playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     นับแต่มีกระบวนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 นับได้ว่าล่วงเลยมาได้ประมาณ 2 ปี 3 เดือนแล้ว กระบวนการแก้ปัญหาที่เกิดจากชุมชนฐานรากก็มีความเด่นชัดขึ้นเป็นลำดับทั้งการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีวิต การจัดการที่ดินโดยชุมชน หนี้สิน หรือการจัดสวัสดิการชุมชนช่วยเหลือกันภายในชุมชน และการมีสภาองค์กรชุมชนตำบล จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสังคมที่เกิดจากพลังรวมหมู่ที่ก้าวเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง

 

     นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ   ผู้อำนวยการโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา สถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.)  ระบุว่า ชุมชนที่เราอยู่นั้นมีลักษณะที่เรียกว่าอยู่ในระบบนิเวศน์ที่หลากหลาย ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ภูเขาสูงเรื่อยไปจนถึงทะเล เรียกว่าอยู่กันอย่างหลากหลายและการอยู่แบบนี้เองที่ทำให้เรามีองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่หลากหลายไปด้วย และสามารถนำไปสร้างปัญญาสร้างอำนาจที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาข้างหน้า

      หลักคิดที่สำคัญ ความเชื่อ อุดมการณ์ คือการเคารพธรรมชาติ เพื่อชุมชนเราอยู่กับธรรมชาติ การเคารพซึ่งกันและกันในชุมชน และการพึ่งตนเองและพึ่งกันและกัน พัฒนาสิ่งที่ดีๆในชุมชน ทั้งด้านอาชีพและการอนุรักษ์ทรัพยากรรธรรมชาติ การฟื้นฟูวิถีเดิมกำลังเข้ามาปะทะกับทุนนิยม (เงิน) ชุมชนจะสร้างสมดุล อย่างไร

     การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนจึงต้องเริ่มจากพลังชุมชน และค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านเกษตร การจัดการทรัพยากร การดูแลสุขภาพ งานหัตถกรรม เด็ก สตรี ได้รับการพูดถึงมากขึ้น ประชาธิปไตยท้องถิ่น ภูมิปัญญา สิทธิชุมชน สวัสดิการชุมชน การจัดการความรู้ การศึกษาทางเลือก ต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ชัดขึ้นเรื่อยๆและสร้างเรื่องเหล่านี้ให้เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมโดยใช้เครื่องมือ “สภาองค์กรชุมชน” ซึ่งสิ่งที่เราทำในขณะนี้ก็จะสามารถไปส่งผลต่อการปฏิรูปประเทศไทยเช่นกัน ดังนั้นชุมชนต้องสร้างพลังจากเรื่องต่างๆ ที่เป็นจุดดีของแต่ละพื้นที่ที่ได้นำเสนอจากการระดมความคิดจากการแบ่งกลุ่มย่อย แล้วผลักดันไปสู่การฟื้นฟูและพัฒนาเชื่อมโยงพลังในชุมชนเอง โดยยกระดับสภาองค์กรชุมชนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้แล้ว สถาบันพอช. มีหน้าที่สนับสนุน เพื่อให้เกิดการขยายให้เต็มประเทศ แล้วส่งผลต่อการสร้างนโยบายจากล่างขึ้นบนและชุมชนต้องไปช่วยดูในการร่างแผน 11 เพราะต้องมีการดูแลร่วมกันในทุกๆ ระดับ

     นายชัชวาลย์ กล่าวต่อไปว่า สภาองค์กรชุมชน เป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบแนวราบ แบบรวมหมู่ พลังรวมหมู่นี้เองจะเป็นกระบอกเสียงไปต่อรองกับระบบรัฐ นักการเมือง เป็นพลังที่รวมปัญญา รวมมวลชน สร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ให้ชุมชนเป็นหลัก เป็นขั้นตอนจากล่างขึ้นบนโดยเริ่มจากชุมชน สร้างสภาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง รวมพลังหน่วยงานภาคีต่างๆ ดันขึ้นไปข้างบนและทำไปในทิศทางที่ชุมชนท้องถิ่นต้องการ

     ตามข้อเสนอของชุมชนท้องถิ่นชุมชนอยากจะเห็นสภาองค์กรชุมชนร่วมทำงานกับท้องถิ่น เพราะสภาองค์กรชุมชนมีข้อมูลพื้นฐานที่ได้กลั่นกรองจากชุมชนส่งต่อไปยัง อบต.เทศบาล ท้องถิ่น ท้องที่ ก็จะเกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น โดยมีชุมชนท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทนควบคู่กับประชาธิปไตยทางตรง เป้าหมายคือสร้างต้นทุนชีวิต ต้นทุนชุมชนเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนแบบองค์รวม โดยมีกลไกที่สำคัญคือ สภาองค์กรชุมชน เพื่อกำหนดวิถีชีวิตของชุมชนและตอนนี้กำลังเข้าสู่การปฎิรูปประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่เราทำอยู่นี้จะมีผลต่อการปฎิรูปสังคมไทยในขณะนี้ด้วยเช่นกัน

 

     ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้องต้นทั้งประวัติศาสตร์ชุมชนที่มีความแตกต่างกันแต่ละพื้นที่ ประเพณี ผู้รู้ครูภูมิปัญญา เครือญาติ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต เราต้องฟื้นกระบวนการนี้ เพื่อที่จะไปปะทะไปเป็นภูมิคุ้มกันทุนนิยม การพัฒนาสมัยใหม่เกษตรแผนใหม่ที่กระแทกโหมเข้าสู่ชุมชนทั้งหลายนี้ ต้องมีภูมิคุ้มกันโดยการร่วมมือกันทุกภาคส่วน

     คุณกรรณิการ์ บันเทิงจิตร สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นการพัฒนานโยบายสาธารณะว่า เราสามารถบอกได้ไหมว่า ผู้นำสภาฯ เป็นคนที่มีจิตอาสากันทุกคน แต่ก็กำลังคิดว่า พวกเราจะมีระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงแม้ว่าจะมีอายุแค่ขวบกว่า ๆ เท่านั้น แต่เมื่อเรามีของดี เราก็มาเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้แล้วอยากให้พวกเราภูมิใจในตัวเองว่า เราเป็นผู้มีจิตอาสา เอาธุระคนอื่นมาเป็นธุระตัว ซึ่งนโยบายสาธารณะ จึงหมายถึง แนวทางที่ทุกคนมีส่วนร่วม และทุกคนเป็นเจ้าของ ซึ่งได้มาโดยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน บางคนก็เรียกว่า แผนพัฒนา หรือฉันทามติ

 

     ดังนั้นบทบาทของผู้นำสภาฯ ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะนั้น สามารถล้อมาจากบทบาทที่กำหนดไว้ใน พรบ.สภาฯ มาตรา และมีภารกิจว่าด้วย จัดให้มีเวทีปรึกษาหารือเมื่อมีโครงการ แผนงาน ที่จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสวัสดิภาพของคนในชุมชน

     ดังนั้นคำว่ากระบวนการสร้างนโยบายสาธารณะจึงหมายถึง กระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเรียนรู้อย่างสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะนโยบายสาธารณะ โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและอย่างมีส่วนร่วม

     แนวคิดการพัฒนานโยบายสาธารณะฯ มาจาก นโยบายต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่มาจากการกำหนดของภาครัฐ ลงสู่ชุมชน ดังนั้น การกำหนดนโยบายสาธารณะจึงเป็นแนวทางการผลักดันเรื่องราว ปัญหาของประชาชนเสนอขึ้นสู่ระดับนโยบาย หรือรัฐ ปัจจัยที่ทำให้การพัฒนานโยบายสาธารณะประสบผลสำเร็จคือ มีกลไกการจัดการหรือคณะทำงานที่มาจากหลายภาค ส่วน มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ 3.ใช้ฐานความรู้ ฐานข้อมูล 4. มีทุกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง 5. มีประเด็นการพูดคุยที่เป็นข้อตกลงร่วมกัน และ 6. ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด

     นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ   กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนต้องมาขับเคลื่อนพลังองค์กรท้องถิ่นด้วยสภาองค์กรชุมชนเพราะแนวคิดในการพัฒนาประเทศ หรือชุมชน ในปัจจุบันนี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องในชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม รัฐเป็นผู้ตัดสินใจการลงทุน จนส่งผลกระทบต่ออาชีพ รายได้ และวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนในท้องถิ่น แต่คนที่ได้รับผลประโยชน์เป็นนักลงทุน ไม่ใช่ชาวบ้าน จึงทำให้ประเทศไทยเกิดความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

      หากยังให้การเมืองยังเป็นเรื่องของการลงทุน จะทำให้เกิดการคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความแตกแยกในทางการเมือง ดังนั้นประชาชนอย่าตกเป็นเยื่อ เราต้องทวงถามประโยชน์ที่เราจะได้รับมากกว่า และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

      กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เสนอทางออกสถานการณ์ข้างต้นไว้ 3 ประการ ดังนี้ 1. การรวมตัวเป็นองค์กรเครือข่ายมีความจำเป็น เราต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเชิงนโยบาย ดังนั้นสภาองค์กรชุมชนตำบลควรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายกับทางภาครัฐ 2. การเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย ขององค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ และ 3. สภาองค์กรชุมชน เป็นหนึ่งในประชาธิปไตยทางตรงจึงมีประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ

     ผศ.ดร. ชัยยันต์ ประดิษฐ์ศิลป์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนตำบลกับภารกิจของการพัฒนาบ้านเมืองต้องเป็นเรื่องของส่วนรวม เพราะการปกครองต้องควบคุมดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดการเมืองแบบนี้ขึ้นชุมชนต้องมีการรวมกลุ่มองค์กรเพื่อปกป้องความเป็นชุมชนด้วยระบบการจัดการแบบมีส่วนร่วม

     สภาองค์กรชุมชนตำบลต้องเริ่มจากชีวิตจริงที่ชุมชนต้องเอาเป็นตัวตั้ง เพราะทุกวันนี้เรื่องของบ้านเมืองมักถูกจัดการโดยคนส่วนน้อย

     แต่ชุมชนปัจจุบันนี้ได้เปิดโอกาสให้กับภาคประชาชน จึงจำเป็นต้องฉวยโอกาสช่วงชิงอำนาจมาอยู่ที่ชุมชนเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาสร้างทางเลือกใหม่ในสังคมไทย ดดยให้ชุมชนท้องถิ่นได้จัดการตนเองสามารถจัดขบวนการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่นให้ครอบคลุมทุกระบบเพื่อประโยชน์สูงสุด

    การเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านนี้แม้จะยังไม่มีทางออก แต่หลักการพื้นฐานของประชาธิไตยต้องเป็นของปวงชน มีความเสมอภาคและเสรีภาพทางสังคมตามสิทธิมนุษยชน จึงจำเป็นต้องปรับบทบาทของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานในพื้นที่ได้จัดการตนเองเพื่อตอบสนองต่อชุมชนท้องถิ่นและการเพิ่มศักยภาพผู้นำชุมชนท้องถิ่น จึงมีข้อเสนอแนะว่าหากจะมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนต้องร่วมมือกับ 3 ฝ่าย คือ ชุมชน ท้องถิ่น และรัฐบาลโดยใช้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ในชุมชน หันมาใช้ทุนทางสังคมที่เกิดชุมชนฐานราก

     การสร้างชุมชนใหม่คือทางออกโดยเอาชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนมีระบบการบริหารจัดการแบบหลักธรรมาภิบาล วางระบบให้ทุกคนมีส่วนร่วม ดังนั้นสถานภาพขององค์กรชุมชนในปัจจุบัน จึงเป็นการพัฒนารูปแบบมากกว่าเนื้อหา เอาปริมาณมากกว่าคุณภาพ การขับเคลื่อนอยู่ในระดับขบวนการมากกว่าผลผลิตที่เกิดขั้น เป็นการเน้นการจัดตั้งให้เกิดสภามากกว่าการขับเคลื่อน เป็นเวทีมากกว่าเป็นเวทีสภาชุมชน เน้นการพึ่งพาภายนอกมากกว่าพึ่งตนเอง เน้นการทำแผนโครงการมากกว่าการจัดตั้งองค์กร

     แม้เวลาจะเปลี่ยนผันไป 2 ปี 3 เดือนแล้ว สภาองค์กรชุมชนยังคงมีความเชื่อมั่นว่า… ความสำเร็จที่ชุมชนท้องถิ่นได้ร่วมกันลงมือปฎิบัติในวันนี้เป็นสิ่งที่ได้ปฎิญาณไว้ นั่นคือ สังคมไทยต้องได้รับการปฎิรูปโดย “พลังชุมชน”  

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter