playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังสาลวนอยู่กับการแก้ปัญหาความยากจน โดยการถือตัวเลขรายได้เป็นเกณฑ์ ก็มีเรื่องราวหนึ่งผ่านเข้ามานั่นก็คือความรู้ที่ว่าประเทศภูฏาณ เขาวัดฐานะของประชาชนที่ความสุขมวลรวม หรือ GNH โดยยึดถือหลัก 4 ประการคือ การพัฒนาต้องเน้นความเสมอภาค  การดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลวัฒนธรรมและจะต้องมีธรรมาภิบาล

     ในขณะที่บ้านเราถ้าใครมีรายได้ได้ต่อปีต่ำกว่า 20,000 บาท ถือว่าเป็นคนจน ซึ่งเรื่องนี้ประมวลดูคร่าว ๆ แล้ว ผู้คนไม่ค่อยจะเห็นด้วยซักเท่าไหร่ จะอย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่า “ความจน” เป็นปัญหาสำคัญที่กัดกร่อนชีวิตผู้คนมาเป็นเวลานาน เป็นบ่อเกิดของปัญหาต่าง ๆ อีกมากมาย โดนศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชนหรือ ศตจ.ปชช. จึงเดินหน้าแก้จน ตามทิศทางของตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง

     ศตจ.ปชช. ได้ใช้ยุทธศาสตร์งานพัฒนาที่สั่งสมบ่มเพาะมานาน 6 ประเด็นไปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนนั้นก็คือ การปรับวิถีการผลิตไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน ทำแต่พอกินไม่หวังร่ำรวย การแก้ปัญหาที่ดินที่ทำกินให้กับชาวชนบทที่ไม่มีที่ดินที่ทำกินเป็นของตนเอง การที่ชุมชนจะต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติและมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชาวชุมชนเองทั้งดิน น้ำ ป่าและชายฝั่ง การร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเป็นของชาวบ้านเอง เป็นการแบ่งปันเอื้ออาทรต่อกัน การร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับคนจนในเมือง การร่วมกันพัฒนากองทุนของชาวบ้านเองไปสู่การแก้หนี้ และประการสุดท้ายขบวนการชาวบ้านจะต้องช่วยเหลือต่อกันยามที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งการแก้ปัญหาทั้ง 7 ประการนี้ มีกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนโดยใช้กระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนเป็นเครื่องมือ พร้อมมีการตั้ง ศตจ.ปชช. ประจำจังหวัดนำร่องขึ้นใน 42 จังหวัด เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีพื้นที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดโดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศใหญ่ ซึ่งดู ๆ ไปแล้วก็มีส่วนคล้วยกับแนว “ความสุขมวลรวม” ของประเทศภูฏาณอยู่ไม่น้อย

     เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา ศตจ.ปชช. ประจำจังหวัดทั้ง 42 จังหวัด และอีก 12 จังหวัดที่จะขยายต่อไป ราวประมาณ 1,000 คน ได้มาประชุมหารือเพื่อทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน มีอยู่ช่วงหนึ่งได้เชิญอาจารย์ไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม ประธานศูนย์คุณธรรมและประธานที่ปรึกษาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มาปาฐกถาพิเศษในเรื่อง “แปรวิกฤตความยากจนสร้างชุมชนเข้มแข็ง” ซึ่งมีสาระที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

      อาจารย์ไพบูลย์บอกว่า วันนี้ภาคประชาชนเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 10 กว่าปีมาก ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินคำว่า “รัฐทำราษฏร์ตาม” ต่อมาได้รับอิทธิพลจากแผนพัฒนาฉบับที่ 8 ที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาจนทำให้คำกล่าวข้างต้นเปลี่ยนไปเป็น “รัฐกับประชาชนร่วมกันพัฒนา” คือภาคประชาชนร่วมรับรู้ ร่วมมือกันทำ แต่มาวันนี้มันได้พัฒนาไปอีกระดับนั่นก็คือ “ราษฎร์ทำ รัฐหนุน” กล่าวคือ ประชาชนมีส่วนอย่างสำคัญในการพัฒนา สามารถกำหนดแนวคิดทิศทางความต้องการของตนเองและชักชวนให้ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ เข้ามาหนุนมาช่วยกันทำงานในแนวทางของประชาชนได้มากขึ้น

     อาจารย์ไพบูลย์ให้ข้อคิดอีกว่า ในการแปรวิกฤตความยากจนเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งนั้น จะต้องอาศัยปัจจัยในการขับเคลื่อนสามอย่างด้วยกัน คือ “ใจ สมอง และสองมือ”

     เริ่มที่ “ใจ” คนมีใจเป็นใหญ่เป็นส่วนที่คอยกำกับการกระทำทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้นคนที่จะทำงานให้ดีได้ “ใจต้องมีคุณธรรม” และต้องทำความคิดให้ตรงให้ถูกต้อง หากมีใจที่เข้มแข็งและวิถีคิดถูกต้อง ก็จะแปรวิกฤตเป็นโอกาสได้ ที่สำคัญก็คือคนเราจะต้องตั้งปณิธานให้มั่น ต้องเป็นปณิธานในทางที่ดี เช่น “เราจะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง” อย่างนี้ก็จะหายจนได้ และต้องเอาชนะปัญหาให้ได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง

      ส่วนที่สองคือ “สมอง” หมายถึง การรู้จักวางแผน เพื่อนำไปสู่การจัดการร่วมกัน ชาวบ้านจะแก้ปัญหาหรือทำงานอย่างโดดเดี่ยวไม่ได้จะต้องวางแผนร่วม จัดการร่วม และรับประโยชน์ร่วม โดยมีบันไดที่ก้าวไปสู่ความสำเร็จ 5 ขั้น

      บันไดขั้นแรกต้องเน้นทำงานในพื้นที่เล็ก ๆ อย่าไปคิดทำพื้นที่ใหญ่ เพราะจะไม่แน่นหนาต้องเน้นที่พื้นที่เล็กก่อน เช่น ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล ฯลฯ ค่อยเป็นค่อยไปเพราะในพื้นที่เล็กสามารถจัดการร่วมกันได้ดี ดังนั้นพื้นที่ยิ่งใหญ่ก็ทำยิ่งยาก สู้เลือกทำในพื้นที่เล็ก ๆ จะเกิดความเข้มแข็งมากกว่า

      บันไดขั้นที่สอง ดูว่าในพื้นที่เล็กมีองค์ประกอบดี ๆ อะไรบ้าง แล้วเอามาดูร่วมกัน ออกความคิดร่วมกันให้มากที่สุด มีการจัดการร่วมกันให้เป็นองค์กรชุมชน ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ ทุกภาคส่วนจะมีแผนแล้วเอาแผนนั้นมาปรับใช้เรียนรู้ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยกัน เอาของดีภายในชุมชนมาจัดหมวดหมู่ เช่น เกษตรกรรม สวัสดิการ ทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ โดยมีองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. หน่วยงาน ส่วนภูมิภาคและภาคประชาชนเป็น 3 ประสานร่วมกันทำ

     ส่วนบันไดขั้นที่สามนั้น การจัดการที่จะประสบผลสำเร็จต้องมี ข้อมูล ความรู้ ตัวชี้วัด เป้าหมาย สี่อย่างนี้ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลให้ดี เช่น การเก็บข้อมูลรายรับรายจ่าย แล้วตั้งเป้าหมายไว้ เมื่อทุกคนมีข้อมูลแล้วก็เอามารวมกันทำเป็นแผนแบบผสมผสาน โดยคนในชุมชนมีความเห็นตรงกัน

      บันไดขั้นที่สี่ ควรจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่เดียวกัน หารือกันอยู่เป็นนิจและพร้อมเพรียงกันพัฒนาความรู้ความสามารถเป็นระยะ ๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ใกล้เคียงกัน มาประชุมเรียนรู้เพื่อจะได้มีอะไรดี ๆ แล้วมาแลกกัน

     ส่วนบันไดขั้นสุดท้าย เราต้องมองถึงความเชื่อมโยงประสานกันระหว่างพื้นที่ นำมาสานต่อกันเป็นขั้น ๆ ขึ้นมา ให้เป็นหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ นำมาเกี่ยวโยงเข้าด้วยกัน ทำให้แผนงานนโยบาย ผสมผสานกลมกลืนกันจนมีคุณภาพประสิทธิภาพใหม่อย่างมีพลัง เมื่อถักทอกันเป็นเครือข่ายมีการประสานกันจนประสบผลสำเร็จได้แล้ว ทุกอย่างก็จะเป็นผลดีต่อตัวเรา และเพื่อน ๆ ทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง

      ส่วน “สองมือ” ทุกคนมีกันอยู่แล้ว เรามีสองมือบวกกับเพื่อน ๆ อีกสองมือ ในชุมชนมีเท่าไหร่เอามารวมกันจนเป็นพัน ๆ มือ นี่คือความสามัคคี แล้วลงมือปฏิบัติ พัฒนา ปรับปรุง จนเกิดเป็นประสบการณ์ การได้เรียนรู้ใหม่ ๆ จะได้ประสบการณ์ จากนั้นก็นำสิ่งที่ได้กระทำไปสรุป เมื่อเราทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องก็จะได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้น นั่นคือการก้าวไปข้างหน้า จนสร้างความเชื่อมั่นแล้วเดินไปด้วยกัน เช่นนี้แล้วความยากจนก็จะไม่เหลืออยู่ในระบบความคิด  เพราะคนได้ขจัดไปแล้ว

      อาจารย์ไพบูลย์กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ต้องอาศัย ใจ สมอง และสองมือ เชื่อมโยงรวมจิต รวมใจ เพื่อให้แต่ละพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาไปจนครบวงจร ก็จะก้าวไปสู่สังคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืนได้

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter