สปรส.จัดนวัตกรรมสร้างสุขภาพ เล็งจัดงานใหญ่สมัชชาสุขภาพตุลาคมนี้
วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) จัดประชุมเรื่องนวัตกรรมสร้างสุขภาพ ปี 2549 ณ โรงแรมปริ๊นพาเลซ กรุงเทพมหานคร เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการสร้างสุขภาพของชุมชนรูปธรรมทั่วประเทศ ราว 60 คน
นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว ที่สปรส.ชวนคนไทยคิดใหม่เรื่องสุขภาพ ว่าสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคนเรียกว่า สุขภาวะ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของแพทย์และพยาบาล ระหว่างการยกร่างกฎหมายสุขภาพ ก็ทำให้เกิดสมัชชาสุขภาพขึ้น ส่วนกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น จำเป็นต้องชะลอก่อน จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่
การสร้างสุขภาวะที่ดีนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่เราสร้างการเมืองให้เข้มแข็งแล้ว เขาจะมาหยิบยื่นให้แก่เรา แต่เราต้องทำเอง นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เคยกล่าวว่า การสร้างสุขภาวะที่ดีนั้นต้องประกอบด้วย R C N โดย R หมายถึง Research คือ การวิจัยชีวิตที่ทุกคนทำกันอยู่แล้ว C หมายถึง Communication คือ การสื่อสาร เป็นการนำสิ่งที่ดีๆ จากการวิจัยมาสื่อสาร แลกเปลี่ยน ขยายผล และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และ N หมายถึง Network คือ การสร้างเครือข่าย เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ
“ตอนนี้โลกมันหมุนผิดทิศอยู่ คือ นำความรู้ มาสร้างอำนาจ และก็เอาอำนาจมากอบโกยเงิน แต่นายแพทย์ประเวศบอกว่า มันต้องเกิดจากความดีก่อน แล้วขยายเครือข่ายความดี ไปสู่การสร้างเป็นความรู้” ผอ.สปรส. กล่าวและว่า
วันที่ 27-28 ตุลาคมนี้ สปรส.จะจัดสมัชชาสุขภาพ ภายใต้ชื่อว่า “เศรษฐกิจพอเพียง สู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข” ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยมีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งวันแรกมีศ.นพ.เกษม วัฒนชัย เป็นองค์ปาฐก เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์” มีการเสวนา เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง เป็นต้น ส่วนที่สอง มีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ: ประสบการณ์จากประเทศภูฎาน” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของภูฎาน และกลุ่มย่อยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน (รายละเอียดติดตามได้ที่ www.hsro.or.th)
หลังจากนั้นมีการแบ่งการประชุมเป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม เพื่อนำเสนอรูปธรรมของกลุ่ม เครือข่ายองค์กรชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น สถานศึกษา และธุรกิจเอกชน ที่ดำเนินการส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดีของประชาชน คือ กลุ่มที่ 1 เกี่ยวกับธุรกิจ เอกชน และโรงเรียน กลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับองค์การบริหารส่วนตำบล และกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับบุคคล ชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน




