ท่ามกลางกระแสสังคมโลกที่เริ่มปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร ก็กำลังกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจ ที่บริษัทข้ามชาติให้ความสำคัญและเล็งฐานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ โดยการปรับกลยุทธ์มาเป็นการลงทุนวัตถุดิบเพื่อแปรรูปสินค้าขายในตลาดของประเทศนั้นๆโดยตรง
กระบวนการรูปแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้ชุมชนเกษตรกรในหลายๆพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ต้องเผชิญปัญหาที่ว่าเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบ กลายเป็น“แรงงาน”การผลิตไปโดยไม่รู้ตัว!
ภายใต้โครงการทุนวิจัยวิทยานิพนธ์งานพัฒนาที่ชุมชนเป็นแกนหลัก ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. สนับสนุน นายนาวิน โสภาภูมิ นักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้หยิบยกหนึ่งในหลายๆชุมชนที่เกิดปัญหาถูกทุนข้ามชาติครอบงำอาชีพทางการเกษตร เรื่อง “กลยุทธ์การต่อรองของเกษตรกรภายใต้ระบบอุตสาหกรรมเกษตร-อาหาร : กรณีศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในจังหวัดเชียงใหม่” โดยศึกษาจากชุมชนตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
ในงานวิจัยชิ้นดังกล่าว พบว่า ชุมชนตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แม้จะมีการปลูกมันฝรั่งพันธุ์จากต่างประเทศส่งให้กับอุตสาหกรรมผลิตมันฝรั่งทอดกรอบชื่อดังชนิดหนึ่ง ซึ่งดูผิวเผินเหมือนชุมชนที่มีรายได้มั่นคง แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาการจัดการเกษตรแบบอุตสาหกรรมเกษตร ที่เกษตรกรเจ้าของไร่มันฝรั่งกลับมีสถานะเหมือนเป็นเพียงแรงงานของบริษัททุน โดยที่บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบต่อเกษตรกรและไม่ต้องลงทุนเป็นเจ้าของไร่เอง
เดิมทีชาวแม่แฝก ประกอบอาชีพทำนาปลูกทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าเป็นหลัก เมื่อเสร็จการทำนาปี ก็จะปลูกมันฝรั่งพันธุ์ต่างประเทศ และข้าวโพดหวาน โดยทั้งสองอย่างเป็นการเพาะปลูกเพื่ออุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น
ในกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มเพาะจนถึงเก็บเกี่ยว ทุกอย่างต้องทำภายใต้มาตรการและกฎเกณฑ์ที่ทางบริษัทเอกชนเป็นผู้กำหนด นับตั้งแต่ เกษตรกรจะต้องซื้อพันธุ์มันฝรั่งซึ่งสั่งมาจากต่างประเทศและมีราคาสูงจากบริษัทโดยตรงเท่านั้น รวมทั้งยังถูกตีกรอบมาตรฐานของการคัดผลผลิตที่ค่อนข้างสูง ทำให้ผลผลิตกับรายได้ไม่สัมพันธ์กัน!
ท่ามกลางปัญหาการเผชิญหน้าแบบเงียบๆ ระหว่างนายทุนกับเกษตรกรที่ต้องอยู่ในภาวะจำยอมเป็นแรงงานผู้ผลิตที่ปราศจากสวัสดิการหรือค่าแรงนั้น ก็ได้เกิดการวมตัวภายใต้การนำของปราชญ์ชุมชนอย่าง “ลุงศรี” ที่การสร้างขวัญและกำลังใจ ไปจนถึงผลักดันให้เกิดการรวมตัวสร้าง “ความเข้มแข็ง”ภายในชุมชนขึ้นมาได้
ลุงศรี ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันวิชาการและหน่วยงานรัฐ ในการริเริ่มใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาวิธีการปลูกมันฝรั่งด้วยตนเอง โดยการนำหัวมันฝรั่งที่ปลูกได้ในแต่ละครั้งมาผ่าครึ่งแล้วทำไปปลูก ปรากฏว่าได้ผลผลิตต่อไรที่ดีพอๆกับการใช้หัวพันธุ์แบบปกติ ทำให้เกษตรกร สามารถลดต้นทุนในการซื้อหัวพันธุ์ได้กว่าครึ่ง ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกเพิ่มขึ้น
“เนื่องจากมันฝรั่งที่ปลูกในแต่ละฤดูกาลจะเก็บหัวพันธุ์ไว้ปลูกได้แค่ 1 ฤดูกาลถัดไป หลังจากนั้นหากเก็บหัวพันธุ์จากมันฝรั่งชุดเดิมไปปลูกอีก ก็จะได้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มกับการลงทุน เกษตรกรจึงต้องซื้อหัวพันธุ์จากบริษัทที่ได้รับโควต้นในการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศในราคาสูงประมาณ 30บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ขายผลผลิตได้แค่กิโลกรัมละประมาณ 10-15บาท”
อีกยุทธศาสตร์ที่ชุมชนเข็มแข็งร่วมมือกันทำด้วยตนเองคือ การสร้างความหลากหลายทางการผลิตเพื่อความมั่นคงในการดำรงชีพ โดยการรณรงค์ให้คนในชุมชนรู้จักปลูกพืชหมุนเวียนบนพื้นที่นา อย่างเช่น ในหน้าฝนปลูกนาปีทั้งข้าวจ้าวและข้าวเหนียว หลังเก็บเกี่ยวก็ปลูกมันฝรั่ง และหลังเก็บเกี่ยวมันฝรั่ง ก็จะหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น ข้าวโพด มะระ บวบ เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้หลายทางไม่ต้องพึ่งจากชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น รวมทั้ง ยังมีการหารายได้จากทางอื่นโดยสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหัตถกรรม ขายของ และรับจ้างต่างๆ
ในการหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติมของคนในครอบครัวนั้นเอง ที่เป็นที่มาของยุทธศาสตร์สำคัญของการสร้างชุมชนเข้มแข็งในตำบลแม่แฝก คือการนำผลผลิตมันฝรั่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของบริษัทเอกชน หรือมันฝรั่งที่ตกเกรดนั่นเอง มาทำผลผลิตชุมชน โดยใช้วิธีปรับโครงการพัฒนาของรัฐมาใช้สนับสนุนการผลิต
“กลุ่มแม่บ้านรวมตัวกันทำอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งขนาดย่อมในชุมชน โดยเน้นการจ้างงานแม่บ้านในชุมชน และรับซื้อมันฝรั่งตกเกรดจากเกษตรกรมาแปรรูปขายในตลาดท้องถิ่น โดยกลุ่มแม่บ้านนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการวิสาหกิจชุมชน ซึ่งทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกในการขายมันฝรั่งมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้เสริมให้กับกลุ่มเกษตรกรอีกทาง”
ด้วยรูปแบบการประกอบอาชีพการเกษตรเหล่านี้ “ผู้วิจัย”ได้เรียกบทสรุปว่าเป็นความลักลั่นขัดแย้งของการควบคุมและการต่อรองในระบบการผลิตภายใต้โลกาภิวัฒน์และเสรีนิยมใหม่...
“กล่าวคือ บริษัทไม่สามารถควบคุมการผลิตของเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จได้ เนื่องจากหากเกษตรรู้สึกถูกเอาเปรียบมากจนไม่พอใจ ยกเลิกการผลิตและเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นๆก็จะกระทบต่อสายพานของบริษัทได้ การควบคุมนี้จึงยอมให้เกิดการต่อรองได้บ้างในบางเรื่อง” นายนาวิน ผู้ศึกษางานวิจัย ระบุ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าบทสรุปของทุกฝ่าย ทั้งนายทุน และเกษตร จะมีความต่อรองเพื่อให้ตนเองเสียเปรียบน้อยที่สุดจนเกิดความลักลั่นอย่างที่ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ไว้ก็ตามที
แต่ในความเป็นจริง ที่สุดแล้ว... บทเรียนของสัมพันธ์ระหว่างตำบลแม่แฝก กับบริษัทนายทุนแปรรูปมันฝรั่ง ได้สะท้อนให้เห็นว่า หากทุกคนในชุมชนพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อชุมชนและตนเอง มีความสมัครสมานสามัคคี ไม่ยอมแพ้ และไม่ละทิ้ง “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ให้ตายไปกับกาลเวลา ทุกคนก็จะสามารถสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืนขึ้นมาได้ด้วยมือของตัวเอง




