เชียงใหม่/ภาครัฐ-ปชช.-นักวิชาการ จับมือวางแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรแม่แจ่ม-อมก๋อย ชี้เป็นการรวมพลังก้าวสู่บันไดขั้นที่สอง สร้างพลังชุมชน แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม
เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศาลาประชาคม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โครงการจัดระเบียบที่ดินตามแนวทางพระราชดำริ อ.แม่แจ่ม-อมก๋อย- กัลยาณิวัฒนา ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน อ.แม่แจ่ม อมก๋อย ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.แม่แจ่ม ฯลฯ ร่วมจัดงาน "ความร่วมมือ สู่การปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรรวมพลังก้าวสู่บันไดขั้นที่สอง สร้างพลังชุมชน แก้ไขปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการสำรวจข้อมูล การจัดทำระเบียบ การพัฒนากลไกกรรมการแก้ไขปัญหาระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เรียนรู้ พร้อมทั้งให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้นำเสนอบันไดขั้นที่สองในการแก้ไขปัญหา การดูแลรักษา การใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่า รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันทั้งส่วนราชการ องค์กรชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม ได้ใช้โครงการจัดระเบียบที่ดินแม่แจ่ม-อมก๋อย ซึ่งริเริ่มโดย จ.เชียงใหม่เป็นเงื่อนไขในการทำงาน โดยการทำงานมุ่งเน้นไปที่กระบวนการการจัดทำข้อมูลการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากร โดยมีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง คือ ท้องถิ่น ราชการ การเมือง และมีกลไกสนับสนุน ได้แก่ องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และข้าราชการ เข้ามาทำงานเสริมองค์กรภาคประชาชน ถือได้ว่าเป็นบันไดขั้นที่ 1 ดังนั้นการจัดงานในวันนี้จึงเป็นการร่วมหารือเพื่อเดินไปสู่บันไดขั้นที่ 2
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ภายในงานมีการกล่าวถึงประสบการณ์ มุมมอง และข้อเสนอของคน อ.แม่แจ่ม อ.อมก๋อย และ อ.กัลยาณิวัฒนา รวมทั้งกลไกความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
นายอุทิศ สมบัติ ตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำแจ่ม อ.แม่แจ่ม กล่าวว่า แนวทางการจัดการดิน น้ำ ป่า ครั้งนี้ต้องดูปัญหาในพื้นอ.แม่แจ่ม ซึ่งเป็นปัญหามายาวนาน ไม่มีคนแม่แจ่มคนไหนปฏิเสธว่าไม่ได้ทำลายป่า คนแม่แจ่มร้อยละ 90 ต้องอาศัยป่า รวมทั้งที่ดินเพื่อเลี้ยงปากท้อง ที่ผ่านมาไม่มีกลไกการดำเนินการที่ชัดเจน จึงนำไปสู่การบุกรุกทำลายป่าอย่างกว้างขวาง ซึ่งที่ผ่านมา คนแม่แจ่มพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งเป็นการ แก้ไขปัญหาโดยภาคประชาชน ภาครัฐ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
นายอุทิศ กล่าวต่อว่า เมื่อเวลาผ่านไปป่าถูกบุกรุกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อมไม่มีศักยภาพในการจัดการดูแล รวมทั้งความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งส่วนของตนนั้นเห็นว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องเริ่มจากความจริงใจ ต้องช่วยกันดูแล ตนอยากเห็นหน่วยงานที่เข้ามาทำงานด้วยความจริงใจ มีการร่วมมือกันทุกภาคส่วน แต่การทำงานที่ผ่านมาต่างคนต่างเดิน ไม่ได้เดินหน้าร่วมกัน จึงคิดว่าหากทำงานกันเช่นนี้ต่อไปข้างหน้า ปัญหาคงไม่ได้รับการแก้ไข เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาที่คนแม่แจ่มประสบมาโดยตลอด
นายประมวล ฟองตา ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.แม่แจ่ม กล่าวว่า สถานการณ์การบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่ อ.แม่แจ่มเกิดขึ้นมานาน และเท่าที่ตนพอมีประสบการณ์ในการต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาอยู่บ้างจะเป็นช่วงปี 2537-2538 ซึ่งมีบริษัทอุตสาหกรรมด้านการเกษตรยักษ์ใหญ่เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพด จนนำไปสู่การบุกรุกป่าอย่างกว้างขวาง ช่วงนั้นแม้เกิดการบุกรุก แต่ชาวบ้านก็ลุกขึ้นมาจัดการปัญหา มีการต่อสู้เรื่องแนวเขตป่าในพื้นที่ของตนเอง มีการเอาเจ้าหน้าที่ปาไม้มาทำแผน กำหนดแนวเขตร่วมกัน กระทั่งปี 2547-2548 เป็นปีที่มีการบุกรุกพื้นที่ป่าจำนวนมาก และเกิดปัญหาไฟป่า เกิดหมอกควัน กระทั่งผู้ว่าฯเชียงใหม่ เดินทางมา อ.แม่แจ่ม อมก๋อย จนนำไปสู่การวางแผนในการกำหนดแนวเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เพื่อควบคุมการรุกพื้นที่ป่า มีหน่วยงานป่าไม้ ปลัด พัฒนากร และหน่วยงานต่างๆ เข้าไปร่วมกำหนดขอบเขตพื้นที่ บางพื้นที่ได้ผล บางพื้นที่บุกรุกมากกว่าเดิม เพราะชาวบ้านคิดว่า หากไม่เร่งเอาที่ดินช่วงนี้จะทำให้ยากต่อการถือครองหรือมีที่ดินเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น
นายประมวล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานป่าไม้และหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ขาดการประสานงานอย่างต่อเนื่อง บ่อยครั้งไม่สามารถระงับการรุกที่ป่าได้ ในพื้นที่ที่ผู้ใหญ่บ้านเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง ก็สามารถระงับได้ ปัญหาจึงอยู่ที่ความแตกต่างของพื้นที่ หากพื้นที่ไหนห่างไกลอำเภอ อาจจะต้องลงไปเพื่อกำหนดแนวเขตชัดเจน หรือกรณีเมื่อเกิดปัญหาไฟไหม้ป่า ก็ต้องช่วยกัน และต้องดำเนินการต้องลงไปในพื้นที่ทั้งจัดเวทีประชาคม ค้นหาปัญหาที่แท้จริงโดยเฉพาะการถือครองพื้นที่ บางครอบครัวถือครองมากกว่า 10 ไร่ ดังนั้น กระบวนการรัฐ ต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ ว่าพื้นที่นั้นมีกี่ไร่ หรือมีการจ้างแรงงานกันอย่างไร และให้ชุมชนรู้จักเพียงพอ จัดพื้นที่อย่างเหมาะสม ดังนั้นตนเห็นว่าควรมีหน่วยงานเข้าไปทั่วถึงพื้นที่ ขับเคลื่อนไปตลอดต่อเนื่อง
นายวีระวัฒน์ ฉินทกานันท์ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) กล่าวว่า อ.แม่แจ่ม มีแนวทางตามการแก้ไขปัญหากฎหมายป่าไม้ ผู้มาทำกิน และมีอยู่อาศัย ต้องมีกฎหมายอนุญาต ในเรื่องของนโยบาย การจัดการที่ดินป่าไม้ รัฐได้ดำเนินการมานานแล้ว จากประสบการณ์ตั้งแต่ปี 2518 คณะรัฐมนตรีมีมติ 29 เม.ย. มีนโยบายให้ยกเว้นการจับกุมผู้บุกรุก ให้หาแนวทางการแก้ไขปัญหา กรมป่าไม้ จึงนำนโยบายมาแก้ไขปัญหาผ่านโครงการต่างๆ บางคนตีความว่า ออกจากพื้นที่ป่าทั้งหมด จึงขอชี้แจงว่า กรมป่าไม้ตีความว่า ผู้อาศัยมาก่อนมติ ครม.ในพื้นที่ป่าสงวน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามระเบียบ กรมป่าไม้นำนโยบายมาแก้ไขปัญหาที่ดิน จัดตั้งโครงการทรัพยากรป่าไม้ขึ้นมา ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ รับรองสิทธิทำกิน มีการรางวัด ในพื้นที่อยู่อาศัยทุกแปลง ทุกราย เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วมีการรับรองสิทธิสองลักษณะ คือ ผู้อาศัยในลุ่มน้ำชั้น 3-5 ออกเอกสารสิทธิ์ สปก.ให้ ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1-2 ออกกฎหมายควบคุม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันปี 2553 ยังทำโครงการไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดงบประมาณ และเจ้าหน้าที่มีน้อย
"ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป มีการถือครองที่ดินมากขึ้น เป็นประเด็นที่จะต้องนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป ส่วนประเด็นความต่อเนื่อง อยากจะกล่าวว่า พื้นที่ อ.แม่แจ่ม อมก๋อย และ อ.กัลยาณิวัฒนา อยู่ในพื้นที่ 2 ล้านไร่ มีราชการเข้ามาทำงานในพื้นที่พื้นที่ละ 5 - 6 คนที่ไม่เพียงพอ ต้องอาศัยคนในท้องถิ่นเข้ามาช่วยดูแล ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ที่ผ่านมา มีการจัดการป่าชุมชนขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2541 - ปัจจุบันปีที่ผ่านมา ทางกรมป่าไม้ ของสำนักจัดการทรัพยากรฯป่าไม้ที่ 1 เข้ามาหนุนในด้านข้อมูลพื้นที่ การสนับสนุนแผนที่ ตามที่ได้มีการร้องขอ ซึ่งสามารถคลี่คลายการบุกรุกป่าไปได้มาก" นายวีระวัฒน์ กล่าว
นายวิจิตร หลังสัน นายอำเภอแม่แจ่ม กล่าวว่า อ.แม่แจ่ม มักจะถูกตำหนิว่าบุกรุกป่ามากที่สุด เผาป่ามากที่สุด เนื่องจากพื้นที่ อ.แม่แจ่ม เป็นพื้นที่กว้างขวางมาก คือ 3,367 ตร.กม. ประชากร 67,000 คน เมื่อมีพื้นที่มาก คนมาก การเผาป่าจึงมากตามลำดับ เรื่องนี้เป็นวิกฤติ อำเภอ จังหวัด ยอมรับว่า ได้รับความร่วมมือ องค์กรเอกชน กลุ่มเครือข่ายต่างๆ กิจกรรมดำเนินการ ศูนย์ปฏิบัติการ อ.แม่แจ่ม มีการตั้งคณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำ ให้คำแนะนำ ดำเนินการ และเมื่อได้ข้อสรุป ก็ตั้งชุดปฏิบัติการในระดับตำบล ศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจเบื้องต้นกับประชาชนในหมู่บ้าน เข้าไปศึกษาทั้งที่ดินทำกิน มีเท่าไหร่ อย่างไร ผ่านระบบแผนที่ 1:4,000 และนำเอาข้อมูลที่ได้ลงแผนที่ รวบรวมข้อมูลพื้นฐานหมู่บ้าน รายชื่อการถือครองที่ดิน การระบุสิทธิ์ การครอบครองที่ดิน จากนั้นคืนข้อมูลชุมชนตรวจสอบ กว่าจะสำรวจออกมาได้ต้องอาศัยความร่วมมือผู้นำ ในการสร้างความเข้าใจ บางหมู่บ้านเข้าไปไม่ให้ความร่วมมือ จากการสำรวจมาพบว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด คือ การเข้าไปทำกินได้ และครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นายวิจิตร กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง การบุกรุก การทำกิน มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบการเกษตรฯ หากถามคนแม่แจ่ม อยากปลูกข้าวโพด ปลูกกะหล่ำหรือไม่ หลายคนก็คงตอบว่าไม่อยากจะปลูก ปัญหาสำคัญของการทำลายป่าอยู่ที่ยาฆ่าแมลง หากไม่มีสารเหล่านี้เข้ามา ชาวบ้านก็คงไม่แผ้วถางป่าได้ขนาดนั้น ดังนั้นปัญหาต่อไปที่ต้องคิดคือ เราจะรักษาป่าตรงนั้นได้อย่างไร โดยอาจจะให้แต่ละหมู่บ้านเฝ้าดูแลรักษาการบุกรุกป่า ออกกฎระเบียบ หากใครฝ่าฝืนแจ้งมาทางอำเภอและดำเนินการตามกฎหมาย แต่ก็ติดปัญหาคือ ผู้บุกรุกใหม่ ไม่มีที่ดินทำกิน
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า หลังจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนสรุปบทเรียนการจัดการทรัพยากรที่ผ่านมาได้มีการแบ่งกลุ่มพูดคุยเป็นสองกลุ่มเพื่อเสนอเป็นแผนงานร่วมขั้นต่อไป คือ กลุ่มงานในระดับพื้นที่(ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นจากกลุ่มชาวบ้านใน อ.แม่แจ่ม และกลุ่มงานในระดับนโยบายชาติ จากนั้นมีการรวมกลุ่มเพื่อนำเสนอแผนงานร่วมซึ่งสรุปได้ดังนี้
กลุ่มงานในระดับพื้นที่ได้เสนอว่า จากการแลกเปลี่ยน ข้อมูลยังไม่ใช่ข้อมูลแท้จริง การทำแนวเขตไม่ชัดเจน ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปร่วม มีแต่คณะกรรมการ ชาวบ้านไม่ได้เข้าร่วม ทำให้มีปัญหาอยู่บ้าง กฎระเบียบของชุมชนมีอยู่ แต่หากจะไปปรับความเข้าใจเรื่องการทำกินของชาวบ้าน อาจมีปัญหาและอุปสรรค เพราะมีปัญหาเรื่องปากท้อง พื้นที่ทำกิน จึงมีการสรุปว่า ควรไปทำแนวเขตให้ชัดเจน กำหนดพิกัดให้แน่นอน มีการตรวจทานเป็นระยะ พื้นที่ทำพิกัดเกินหรือไม่ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชน อีกประเด็นหนึ่ง ในอดีตแม่แจ่มมีองค์กรพัฒนาลุ่มน้ำ มีการสร้างเครือข่ายระดับลุ่มน้ำ มีการติดตามงานหรือมีการทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาจุดนี้ให้ลดลงหรือหมดไป นอกจากนี้ยังส่งเสริมชาวบ้านในการจัดการระบบน้ำ เพราะปัจจุบัน อ.แม่แจ่ม น้ำไม่พอใช้ในฤดูแล้ง พอใช้เฉพาะฤดูฝน รัฐเข้ามาส่งเสริมการสร้างฝายในลำห้วยเล็กๆ ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีงานทำ สิทธิที่ดินการมีเอกสารสิทธิ หากชาวบ้านมีเอกสารสิทธิทำกินก็ทำให้อยู่ได้ อยากให้รัฐเสริมกระบวนการนี้
กลุ่มงานในระดับนโยบายชาติ ได้เสนอว่า ดูข้อมูลจากจังหวัด สภาพัฒน์ มีการเสนอประเด็นกว้างๆมองไป 5 เรื่อง คือ เป้าประสงค์ ยุทธศาสตร์ บทบาท กลุ่มเป้าหมายหลัก รองและระบบ เป้าประสงค์ เรื่องการจัดการที่ดิน หมอกควัน เรื่องน้ำ เป้าประสงค์ แก้ไขปัญหายากจน พี่น้องประชาชน รวมไปถึงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์จะใช้ ชุมชนเป็นตัวตั้ง ภูมิสังคมพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งท้องถิ่น นายอำเภอ พื้นที่/ชุมชนเป็นเป้าหมาย พื้นที่เป็นตัวตั้ง จังหวัดเป็นหน่วยสนับสนุน ส่วนกลางเดินไปในทิศทางที่เหมาะสม ผู้ตรวจฯกลไกนายกฯ รองนายกฯ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง บทบาทมาในวันนี้ เพื่อดูว่าการกำกับทิศทางอย่างไร ตรงกับศักยภาพจังหวัด พื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แต่เน้นความต้องการของประชาชนเป็นหลัก โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ ชุมชน ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา เป้าหมายที่ใช้สนับสนุนได้แก่ ทรัพยากรฯ เกษตร บทบาทเข้ามาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
ระบบที่เกี่ยวข้อง เป็นระบบเป็นไปตามประสงค์และบทบาท เช่น ระบบงบประมาณ สนับสนุนให้พี่น้องคิด มีกลไกระดับพื้นที่ มีคนบูรณาการ ตำบล อำเภอ จังหวัด และส่วนกลางก็มีส่วนกลางบูรณาการ ดังนั้น บทบาททำอย่างไร เป็นอย่างไร หากทุกระดับเป็นไปตามนี้ ทำให้พี่น้องได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ แก่ตัวเอง ชุมชน และทุกฝ่าย
เมื่อนำเสนอเสร็จจึงเกิดกระบวนการทำงานดังนี้ งานระดับพื้นที่ ได้แก่ องค์กรชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ปกครอง อ.แม่แจ่ม งานระดับจังหวัด ได้แก่คณะกรรมการอำนวยการ และอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานตามระบบการดำเนินงานปกติ (กรมป่าไม้,กรมอุทยานฯ,กรมชลประทาน,กรมส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน) งานระดับนโยบาย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานนายกรัฐมนตรี ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรี โดย ขับเคลื่อนประเด็นเรื่อง สิทธิการจัดการที่ดิน,การใช้ประโยชน์ในที่เหมาะสมทั้งในแง่ของระบบนิเวศน์และการดำรงชีวิต ทำอย่างไรระบบเกษตร สาธารณูปโภค การจัดการน้ำ การพัฒนาด้านการเกษตร อาชีพเสริม จะนำไปสู่ทิศทางที่ทำให้ประชาชนได้พึ่งตัวเอง ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
เมื่อเสร็จสิ้นการวางแผนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนได้มีการส่งมอบข้อมูลแผนที่และผลการสำรวจข้อมูล ให้กับผู้นำหมู่บ้าน 13 หมู่บ้าน ภาคีความร่วมมือร่วมลงนามเป็นสักขีพยานในปฏิญญาส่งมอบระบบฐานข้อมูล ในระบบดิจิตอลไฟล์ GIS ให้ อบต. มีการมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติการป้องกันการบุกรุกป่า และชุมชนเข้มแข็งจัดการไฟป่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ กำนันผู้ใหญ่บ้านร่วมกับคณะบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมยื่นจดหมายเรื่องการขอใช้ประโยชน์ที่ดิน ต่อหน่วยงานภาครัฐ และมีการทำพิธีเปิดตัวโครงการปลูกป่าครอบครัวและมอบกล้าไม้ให้เกษตรกร 1,000 ครอบครัว.




