำ และขาดที่ดินทำกิน การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน จึงเป็นประเด็นใหญ่ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนของประชาชน โดยใช้การจัดทำแผน “ ชีวิตและข้อเสนอด้านการจัดการปัจจัยการผลิต” ในการขับเคลื่อนงาน ผลจากการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันของภาครัฐและภาคประชาชน ทำให้จังหวัดอุตรดิตถ์ตอบสนองข้อเสนอจากแผนชีวิตชุมชน โดยการตั้งทีมงานเจ้าภาพเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตรงตามความต้องการ ตัวอย่างของผลที่เกิดขึ้นที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดงบฯ CEO สร้างโรงปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจำนวน 8 แห่ง ,กรมชลประทานเป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ,สหกรณ์จังหวัดจัดหาอาชีพให้ตรงกับความต้องการของชุมชน,ประชาชนเปลี่ยนแนวคิดใหม่จากเดิมที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรเป็นใช้พื้นที่น้อยแต่ปลูกพืชที่ได้รับผลตอบแทนสูงแทน ส่งผลให้การประสานความร่วมมือและทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาความยากจนมีการดำเนินงานอย่างจริงจังและตรงเป้า
ด้วยรูปธรรมความสำเร็จจากการดำเนินโครงการวิจัยนำร่องฯ ในครั้งนี้ รองหัวหน้าสำนักงาน ศตจ.มท.เปิดเผยว่า ศตจ.มท.มีนโยบายที่จะขยายผลโครงการบูรณาการแก้ไขปัญหาความยากจนในเชิงพื้นอีก 30 จังหวัด โดยแนวทางการขยายผลโดยจะมุ่งเน้นการเรียนรู้ และฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภายในกลุ่มจังหวัด และให้จังหวัดนำร่องฯ เป็น แกนกลางในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งการคัดเลือกพื้นที่ขยายผล จะดูตามความพร้อมของภาคประชาชนเป็นหลัก ทั้งนี้เนื่องจากการแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น ประชาชนต้อง เป็นผู้แก้เอง ฉะนั้นปัจจัยสำคัญ คือ ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง เป็นภาคประชาชนที่มุ่งหวังที่จะ แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน ภาครัฐ ต้องเป็นแกนกลางในการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันทำงาน ต้องแสดงเจตจำนงว่าต้องการแก้ปัญหาอย่างจัง ต้องเป็นฝ่ายอำนวยการเป็นฐานรองรับการทำงานของทุกฝ่าย เพราะถ้าภาครัฐไม่เคลื่อน ภาคประชาชน และภาควิชาการก็ ขยับยาก
ทางด้าน นาย ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า โครงการบูรณาการวิจัยนำร่องฯ นับเป็น ความริเริ่มที่น่าชื่นชม เพราะเป็นความร่วมมือ ร่วมใจของหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โครงการวิจัยนำร่องฯ ได้ริเริ่ม และควรที่จะมีการพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นหลักการทำงานของภาคี เครื่อข่าย ต่อไปก็คือ การให้ ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการคิด การพูด การทำ และมีการเรียนรู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เป็นแนวคิดเพิ่งเริ่มนำมาสู่การปฏิบัติ ซึ่งการใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งนี้ ต้องหมายถึงการใช้พื้นที่ในระดับที่เล็กที่สุดขึ้นมา เช่น หมู่บ้าน ตำบล เทศบาล และควรมีการบูรณาการในพื้นที่เล็กๆ ก่อนแล้วจึงค่อยคิดบูรณาการในระดับที่สูงขึ้น คือ ระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ
ประธานศูนย์คุณธรรม กล่าวต่อไปว่า หลักการสำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ การเชื่อมประสานบูรณาการของทุกฝ่าย โดยใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และพื้นที่เป็นตัวตั้ง ย่อมหมายถึงทุกหน่วย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กรท้องถิ่น ภาครัฐ รวมทั้งภาคธุรกิจ ต้องเชื่อมประสานกันทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีอุปสรรคปัญหา แต่คนทำงานต้องไม่ท้อถอย และใช้ความพยายามให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดผลที่สมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน การมีระบบข้อมูล และข้อสนเทศที่ดี และมากพอ โครงการวิจัยนำร่องฯ ได้ริเริ่มให้มีการใช้ข้อมูล ข้อสนเทศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการร่วมปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ปัจจุบันระบบข้อมูลทีใช้มีหลายระบบ หลายชุด แต่การใช้ประโยชน์ร่วมกันไม่สะดวก และไม่มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ด้วยกันได้อย่างต่อเนื่อง ประการสุดท้าย คือ การมีระบบการจัดการที่มีคุณภาพ คือ การมีคุณธรรม จริยธรรม มี การใช้ข้อมูลและข้อสนเทศ มีการจัดการความรู้ และเป็นองค์กรหรือกลไกที่เรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่อง การมีคุณธรรม จริยธรรม จะต้องทำมากขึ้น เพราะมีแนวโน้มจะถูกบั่นทอนให้อ่อนด้อยลงได้ง่าย หากแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำให้งานสำเร็จลุล่วง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเน้นย้ำในเรื่องของจิตใจ เรื่องของคุณธรรมซึ่งน่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ของการพัฒนาในของการใช้ชีวิตของการอยู่ร่วมกัน ในสังคม
“การแก้ปัญหาความยากจน เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประเทศ การแก้ปัญหาความยากจนกับการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขจึงเป็นเรื่องเดียวกัน การพัฒนาทั้งหลายของรัฐทั้งหมดน่าจะมุ่งไปสู่เรื่องเดียวกัน คือ ความอยู่เย็นเป็นสุข ไร้ความยากจนของประชาชนทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมแปลว่า งานของทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนกลาง ภาคธุรกิจ ล้วนมีวัตถุประสงค์เป้าหมายเดียวกัน จึงหวังว่าทุกส่วนจะได้ร่วมใจ ร่วมพลัง ร่วมความเป็นกัลยาณมิตร ขยายแนวร่วม กิจกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการทำงานทุกด้านๆ ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของประชาชนชาวไทย อันถือเป็นการถวายความจงรักภักดี ด้วยการทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสเฉลิมฉลองสิริราชย์สมบัติครบ 60 ปีร่วมกัน” นายไพบูลย์ กล่าวสรุป







