๑. หลังกลับจากการเดินทางไปศึกษาดูงานร่วมกับคณะกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ณ ตำบลคลองเขิน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่เรามักจะเรียกกันจนติดปากว่า “เมืองแม่กลอง”
ในหนนี้ ผมรู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับคณะในครั้งนี้ ซึ่งมีผู้ใหญ่ที่นับถือ อย่างอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อาจารย์หมออำพล จินดาวัฒนะอาจารย์ปาริชาติ วลัยเสถียร และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร คณะกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ลงศึกษาพื้นที่ ต.คลองเขิน
สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน โดยมีอาจารย์อุษา เทียนทอง เจ้าของบ้านให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น อีกทั้งพ่อแม่พี่น้องในตำบลก็ให้มิตรภาพ สมดั่งวัฒนธรรมอันดีงามของไทยแต่โบราณ เมื่อผู้มาเยือนถึงเรือน มาเยือนถึงถิ่นต้องต้อนรับอย่างยินดี ให้รู้สึกปลาบปลื้มใจที่วัฒนธรรมอันดีงามของไทยในเรื่องนี้ยังดำรงอยู่ได้...
![]() ลำคลองข้าง กลุ่มขนมหวานแม่บ้านเกษตรกรวัดศรี หมู่ ๙ |
เมืองแม่กลอง...เครือข่ายแห่งเมืองน้ำ
แม่กลอง...แม่น้ำสายนี้ถือกำเนิดจากหุบเขาในเทือกเขาถนนธงชัย-ตะนาวศรีที่กั้นเขตแดนประเทศไทยกับประเทศพม่า มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตจังหวัดตาก และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งไหลมาสมทบรวมกันกลายเป็นแม่น้ำใหญ่เรียกที่ว่าลุ่มแม่น้ำแม่กลอง เป็นที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตรวมทั้งผู้คนทั้งสองฝากฝั่ง นับจากจุดกำเนิดจนสิ้นสุดไหลออกลงอ่าวไทย
เมืองแม่กลองขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสามน้ำ ที่มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เป็นระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้คนถ้ายอมรับและปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างสมดุล มิใช่ขัดขืนและดัดแปลงธรรมชาติเพื่อให้ตอบสนองแต่ประโยชน์ตนฝ่ายเดียว จะสังเกตได้ว่าเมืองแห่งนี้ นอกจากจะมีแม่น้ำสายหลักแล้ว ยังมีลำคลอง ลำราง ลำประโดง แพรก ท้องร่อง ที่เชื่อมต่อโยงกันจนเป็นตาข่ายเชื่อมเข้าถึงบ้านเรือนเรือกสวนของคนแม่กลอง การติดต่อคมนาคมในสมัยก่อนก็ใช้การสัญจรทางเรือเป็นหลัก ก่อเกิดวัฒนธรรมภูมิปัญญาของการอยู่ร่วมกับน้ำอย่างผสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว
อย่างที่ตำบลคลองเขินก็เช่นกัน ชาวบ้าน ๙ หมู่บ้าน ก็อาศัยอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างเห็นคุณค่าและร่วมกันรักษาไว้อย่างดียิ่ง ตำบล
แห่งนี่เดิมชื่อตำบลขุดเจ็ก ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตำบลเป็นตำบลคลองเขินภายหลังยกฐานะเป็น อบต.เมื่อปี ๒๕๓๘ คนในพื้นที่แอบกระซิบบอกกับผมว่า...ที่ชื่อนี้เพราะย่านแถบนี้ลำคลองมักตื้นเขินในช่วงฤดูแล้ง
คณะศึกษาดูงานเริ่มสัญจรที่บ้านสวนทุ่ง หมู่ ๗ เป็นจุดสตาร์ทเริ่มแรก เดิมหมู่บ้านนี้ก็ใช้เส้นทางน้ำในการคมนาคม และขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสมัยก่อนจะมีอาชีพทำนา ปลูกหอม กรเทียม พริก มะเขือ และทำยาจืด ต่อมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนที่กาญจนบุรี พอถึงฤดูน้ำหลาก เกิดน้ำท่วม รวมทั้งน้ำเค็มจากทะเลหนุน ทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และน้ำจะท่วมแต่ละครั้งเป็นเวลานาน ๓ เดือน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ ชาวบ้านจึงต้องเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบยกร่อง คือการทำสวนมะพร้าว เพื่อทำน้ำตาลมะพร้าวแทนการทำนา มะพร้าวเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ค่อยมีศัตรูพืช เป็นพืชที่แข็งแรง และทำรายได้ดีแก่ชาวบ้านสวนทุ่งตลอดมา
๒.ฟื้นฟูคุณค่าตาลมะพร้าว สู่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำตาลปลอดสาร
|
กะทะเคี่ยวตาลเรียงยาวนับได้ ๗ กะทะ |
มีเรื่องเล่า...ลือต่อกันมาว่า ในอดีตก่อนสมัยที่จะมีการทำตาลมะพร้าวอย่างแพร่หลาย ได้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งขึ้นต้นมะพร้าวแล้วเอามีดไปฟันจั่นหรือช่อดอกมะพร้าวเล่น เมื่อเห็นมีน้ำไหลออกมาจากจั่นจึงเอานิ้วลองจิ้มชิมดู ปรากฏว่ามีรสหวานดี จึงนำเอาภาชนะมารองรับน้ำที่หยดจากจั่นมะพร้าว ปรากฏว่าได้น้ำตาลประมาณ ๑ ขัน จึงนำมาต้ม แล้วทดลองดื่มปรากฏว่ามีรสชาติหวานอร่อยจึงได้ลองทำอีกครั้ง คราวนี้ก็ได้ทดลองต้มอีก แต่ว่าคราวนี้ต้มจนน้ำตาลสดเดือดโดยลืมมาดู น้ำตาลจึงแห้งแข็งกลายเป็นตังเม ก็ได้ลองชิม ซึ่งมีรสอร่อยดี จึงทดลองทำอีกหลายครั้งจนกระทั่งได้พบสูตรการทำน้ำตาลมะพร้าว และมีการพัฒนากระบวนการผลิตน้ำตาลเรื่อยมาจนเป็นรูปแบบที่พบเห็นกันในปัจจุบัน
เตาเคี่ยวตาลของกลุ่มฯ |
กว่าจะเป็นน้ำตาล
เริ่มตั้งแต่การปลูกมะพร้าว การคัดพันธุ์ เลือกหน่อ จะเน้นต้นที่เป็นพันธุ์เตี้ยและให้น้ำตาลมาก ซึ่งพันธุ์ที่นิยมปลูกก็เป็นพันธุ์หมูสีหม้อ พันธุ์สายน้ำผึ้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๓ ปี มะพร้าวก็จะเริ่มตกจั่นสามารถเก็บผลผลิตได้
ขั้นตอนต่อมา การขึ้นน้ำตาลมะพร้าว เริ่มจากนำพะองใช้ต่างบันไดพาดที่ต้นเพื่อปีนขึ้นไปเก็บน้ำตาลสด หรือขึ้นด้วยวิธีทำร่องไว้ที่ต้นมะพร้าว เมื่อปีนขึ้นสู่ยอดก็เลือกหาจั่นหรืองวงที่เหมาะสม และค่อยๆ บรรจงใช้มีดเฉือนปลายจั่นทิ้งไว้ ๑๐-๑๕ ชั่วโมง แล้วนำเชือกมามัดกลางจั่นโน้มจั่นให้เอนลง พอที่จะเอากระบอกรองน้ำตาลได้ หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ วันทำการ ลอกปอกเปลือกนำเชือกมัดใหม่เป็นเปราะๆ ประมาณ ๕ เปราะเพื่อไม่ให้มะพร้าวแตกออก เสร็จแล้วนำมีดปาดจั่นมะพร้าวประมาณ ๒-๓ มิลลิเมตร นำกระบอกมารองน้ำตาลที่ใส่พะยอมไว้เล็กน้อยแล้วสวมรองจั่นไว้ โดยจะทำการเก็บและเปลี่ยนกระบอกรองตาลทุกวันๆ วันละ ๒ ครั้ง คือช่วงเช้าและบ่าย ซึ่งทุกครั้งที่เปลี่ยนกระบอกจะปาดจั่นมะพร้าวใหม่ทุกครั้ง
และการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าว เมื่อรวมน้ำตาลสดเทลงปีบเพื่อวัดปริมาณ เทน้ำตาลลงกระทะใบบัวโดยใช้กระชอน
พาดปากกระทะ ปูด้วยผ้าขาวบางเพื่อกรองเอาไม้พะยอมออก ติดไฟตั้งเคี่ยวจนน้ำตาลแตกฟอง ช้อนฟองทิ้งจนหมดเคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ น้ำตาลเริ่มเดือดใช้โคครอบกับน้ำตาลล้น เคี่ยวประมาณ ๖๐-๗๐ นาที ขึ้นอยู่กับความร้อนของเตาและปริมาณน้ำตาลสด พอน้ำตาลเริ่มเป็นยางมะตูมให้ใช้ไฟอ่อนๆ ก่อนเริ่มเป็นสีแดงให้ยกลง ใช้เหล็กกระทุ้งหรือเครื่องปั่นวีน้ำตาลให้แห้งประมาณ ๑๐-๑๕ นาที แล้วนำเนียนขอดปากกระทะ หยอดน้ำตาลใส่พิมพ์หรือภาชนะทิ้งไว้จนแห้งประมาณ ๒๐ นาที เป็นอันเสร็จกระบวนการผลิตน้ำตาลจากมะพร้าว
|
|
พรชัย แสงแก้ว ประธานศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านสวนทุ่ง บรรยายให้กับคณะฯ ฟังว่า อาชีพทำตาลมะพร้าว เมื่อประมาณปี ๔๗ ช่วงนั้นมีคนทำตาลเหลือเพียง ๗ เตา แต่ก่อนเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แถบนี้จะทำกันเกือบทุกครัวเรือน ที่ชาวบ้านเลิกทำตาลเพราะสาเหตุจาก มีการทำน้ำตาลมะพร้าวไม่เดิมแท้ ทำแบบผสมกับน้ำตาลและแบะแซผสมลงปีบแล้วบอกว่าเป็นน้ำตาลแท้ ต้นทุนการทำจึงต่ำ สามารถนำไปขายได้ราคาถูก ซึ่งชาวบ้านที่ทำวันนึงได้ ๑ ปีบ ปีบละ ๓๐๐ ทั้งขึ้น ทั้งเคี่ยว ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เลิกราอาชีพนี้กันไป ซึ่งเป็นอาชีพ ที่ไม่มั่นคง รายรับไม่พอกับรายจ่าย บวกกับเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลา เริ่มตั้งแต่เช้าออกไปขึ้นตาลกว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาเกือบ ๓-๔ ชั่วโมง เมื่อกลับมาก็ต้องตั้งเตาติดไฟเคี่ยวต่อ ช่วงบ่ายจึงพอมีเวลาจะได้พัก เมื่อถึงประมาณ ๔ โมงเย็น ต้องออกไปขึ้นตาลอีกรอบ แล้วกลับมาเคี่ยวอีกรอบกว่าจะเสร็จก็เกือบ ๓ ทุ่ม ทำให้คนทำตาลน้อยลง กอรปกับการขึ้นมะพร้าวที่สูง ๖ -๗ วา มีความเสี่ยงที่จะได้รับอุบัติเหตุตลอดเวลา จึงทำให้คนทำอาชีพนี้ลดน้อยลง
เริ่มลงมือฟื้นฟูการทำน้ำตาลมะพร้าว
ภายหลังจากที่กลุ่มแกนนำในชุมชนได้ทำการสำรวจข้อมูล และมาร่วมกันวิเคราะห์ถึงสถานการณ์อาชีพการทำตาลแล้ว จึงได้มีข้อตกลงที่จะรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน และคัดหาพันธุ์เพื่อนำมาแจกจ่าย ให้กับสมาชิก เมื่อปี ๕๑ ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกประมาณ ๔๐ ครัวเรือน สมาชิกลงหุ้น ๘๐ สิบกว่าคน ลงหุ้นละ ๑๐๐ บาท โดยแบ่งสมาชิกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือเกษตรกรที่ขึ้นมะพร้าวก็ทำหน้าที่ขึ้นอย่างเดียว เมื่อขึ้นเสร็จก็นำน้ำตาลมาใส่ถังตั้งไว้ที่ริมถนน จะมาคนมาเก็บเพื่อมาส่งต่อให้กับกลุ่มที่ทำหน้าที่เคี่ยว ซึ่งจากการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันทำ ทำให้เกษตรกรมีเวลาที่จะพักผ่อนและประกอบอาชีพอย่างอื่น ทำให้ไม่เหนื่อยมากเกินไป และเมื่อมะพร้าวพันธุ์เตี้ยที่แจกจ่ายกันไปเพาะปลูก เริ่มสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรได้จึงทำให้ความเสี่ยงที่เกิดจากการขึ้นตาล หมายความว่าขึ้นต้นมะพร้าวนั้นมีความเสี่ยงลดลง
![]() กว่าจะเป็นน้ำตาล |
การดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ มีการจัดทำบัญชีทั้งของกลุ่ม และของบุคคลเช่นคนเคี่ยวตาล ของคนขึ้นตาล สิ้นปีจะมีการประชุมกลุ่ม ซึ่งการรวมหุ้นจากสมาชิกในช่วงนี้ยังไม่มีเงินปันผล เพราะยังเป็นเรื่องการลงทุนอยู่ในขณะนี้ น่าจะคุ้มทุนอีกสัก ๒ ปี ซึ่งปัจจุบันน้ำตาลมะพร้าวมีราคาขายที่กิโลกรัมละ ๓๕-๔๐ บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรที่ขึ้นตาล กลุ่มจะรับซื้อน้ำตาลสดปีบละ ๖๐ บาท บางครอบครัวได้ ๑๐ ปีบก็จะได้เงิน ๖๐๐ ร้อยบาท ซึ่งจะได้มากกว่าการไปขายแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือไปรับจ้างอย่างอื่น ทำให้เชื่อได้ว่าการฟื้นฟูอาชีพนี้จะได้ทำให้คนมีความสุขมากขึ้นนอกจากนั้น
การผลิตแบบ“ทำขายเหมือนทำกิน”เอง เพื่อให้ทั้งคนกิน และคนทำปลอดภัย พรชัย กล่าวอย่างภาคภูมิ
|
ขนมบ้าบิ่น
คุณหมออำพลลงมือบรรจุขนมบ้าบิ่นใส่ห่อ |
๓.จากน้ำตาลสู่ขนมหวานไทยเดิมสร้างมูลค่า
ไม่ต่างกับ “ขนมหวาน” ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัดศรี บ้านสวนทุ่ง หมู่ ๙ ที่ผลิตขนมดอกจอก มะพร้าวแก้ว ขนมโมจิ ขนมบ้าบิ่น คุ๊กกี๊สิงคโปร์ ข้าวตู่ และฯลฯ ที่ได้ใช้หลักคิดแบบทำขายเหมือนทำกินเอง ที่คุณภาพของสินค้าผ่านการทำด้วยใจ และราคาก็ย่อมเยาเป็นกันเอง ขายปลีกห่อละ ๕ บาทเท่านั้น ซึ่งความหวานของขนมที่นี่...มาจากน้ำตาลของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนน้ำตาลปลอดสาร หมู่ ๗ ผลิตกันเองค้าขายกันเอง เพื่อคนในชุมชนในท้องถิ่นตำบลคลองเขิน
นอกจากเงินทองไม่รั่วไหลแล้ว สุขภาพกายก็ตามมา อย่างเช่น เด็กๆ ที่ชอบกินขนมขบเคี้ยวบรรจุห่อฟรอย์ที่มีส่วนผสมของสารกันบูดเจือปน ได้หันกลับมากินขนมที่ผลิตเองในท้องถิ่น แล้วเงินค่าขนมเด็กก็จะได้ไม่ไหลออกนอกชุมชนอีกด้วย
กลุ่มนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี ๔๓ มีสมาชิกแรกตั้ง ๓๐ คน ๑๗๑ หุ้นๆ ละ ๕๐ บาท ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน ๔๐ คน ๕๐๐ กว่าหุ้น ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้าน เพื่อต้องการเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน และต้องการที่จะอนุรักษ์ขนม
![]() ที่ทำการกลุ่มแม่บ้านฯ |
![]() แม่หวาน เล่าไปยิ้มไป |
ไทย โดยมีแม่หวาน ประสงค์สุข เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดำเนินงาน ซึ่งยอดผลิตและรายรับที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย ณ เดือนพฤษภาคมปีนี้ มียอดผลิตสูงถึง ๓๖,๘๓๒ ถุง คิดเป็นเงิน ๑๔๗,๓๒๘ บาท ปีหนึ่งๆ สมาชิกจะได้รับเงินปันผลหุ้นละ ๑๐ บาทต่อปี ทำให้คนในคณะดูงานถึงออกปากว่าอยากเป็นสมาชิกด้วย
ที่กลุ่มนี้จะมีคนมาช่วยกันทำขนมประมาณ ๑๐ คน ซึ่งแต่ละคนจะได้รับค่าตอบแทน จากผลกำไรที่หักราคาค่าวัตถุดิบเป็นครั้งเป็นชุดไป โดยแบ่งกันผลิตรับผิดชอบขนมคนละชนิด ซึ่งเดือนหนึ่งจะคิดค่าตอบแทนให้เดือนละ ๒ ครั้ง ซึ่งจะมีพ่อค้ามารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง แม่หวาน เล่าให้ฟัง
วัตถุดิบที่ใช้ก็จะใช้วัตถุในท้องถิ่น อย่างมะพร้าวเราจะมีคนทำส่งให้ซึ่งอยู่หมู่ที่ ๒ การเลือกมะพร้าว ก็จะใช้มะพร้าวทึนทึกคือมะพร้าวที่ยังไม่แก่จัด และน้ำตาลเราใช้แบบชนิดที่ไม่ผสมน้ำตาล ซึ่งก็ได้จากบ้านที่ทำเตาอยู่หมู่ ๓ และคนที่ทำงานที่นี่ก็มีคนมาร่วมกันทำจากหลายหมู่
|
|
ในระหว่างที่แม่หวานกำลังบรรยาย ผมอดไม่ได้ที่จะลองชิมขนมที่เป็นของต้อนรับ เริ่มจากข้าวตู่ ต่อด้วยบ้าบิ่น หันไปชิมคุ๊กกี๊สิงคโปร์ แล้วมาที่มะพร้าวแก้ว ชิมขนมโมจิ แล้วจบลงที่ขนมดอกจอก...
ซึ่งนอกจากผมแล้ว เพื่อนๆ ร่วมคณะหลายคนก็ง่วนอยู่กับการชิมไปช๊อบไป คนละสิบ ยี่สิบห่อบ้าง ทำให้พี่ๆ ในกลุ่มต้องรีบบรรจุให้มือเป็นระวิง
๔.บ้านสวนสวย ศูนย์การเรียนรู้เกษตรก้าวหน้า...
![]() เจ้าของบ้านสวนสวยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น |
![]() คนเสื้อขาวคือป้ายุพิน เสื้อฟ้าคือลุงสมศักดิ์ |
เมื่อก้าวเข้าสู่จุดเรียนรู้ต่อมา...ณ บ้านสวนสวย ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรประจำตำบล แม้อากาศจะร้อนเพราะเป็นเวลาอีกไม่นานจะถึงเที่ยง แต่ด้วยความร่มครึ้มของเหล่าไม้นานาพรรณ พร้อมกับน้ำตระไค้รหวานเย็นชื่นใจ...ที่เป็นเวลคั้มดริ๊งในสไตล์คลองเขิน ทำให้คณะดูงานกลับมารู้สึกสดชื่นคลายร้อนกันถ้วนหน้า
บ้านนี้เป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรประจำตำบลคลองเขิน ที่เป็นต้นแบบการอยู่อย่างเกษตรก้าวหน้าตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของยุพิน และสมศักดิ์ ศรีโหร คู่ชีวิตที่ทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยเด็ก จนมีเชี่ยวชาญด้านการทำเกษตร เช่นการทำมะพร้าวที่เป็นภูมิปัญญาและความรู้ของคนที่นี่ อย่างชำนาญ
“ถึงจะเหนื่อยก็มีความสุข และชีวิตรู้สึกมีคุณค่ามาก” ยุพิน เล่าอย่างภูมิใจ ที่สามารถทำการเกษตรอย่างพึงพาตนเอง เริ่มจากการทำอาชีพมะพร้าว จนวันนี้สามารถส่งลูกสามคนเรียนจบปริญญากันทุกคน บนพื้นที่ขนาด ๕ ไร่ ที่ถูกออกแบบแบ่งพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว พื้นที่ด้านข้างจะเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ขาย ตรงกลางทำสวนมะพร้าว อีกฝั่งจะทำโครงการตามแนวทางเศรษบกิจพอเพียง มีผัก เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เพาะเห็ด จากเล็กจนขยายเป็นโรงเรือน ร่องสวนเลี้ยงปลา ท้องร่องข้างบนเลี้ยงไก่ ข้างล่างเลี้ยงปลา กระเพา หัวรพา ข่า ตระไค้ร ขายบ้างแจกบ้าง ในชีวิตประจำวันแทบไม่เสียเงินซื้ออะไร สิ่งเหล่านี้ ยุพินได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากที่ต่างๆ เก็บความรู้จากที่อื่นมาพัฒนาบ้านเรา ซึ่งทำมาตลอดอย่างต่อเนื่อง จนบ้านกลายเป็นสวนสวยเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง
บ้านสวนสวย ม.๗ ตำบลคลองเขิน
|
พันโทองอาจ เล่าให้ฟังเรื่องสวัสดิการของที่นี่
บรรยาย ณ ที่ทำการกลุ่ม |
๕.สวัสดิการชุมชนออมวันละบาท ตำบลคลองเขิน
จุดเรียนรู้ที่สี่เรื่องสวัสดิการชุมชน : อีกสิบห้านาทีจะเข้าเวลา ๑๓.๐๐ น. คณะศึกษาที่รวมกันกว่า ๔๐ ชีวิต ดูแต่ละคนจะรีบตรงดิ่งเดินเข้าสู่จุดเรียนรู้เรื่องสวัสดิการชุมชนของตำบลนี้...แต่ก่อนจะรับฟังบรรยาย ท้องต้องอิ่มกันก่อน ด้วยเมนูทอดมัน แกงเขียวหวานไก่/ขนมจีน และผัดเต้าหู้ ต่อด้วยแตงโมชิ้นใหญ่ และขนมใส่ไส้ที่ผมโปรดปราน
เมื่อเติมพลังให้กับร่างกายกันพร้อมแล้ว พันโทองอาจ อินทรสุนทร ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบลคลองเขิน ได้เริ่มบรรยายการดูแลกันของคนที่นี่ด้วยการจัดระบบสวัสดิการที่ทุกคนมีส่วนร่วม
ภายหลังจากเข้าร่วมการอบรมจากครูชบ ยอดแก้ว แล้วกลับมาคิด ปรึกษากับแกนนำในระดับตำบลกันหลายครั้ง และมีการแลกเปลี่ยนกับตำบลอื่นอีกด้วย จนในที่สุดกองทุนสวัสดิการชุมชนออมวันละบาท ก็จัดตั้งขึ้นได้สำเร็จ เมื่อมกราคม ๒๕๕๑ เริ่มวันทำการ มีผู้ว่ามาเปิด เริ่มต้นมีสมาชิก ๙๗๓ คน ปัจจุบันมีสมาชิก ๑,๔๖๓ คน จัดสวัสดิการตั้งแต่เกิด เจ็บ จนตาย มีเก็บเงินจากสมาชิกวันละบาท เมื่อรวมที่ พอช. และจากรัฐบาล สมทบมาให้ ปัจจุบันมีเงิน ๑,๑๓๐,๕๒๘ บาท ซึ่งคิดว่ากลุ่มสามารถไปได้ พึ่งพาตนเองได้ในอนาคต
การแบ่งเงินกองทุนออกเป็น ๓ ส่วน หลักๆ ๑) ๒๐ % เก็บเข้าเป็นกองทุน ๒) ๓๐ % จัดเรื่องวิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพการศึกษา และ ๓) สวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย ๕๐ % โดยเดือนนึงกลุ่มจะมียอดเงินเข้า ๓ หมื่นกว่าบาท เดือนหนึ่งไม่เคยติดลบ พันโทองอาจ เล่าให้ฟัง
|
อ.อุษา เทียนทอง บรรยายเรื่องสภาฯคลองเขิน
|
๖.สภาองค์กรชุมชน
นี่นับเป็นการประชุมสัญจรครั้งแรกของคณะกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ซึ่งลงศึกษาพื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขิน เมืองแม่กลอง ซึ่งเป็นสภาฯ ที่มีความพร้อม เพราะมีแกนนำที่อาสาเอาธุระกับเรื่องของชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งมีกลุ่มและองค์กรต่างๆ ที่ล้วนแต่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับส่วนรวม จากการลงพื้นที่สัมผัสพื้นที่จริง น่าจะทำให้คณะกรรมการฯ พออนุมานได้ว่าตำบลแห่งนี้มีความโดดเด่นในเรื่องการทำงานสภาฯและความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
มีคนจากกลุ่มองค์กรต่างๆ มาร่วมกันทำ บูรณาการงานทั้งจากส่วนต่างๆ เช่น สกว. คุ้มครองผู้บริโภค สภาพัฒนาการเมือง หรือสภาองค์กรชุมชน คนทำงานเรื่องเหล่านี้เป็นทีมเดียวกัน ซึ่งตำบลคลองเขินมีความพร้อมที่จัดตั้งสภาฯได้ จึงจดแจ้งและจัดตั้ง สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขินขึ้น
วันนี้ที่สมุทรสงครามไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามาอย่างเรื่องงานของสภาพัฒนาการเมือง เราก็จะหารือร่วมกับทีมงาน และรับอาสากันเข้าร่วมดำเนินการ ซึ่งวาระของคนคลองเขินในวันนี้ เราจะทำเรื่องของการเมืองภาคพลเมือง ทำเรื่องของขับเคลื่อนให้เกิดประชาธิปไตยชุมชนฐานราก เป็นประชาธิปไตยที่กินได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นจะสานโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ต่อ และสร้างต้นกล้าเยาวชน เสริมหนุนกลุ่มอาชีพแท้ๆ กระจายให้เต็มพื้นที่ อ.อุษา เทียนทอง ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองเขิน เล่าให้กับคณะกรรมการฯ ฟัง
ข้อคิดจากอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองในขณะนี้ ได้สร้างให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ความโกรธแค้นชิงชังอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ และคิดหาวิธีการ หาทางแก้ให้ได้ด้วย แต่ผมเชื่อว่า “การทำสิ่งที่ดี และก่อผลดีที่ละเล็กทีละน้อย จะค่อยๆ ถ่วงดุลทำให้สิ่งที่ขัดข้อง และเป็นปัญหาค่อยๆ เจือจางไป ซึ่งขณะนี้มีปัญหามากเหลือเกิน ทั้งเรื่องของบ้านเมือง หรือแม้แต่เรื่องของการเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลงมือทำสิ่งที่ดีให้เกิดผล ทำไปเรื่อยๆ ส่วนที่ดีก็มากขึ้น ความเข้มแข็งจะมากขึ้น
![]() |
ส่วนที่อ่อนแอก็จะลดน้อยลงไปเองโดยธรรมชาติ เสมือนเป็นดั่งความดีกับความเลว ถ้าเรามัวแต่เน้นเรื่องความเลว พูดเรื่องความเลวอยู่ตลอด อาจจะทำให้ยิ่งเลวกันไปใหญ่ แต่ถ้าเราพูดเรื่องความดี หรือทำเรื่องความดี โดยทำให้เกิดผลจริง ความเลวมันก็จะค่อยๆ ลดลงไปเองโดยเราไม่ต้องไปทำอะไรจะเป็นไปแบบอัตโนมัติ
“ถ้าพลังแห่งความดี และความสามารถ ทำได้มากจะเรียกว่าปฏิรูปหรืออะไรสุดแท้แต่ สังคมไทยและประชาชนควรเป็นเจ้าของเรื่อง โดยใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสครั้งสำคัญ เราไม่เคยมีวิกฤติใหญ่ขนาดนี้ พร้อมๆกับไม่เคยมีโอกาสครั้งสำคัญขนาดนี้เกิดขึ้นเลย สิ่งที่อาจมองว่าร้อนแรง ยากลำบาก ผมก็เชื่อว่าเวลาเป็นเครื่องช่วยได้ ฝ่ายที่ทำดีสร้างสรรค์ ความร้อนแรง ก็จะลดหายลงไปได้ เอาความพยายามที่ดีกับเวลา เราสามารถผ่านพ้นและปฏิรูปประเทศไทยสู่ทางที่ดีได้ต่อไป” อ.ไพบูลย์ วัฒน์ศิริธรรม กล่าวข้อคิดทิ้งท้ายก่อนปิดการประชุมคณะกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนในครั้งนี้
ทิ้งท้าย...ก่อนการ...เดินทางต่อ
จากการสัมผัสด้วยตา และฟังด้วยใจ มีข้อสงสัยก็ซักถาม ร่วมเดินทางไปกับเส้นทางของคนคลองเขินแห่งเมืองแม่กลองในครั้งนี้ ต่างจากการเดินทางที่ผ่านมา ที่เมื่อมีจุดเริ่มต้นก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด ตามเงื่อนไขของเหตุปัจจัยต่างๆ...แต่การศึกษาดูงานในครั้งนี้ผมกลับรู้สึกว่า จุดนี้น่าจะเป็นบทเริ่มต้น หากเราจะช่วยกันฟื้นฟูคุณค่าแห่งตน ที่พึ่งพาและจัดการท้องถิ่นของตนเอง ด้วยการมีส่วนร่วม และเชื่อมั่นศรัทธาในคุณค่าของความดีงาม
ผมก็ได้แต่หวังและเฝ้ารอต่อไปว่า การปฏิรูปประเทศไทยกับบทบาทของสภาองค์กรชุมชน ที่กำลังจะเคลื่อนสร้างรูปธรรมของการพัฒนาประเทศจากการมีส่วนร่วมของผู้คนจากฐานราก ที่ยังคงเน้นย้ำไว้ว่า “คำตอบยังอยู่ที่ชุมชุน คำตอบยังอยู่ที่หมู่บ้าน” ที่จะเป็นผู้ชี้ทิศและลงมือสร้างทางการพัฒนาประเทศให้เกิดความผาสุขไพบูลย์อย่างยั่งยืน และแท้จริง
เรื่อง/ภาพ: รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน




เตาเคี่ยวตาลของกลุ่มฯ
















