กว่า ๑๐๐ ปีที่ลำน้ำแหงได้หล่อเลี้ยงประชากรใน อ.นาน้อย จ.น่าน ลำน้ำสายใหญ่ที่ไหลไกลสุดลูกหูลูกตา มาบัดนี้แห้งขอดแทบจะไม่เหลือความยิ่งใหญ่ของสายน้ำในอดีตที่เคยหล่อเลี้ยงผู้คน เกิดอะไรขึ้นกับลำน้ำสายนี้ หรือจะเป็บบทที่ธรรมชาติทดสอบมนุษย์ หรือเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ที่เป็นเพื่อนกับธรรมชาติมานานแสนนาน
วิถีชีวิตของชาวอ.นาน้อยผูกพันธ์กับลำน้ำแหงมากว่า ๑ ศตวรรษ ตั้งแต่การทำเกษตรกรรม ประมงพื้นบ้าน ประปาหมู่บ้าน ประชากรได้อาศัยลำน้ำสายนี้กว่า๑.๐๐๐ ครัวเรือน นับตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ลำน้ำแหงเคยแห้งมาแล้ว ๑ ครั้ง ชาวบ้านในอ.นาน้อยจึงได้ร่วมใจกันสร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง นับตั้งแต่นั้นลำน้ำแหงก็ยังมิเคยแห้งอีกเลย
จากจำนวนประชากรของอ.นาน้อยที่เพิ่มขึ้น การทำไร่เลื่อนลอยในพื้นที่ต้นน้ำ การตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตร ดินตะกอนทับถม การใช้ยาฆ่าแมลงในพื้นที่เกษตรกรรมทำให้ยาฆ่าแมลงไหลลงลำน้ำสาธารณะ ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปัญหาเหล่านี้ได้ถูกสำรวจโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
โดยเมื่อสภาองค์กรชุมชนตำบลบัวใหญ่ทราบถึงปัญหาจึงได้ร่วมกับกลุ่มองค์กรในพื้นที่พยายามทำการอนุรักษ์พื้นที่แหล่งต้นน้ำร่วมและลำน้ำ โดยการปลูกป่าต้นน้ำทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำกลับมา การให้ความรู้และสร้างแนวร่วมเยาวชนในการอนุรักษ์แหล่งน้ำ เพื่อขยายแนวร่วมไปสู่ระดับอำเภอ
แต่การทำงานดังกล่าวที่เกือบจะสายไป สำหรับการอนุรักษ์ลำน้ำแหง นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบันลำน้ำแหงแห้งขอดลงไปมากกลายเป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก จนประชากรไม่สามารถดำรงวิถีชีวิตตามแบบเดิมได้ เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำโดยคนนาน้อยแบ่งทรัพยากรน้ำกันไม่ลงตัว ต้องให้นายอำเภอมาไกล่เกลี่ยถึง ๓ ครั้ง ซึ่งทุกคนยากที่จะยอมรับว่าเป็นปัญหาของตนเอง
ผู้นำในชุมชนหลายคนพูดว่า “เราไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่าวิกฤติของลำน้ำแหงในครั้งนี้เกิดจากภาวะภัยธรรมชาติ หรือฝนแล้ง แต่เราลืมเหลียวมองกลับมาว่าภัยธรรมชาติส่วนหนึ่งนั้นนั้นเกิดจากอะไร ถ้าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ที่ยังไม่หยุดทำลายธรรมชาติ “
ดังนั้นเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ว่าที่ร้อยตรีสมัย คำชมพู นายอำเภอนาน้อยร่วมกับสภาองค์กรชุมชนต.บัวใหญ่จึง จัดประชุมการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและลำน้ำแหง ณ ที่ว่าการอำเภอ โดยมีผู้แทนจากสำนักบริหารอนุรักษ์อุทยานที่ ๑๓ ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๙ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนผู้เกี่ยวข้อง กว่า ๕๐ คน
นายอำเภอนาน้อยกล่าวว่าการอนุรักษ์นั้นต้องไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นปัญหาของทุกคน และต้องร่วมมือที่จะฟื้นฟูที่ครบวงจร อย่างตั้งใจและจริงจัง โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้สรุปแนวทางในการฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและลำน้ำแหงร่วมกันดังนี้


๑.สร้างความเข้าใจในทุกหมู่บ้านที่ใช้ทรัพยากรลุ่มน้ำแหงให้ตระหนักถึงปัญหาและเสนอแนวทางการแก้วิกฤติครั้งนี้
๒.จัดทำยุทธศาสตร์อำเภอนาน้อยในเรื่องของการฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อม โดยการฟื้นฟูพื้นที่ทำกินของชาวบ้านให้เป็นผืนป่าเศรษฐกิจ
๓. ออกเอกสารสิทธิ์ให้กับพื้นที่ทำกินบริเวณเขตต้นน้ำให้ชัดเจน โดยอาจออกเป็นโฉนดชุมชนเพื่อหยุดยั้งการบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำ
๔.จัดตั้งโครงสร้างคณะกรรมการแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำแหง
โดยนายอำเภอกล่าวทิ้งท้ายว่า “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก”




