วันที่ 6-7 เมษายน 2553 ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และ องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัด ภาคอีสานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า ได้จัดเวทีเสวนา “ทางออกชุมชนอีสานและบทบาทขององค์กรชุมชน ท่ามกลางวิกฤติน้ำ” โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เและเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล 19 จังหวัดภาคอีสาน ในการจัดงานนี้ได้มีการบวชวังหอยหิน วังปลา ที่บริเวณท่าน้ำหน้าวัดป่าของบ้านบุ่งคล้า
ปรากฏการณ์วิกฤติน้ำโขงในช่วงฤดูแล้งของประเทศไทยในปีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจากข้อมูลที่สรุปได้จากการจัดเวทีประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมา ก็พบว่า ปริมาณน้ำโขงเริ่มมีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ อย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงไม่อาจคาดเดาได้เช่นอดีต
จากการศึกษาติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปริมาณน้ำโขงในช่วงฤดูแล้งที่ไหลผ่านประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ทางตอนล่าง ก็พบว่า แม่น้ำโขงได้รับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในประเทศจีนค่อนข้างสำคัญ เพราะในช่วงฤดูแล้งได้รับน้ำจากการละลายของหิมะ และน้ำแข็งในเขตเทือกเขาสูงในประเทศจีนเป็นหลัก
ซึ่งสาเหตุสำคัญของปัญหาน้ำโขงวิกฤติในขณะนี้ ก็คือ การสร้างเขื่อน และการกักเก็บน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชนในลุ่มน้ำโขงกว่า 60 ล้านคน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุดังกล่าวเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 องค์กร 19 จังหวัด จึงได้มีการจัดเวทีเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา และผลกระทบระหว่างลุ่มน้ำสาขาในภูมิภาคกับแม่น้ำโขง เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันในการแก้ไขวิกฤติลุ่มน้ำในภาคอีสาน
ผลสรุปจากการเสวนาครั้งนี้ที่สำคัญ คือ ปัญหาแม่น้ำโขงวิกฤติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ ในภูมิภาค และวิถีชีวิตชุมชนในทุกมิติ จึงมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้
1. ยุติการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง และปล่อยให้แม่น้ำโขงไหลได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการให้คุณค่าของแม่น้ำมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจแต่เพียงมิติเดียว
2. อำนาจในการบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายทิศทางการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จะต้องเป็นคนในภูมิภาคนี้เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่มีมีความรู้ และความเข้าใจสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนของตนเองได้อย่างถ่องแท้ที่สุด
3. ภาคประชาชนในท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ลุ่มน้ำโขง เพื่อการพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนเป็นสำคัญ


แถลงโดยเครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาชนลุ่มน้ำโขง 19 องค์กร
1) เครือข่ายสภาองคฺกรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 6 จังหวัดภาคอีสาน
2) เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคีภาคอีสาน 19 จังหวัด
3) สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย (สอท.)
4) คณะกรรมการประสานงานขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน (คปอ.)
5) มูลนิธิเลยเพื่อการพัฒนา
6) เครือข่ายทรัพยากรภาคอีสาน
7) สมาคมเกษตรกรไทยภาคอีสาน (สกท.)
8) เครือข่ายเกษตรทางเลือก
9) เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสาน 6 ลุ่มน้ำ
10) เครือข่ายมิสซังท่าแร่ จ.สกลนคร
12) องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย
13) องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเดิ่น อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย
14) องค์การบริหารส่วนตำบลโคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย
15) เครือข่ายอนุรักษ์ป่าภูวัว
16) คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.)
17) เครือข่ายภูมินิเวศน์ภูพาน




