นายนริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง อภิปรายในงานเปิดตัว รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทย ประจำปี ๒๕๕๒ เรื่อง “ความมั่นคงของมนุษย์: ปัจจุบันและอนาคต” ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ โดยย้ำสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ดึงแรงงานนอกระบบให้ออมเงินอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์
นายนริศ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประชากรของไทยอายุยืนมากขึ้น โดยเฉลี่ยแล้วผู้ชายจะอายุประมาณ ๗๐ ปี ผู้หญิงอายุประมาณ ๗๗ ปี แต่อีกห้าปีข้างทุกคนจะมีอายุมากขึ้น ผู้ชายจะมีอายุดฉลี่ยประมาณ ๗๓ ปี ผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๘๐ ปี โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด ๑๐.๙ เปอร์เซ็น แต่อีก ๒๐ ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น ๒ เท่า ถ้ามองในแง่เศรษฐศาสตร์ สัดส่วนคนทำงานก็จะน้อยลง ผู้สูงอายุที่จะต้องได้รับการดูแลมากขึ้น จากเดิมผู้ใหญ่หรือคนวัยทำงาน ๖ คน จะเลี้ยงผู้สูงอายุ ๑ คน แต่อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ผู้ใหญ่ ๒-๓ คน จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุ ๑ คน เพราะฉะนั้นต้องเป็นภาระที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อก่อนสังคมไทยก็ไม่ห่วงเรื่องนี้มากนักเพราะลูกหลานจะดูแลผู้สูงอายุ แต่สังคมไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ทำงานนอกบ้านมากขึ้น ลักษณะการดูแลผู้สูงอายุก็เปลี่ยนไป มีผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการดูแลเลยถึง ๘ เปอร์เซ็น ซึ่งแนวโน้มก็จะมากขึ้น เพราะฉะนั้นการเตรียมการเพื่อที่จะให้มีเงินใช้ในยามชราก็จะต้องดูแลมากขึ้นโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง
รองปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ระบบการออมในประเทศไทยภายใต้แนวทางของ World Bank ซึ่งได้กำหนดเป็นเสาหลักของเงินได้เมื่อยามเกษียณ (Multi-Pillar) แบ่งเป็น ๔ เสาหลัก ดังนี้
เสาหลักแรก (Pillar 0) หมายถึง สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นการให้เปล่าจากรัฐแก่ประชาชนทั่วไป ในประเทศไทยตอนนี้มีเพียง เบี้ยยังชีพคนชราและคนพิการ และบำนาญข้าราชการแบบเดิม
เสาหลักที่ 1 (Pillar 1) หมายถึง ระบบประกันสังคมเพื่อบรรเทาความยากจน ได้แก่ กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นการออมระหว่างแรงงานในระบบภาคเอกชน กับ นายจ้าง และมีรัฐช่วยสมทบ
เสาหลักที่ 2 (Pillar 2) หมายถึง การออมภาคบังคับ ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งรองรับเฉพาะข้าราชการเท่านั้น โดยมีรัฐซึ่งเป็นนายจ้างช่วยสมทบ จะเห็นได้ว่าในการออมส่วนนี้ ยังไม่ได้รองรับบังคับแรงงานภาคเอกชนทั้งในและนอกระบบ แต่เปิดให้กลุ่มหลังสมัครใจออมตามความสามารถของแต่ละคน ซึ่งจะอยู่ใน Pillar 3
เสาหลักที่ 3 (Pillar 3) หมายถึง การออมภาคสมัครใจ ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) รวมถึงการซื้อประกันชีวิตประเภทการออม
เสาหลักที่ 4 (Pillar 4) หมายถึง การออมส่วนบุคคลที่ไม่อยู่ในรูปกองทุน (Non-Pension fund) ได้แก่ เงินฝากธนาคาร เงินฝากสหกรณ์ รายได้จากการลงทุน เงินได้จากครอบครัวลูกหลานที่ให้มา ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ที่มีมูลค่าซื้อขายได้
ซึ่งการออมทั้งหมดนี้แรงงานนอกระบบไม่ได้รับการดูแล จึงได้เกิดโครงการกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ (กอช.) ซึ่งมีสถานะคล้ายกับกองทุนประกันสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญคือนำเงินจากสมาชิกไปลงทุนอย่างเหมาะสมโปร่งใส เพื่อนำผลตอบแทนที่ได้มาจ่ายคืนกลับให้กับสมาชิกหลังอายุ 60 ปี โดยประกันผลตอบแทนจะไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ของค่าเฉลี่ย 5 ธนาคารขนาดใหญ่
นายนริศ อธิบายต่อว่า สำหรับผู้มีอาชีพอิสระ สามารถสมัครเป็นสมาชิกกองทุนได้ตามความสมัครใจ เพื่อมีโอกาสได้รับผลตอบแทนหลังเกษียณ โดยรัฐบาลจ่ายสมทบเข้ามาให้ด้วย ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
ช่วงอายุ 20 - 30 ปี สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนเริ่มต้น 100 บาท โดยรัฐบาลจ่ายสมทบคงที่ 50 บาท
ช่วงอายุ 31 - 50 ปี สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนเริ่มต้น 100 บาท โดยรัฐบาลจ่ายสมทบคงที่ 80 บาท
ช่วงอายุ 51- 60 ปี สมาชิกส่งเงินเข้ากองทุนเริ่มต้น 100 บาท โดยรัฐบาลจ่ายสมทบคงที่ 100 บาท
ตัวอย่างผลตอบแทนหลังอายุ 60 ปี สำหรับแต่ละช่วงอายุ ดังนี้
ช่วงอายุ 20 – 30 ปี จ่ายกองทุนเดือนละ 100 บาท หลังอายุ 60 ปี ได้รับผลตอบแทนเดือนละ 3,260 บาท
ช่วงอายุ 31 – 50 ปี จ่ายกองทุนเดือนละ 250 บาท หลังอายุ 60 ปี ได้รับผลตอบแทนเดือนละ 2,042 บาท
ช่วงอายุ 51 – 60 ปี จ่ายกองทุนเดือนละ 500 บาท หลังอายุ 60 ปี ได้รับผลตอบแทนเดือนละ 576 บาท
นายนริศ ยังได้อธิบายขั้นตอนง่ายๆสำหรับผู้สมัครใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนฯ เพียงแค่เข้ามาลงทะเบียนที่สำนักงานกองทุนฯ(จะกำหนดภายหลัง) จากนั้นก็สามารถเลือกจ่ายเงินสมทบ ซึ่งอาจเป็นรายเดือน รายครึ่งปี หรือจ่ายเป็นรายปีได้ตามความพอใจ ได้ที่เคาเตอร์ของร้านสะดวกซื้อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร อบต. อบจ. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ




