โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนโดยภาคประชาสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาสังคม เพื่อเสริมสร้างขบวนชุมชนให้เข้มแข็ง รวมทั้งความเข้มแข็งด้านการเมืองภาคประชาชน
การจัดเวทีคืนข้อมูลการติดตามประเมินผล ของโครงการติดตามและประเมินผลโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุม ชั้น ๑ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) มีคณะทำงานเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนโดยภาคประชาสังคม/ ตัวแทนโครงการที่ได้รับการสนับสนุนในแต่ละภาค ตัวแทนกลไกประชาสังคมระดับภาค/ คณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ พอช. ประมาณ ๖๐ คน
ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะทำงานติดตามและประเมินผลโครงการ นำเสนอผลการติดตามและประเมินผลโครงการ โดยระบุว่า สาระสำคัญที่เป็นหัวใจจากผลการศึกษามี ๒ ประเด็นหลักๆ จากการขับเคลื่อนประชาสังคมภายใต้โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชน ก็คือ ๑) ในมิติของการจัดการ การที่โครงการนี้ไปสนับสนุนกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) หรือที่ส่วนตัวขอใช้คำว่า “ปัญญาชนออแกนนิก” การที่ พอช. ให้ความสำคัญและหนุนเสริมทรัพยากร (ทุน) เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำในกลุ่มองค์กรต่างๆ สามารถทำงานต่อได้ และหนุนเสริมให้เกิดสิ่งดีๆ ที่องค์กรเหล่านี้ดำเนินอยู่สามารถไปต่อได้ เหมือนการโอบอุ้มคนทำงาน เนื่องเพราะการสนับสนุนทุนจากภายนอกประเทศ ข้ามไปสนับสนุนในประเทศในกลุ่มอินโดจีนอื่นๆ
และ ๒) ในเชิงยุทธศาสตร์ จากเดิมองค์กรพัฒนาเอกชน มีองค์กรที่หลากหลาย มีการทำงานที่หลากหลาย และกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ก็ไปคนละทิศคนละทาง โครงการนี้ฯ ได้ทำให้ บทบาทการขับเคลื่อนมียุทธศาสตร์ร่วมมากขึ้น มีการออกแบบพัฒนาให้เกิดยุทธศาสตร์ร่วม กลไกร่วม มียุทธศาสตร์ที่เด่นชัดไม่สะแปะสะปะ ทำให้การทำงานที่กระจัดกระจายมีทิศทางร่วมที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ผลการศึกษาที่เป็นการสรุปเนื้อหาจากรายงานการติดตามและประเมินผลฉบับสมบูรณ์ สามารถดูรายละเอียดได้ในหนังสือ “บทเรียน การขับเคลื่อนภาคประชาสังคม” ที่จัดพิมพ์โดย พอช.
ศยามล ไกรยูรวงศ์ คณะอนุกรรมการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชน ตัวแทนภาคประชาสังคมระดับชาติ กล่าวแสดงความคิดเห็น ในนิยามของคำว่า “ประชาสังคม” ความหมายและความเข้าใจ ว่าหมายถึง องค์กรชุมชน กลุ่ม เครือข่าย NGO ที่ขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ องค์กรหรือกลุ่มที่ขับเคลื่อนในพื้นที่ที่ทำงานเป็นอาสาสมัครคือ นักกิจกรรมทางสังคม ควบคู่กับการทำอาชีพหลัก ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องสนับสนุนในเชิงกิจกรรม
องค์กรพัฒนาเอกชน คนทำงานต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง จึงต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นกลไกที่สำคัญ ไม่ว่าจะกลไกที่ประสานเข้าถึงผู้ว่าฯ เป็นผู้ประสาน เป็นผู้ทำงานข้อมูล ทำงานยุทธศาสตร์ ซึ่งคนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนต้องพัฒนาทักษะทั้งการทำงานเชิงวิชาการ เชิงวิเคราะห์ รวมถึงการมองภาพอนาคตของสังคมด้วย
โดยข้อเท็จจริง ความต่างของประชาสังคมยังมีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีบทบาทการเปลี่ยนแปลง สังคมประเทศ เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ภาคประชาสังคมต้องคิดวิเคราะห์ และสร้างพื้นที่สิทธิมากขึ้น การพัฒนาคนให้เติบโตต้องการพี่เลี้ยงที่มีความเข้าใจ พอช .จึงต้องมีส่วนในการพัฒนาขบวนประชาสังคม งบประมาณหลักต้องมี งบสำหรับการพัฒนาศักยภาพคนอย่างเป็นรูปธรรมต้องกล้าลงทุนเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นจริง
นำพร ศรีสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ๓ จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก หนึ่งในเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ร่วมโครงการ เล่าให้ฟังถึงการเคลื่อนงานโดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลร่วมกับกลุ่มแกนนำชาวบ้านที่ ต.เขาเจ็ดลูก จ.พิจิตร แล้วขยับไปที่ ต.วังโพง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก และ ต.ท้ายดง อ.วังโพง จ.เพชรบูรณ์ ภายหลังจากได้ข้อมูลในเบื้องต้นพร้อมกับการค้นหาผู้นำในแต่และที่แล้ว ได้มีการเสริมความรู้ พัฒนาศักยภาพจนกระทั่งชาวบ้านสามารถจัดตั้งกลุ่มกันขึ้นเองได้ นำไปสู่การเชื่อมร้อยแกนนำในระดับจังหวัด และระดับชาติในท้ายสุด
ต่อจากนั้นก็เอื้อให้กลุ่มชาวบ้านทั้ง ๓ จังหวัด ได้เดินทางไปศึกษาเรียนรู้บทเรียนจากพื้นที่ต่างๆ อย่าง ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย เหมืองแร่โปสแตส ที่อุดร พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาลุ่มน้ำโขงที่เชียงของ และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ เป็นต้น
พร้อมกันนั้นก็มีการเคลื่อนในเรื่องมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบใน ๓ จังหวัด จนชาวบ้านได้รับการดูแลในเบื้องต้นทั้งด้านสุขภาพ มีการตรวจเลือดเพื่อหาสารพิษตกค้างในร่างกาย ด้านการเกษตร ด้านน้ำกินน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค
นอกจากนั้นเครือข่ายได้เชื่อมโยงนักวิชาการมาอบรมให้ความรู้ในการตรวจวัดปริมาณฝุ่น มีการจัดกิจกรรมในเชิงรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม การบวชป่า และให้ความรู้ในเรื่องการจัดการที่ดิน หรือฉโนดชุมชน รวมทั้งเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองฯ โดยจัดเวทีเหมืองทอง มองให้ลึก จนกระทั้งนำไปสู่การเชื่อมร้อยเครือข่ายใน ๓ จังหวัด เชื่อมเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ เชื่อมประสานคณะกรรมการสิทธิฯ จนกระทั่งกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่มีความเข้าใจในเรื่องกฏหมาย พรบ.ที่เกี่ยวข้อง มีคาวมเข้าใจในเรื่องสิทธิชุมชน รู้จักวิธีการจัดการ การจดบันทึกข้อมูลเพื่อมายืนยันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อเกี่ยวเชื่อมโยงจนเกิดคณะทำงานใน ๓ จังหวัด จนไปสู่ในระดับนโยบาย มีคณะอนุกรรมการที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นประธาน เพื่อดูแลในเรื่องนี้
“เพื่อปกป้องทรัพยากร เพื่อปกป้องบ้านเกิด ด้วยใจที่บอกกับตนเองว่าต้องลงมือทำ” คือคำพูดทิ้งท้ายของ นำพร
ไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวในหัวข้อ “การผนึกกำลังสนับสนุนภาคประชาสังคม กับขบวนองค์กรชุมชนในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างมีพลัง” โดยระบุว่า จากการติดตามและประเมินผลฯ ของทีมคณะทำงาน ที่ได้ประมวลผลจากการปฏิบัติการหนึ่งปี ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด แต่เป็นการตอบโจทย์การทำงานได้อย่างดี
คำถามที่ท้าทายคือ ตัวเราเป็นประชาสังคมแบบไหน? เป็นอย่างไร ? สำหรับตัวผมคือ แยกตามความสัมพันธ์กับรัฐ เช่น พัวพันแบบสร้างสรรค์ ท่ามกลางความขัดแย้งกับบทบาทของประชาสังคม ที่ต้องอาศัยพื้นที่ทางความคิด ผู้คน ซึ่งยังถูกท้าทายกว่าสิ่งที่ NGO คิด ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐช่วงหลังมิตินี้หายไปแต่กลับถูกท้าทายที่เหนือกว่าคือ การโค่นอำนาจรัฐ แล้วสร้างขึ้นใหม่ หรือเป็นแบบเดิม คือ การจัดความสัมพันธ์อำนาจแต่ไม่ยึดอำนาจ เพิ่มอำนาจให้ประชาชน การจัดความสัมพันธ์อำนาจรัฐกับประชาชน เชิงการจัดการ เช่น ทรัพยากร แต่ขณะเดียวกันกระแสการโค่นล้มอำนาจรัฐ เป็นกระแสที่ประชาสังคมหรือ NGO ตามไม่ทัน
โดยไพโรจน์ เสนอให้ภาคประชาสังคมควรต้องลงมือทำ โดยชี้ว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาทั้งเรื่องน้ำ สื่อ สวัสดิการ แผนพัฒนา แต่ใจกลางการต่อสู้ที่สำคัญคือ การให้ประชาชนได้ร่วมตัดสินใจในทุกมิติ ไม่ใช้การยึดอำนาจรัฐ ประชาชนเพิ่มอำนาจการตัดสินใจในทุกมิติ สิ่งที่เผชิญคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ยังเป็นสิ่งประจักษ์ หรือเป็นเรื่องที่ทำมานาน และการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในทุกมิติ เช่น ที่ดิน ที่อยู่อาศัย การจัดการน้ำ การตรวจสอบโครงการต่างๆ เป็นต้น
โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือการปฏิรูปประเทศไทยเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับผลประเมิน สัมพันธ์กับผลสะเทือนที่เกิด ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ สำนึกร่วมในการทำงาน การรวมตัวของการเคลื่อนขบวน ซึ่งเอกสารประเมินชี้ประเด็นเหล่านี้ไว้
พลากร วงค์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึงขบวนภาคประชาสังคมกับกระแสการปฏิรูปประเทศ โดยระบุว่า ขบวนประชาสังคมควรจัดวางตัวเองใหม่ โดยมีการแลกเปลี่ยนกันว่าเราจะทำอะไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการร่วมกันเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง สังคม วิกฤตที่ทุกสถาบันถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ภาคประชาสังคมกลับเงียบต่อการเคลื่อนไหว การปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศในขณะนี้ ต่างจากขบวนชาวบ้านเขาได้มีการจัดระบบของตัวเอง เช่น สภาองค์กรชุมชน เป็นต้น
หากใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาส เสนอวาระแห่งชาติของภาคประชาสังคม และขบวนองค์กรชุมชน เป็นวาระแห่งการเปลี่ยนแปลง เช่น การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารประเทศ การปฏิรูปที่ดิน การยกเรื่องสวัสดิการมาเคลื่อนสังคมไทย อย่าปล่อยให้ท้องถิ่นเป็นพื้นที่ของนักเลือกตั้งของการปกครองท้องถิ่น เช่น อบต . ซึ่งจะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นเป็นของภาคประชาชน / ท้องถิ่นปรับเข้าสู่ความเป็นของประชาชนมากขึ้น ปฏิรูปหน่วยงานรัฐทั้งระบบ จังหวัดปฎิรูปตัวเอง ตำบลปฏิรูปตนเอง
โดยการปฏิรูปในระยะสั้น เช่น การปฏิรูปที่ดิน การทำให้จุดเล็กๆ เคลื่อนตัวให้สำเร็จ รวมถึงข้อบัญญัติท้องถิ่นต่างๆ โดยเปลี่ยนท้องถิ่นโดยคิดข้อบัญญัติของตนเองขึ้นมา ในระยะยาว ต้องทำทั้งระบบ โครงสร้าง สิ่งสำคัญคือ ต้องมีกลไกการเปลี่ยนแปลง มีแผนงาน มีตัวคน เช่น การจัดคณะทำงาน หลายๆ ชุด เพื่อร่วมมองเรื่องการเปลี่ยนแปลง แล้วได้ชุดความคิดส่งต่อรัฐบาล หรือการนำไปใช้ประโยชน์สู่สาธารณะต่อไป พลากร เสนอความคิดเห็นต่อที่ประชุมก่อนปิดเวทีในวันนี้




