8 กลยุทธ์คนบูรพากับการแก้ไขปัญหาความยากจน บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง
เมื่อวันที่23-24 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมา เครือข่ายองค์กรชุมชนต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน 8 จังหวัดภาคตะวันออก ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ทิศทางการพลิกฟื้น “ วิถีชุมชนเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ” ณ โรงแรมแกรนด์ รอยัล อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา โดยกำหนดการประชุมได้แบ่งออกเป็น 2 วัน ผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 คน
รูปแบบการประชุมฯ เริ่มจากที่ปรึกษาอาวุโสขบวนการองค์กรชุมชนภาคตะวันออก (นาย แฉล้ม ทรัพย์มูล) ได้กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ ความเป็นมา และ กิจกรรมต่าง ๆ ของการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราได้กล่าวต้อนรับและเปิดการสัมมนาจากนั้นได้มีกิจกรรมเสวนาโต๊ะกลมเพื่อวิเคราะห์ครัวเรือนของคนจนในสังคมไทยในปัจจุบัน และเจาะลึกถึงปัญหารากเหง้าที่เป็นต้นเหตุของความจนที่แท้จริงของคนตะวันออกอยู่ที่ไหนกันแน่ และจากที่ประชุมได้มีข้อคิดเห็นว่าความจนเกิดจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ 1) ถูกทำให้เชื่อว่าจนใช้เงินเป็นตัววัด เช่น ค่านิยมที่ทันสมัย เน้นเทคโนโลยี และทิ้งวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม 2) ทำตนเองให้จน เช่น การไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเชื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง และ 3) ถูกปัจจัยภายนอกและรอบตัวทำให้จน เช่น กระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารทรัพยากร เกิดภัยธรรมชาติ ขาดความจริงใจจากรัฐบาล นโยบายของที่เอื้อคนแต่คนรวย และ ถูกเอาเปรียบเป็นต้น
ในช่วงบ่ายนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมคุณธรรมได้กล่าว ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ คนจนจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างไร” ได้สรุปหลักสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จะเป็นหลักสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถือปฏิบัติ คือ 1) ต้องมีความพอดี พอประมาณ 2) มีการรอบรู้เรียนรู้ และต้องศึกษาค้นคว้า 3) มีความรอบคอบ พิจารณางานอย่างถี่ถ้วน และสิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ การมีคุณธรรม ความดี ชื่อสัตย์สุจริต จากนั้นได้แบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อพิจารณาปัญหาที่ท้าทายในการต่อสู้เพื่อความยากจน พร้อมทั้งเสนอแนวทางออก คือ
-
แนวทางที่จะทำให้คนจนเข้าร่วมต่อสู้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งควรเริ่มจากการให้โอกาสเชิญชวนให้คนจนเข้าร่วมเรียนรู้ปัญหาต่าง ๆ เช่น รู้ถึงปัญหา รู้ตัวเอง รู้จักทรัพยากรของตน มีการสนับสนุนให้ลงมือทำจากสิ่งถนัดจากเล็กไปใหญ่ที่เป็นการสื่อให้สังคมรู้ว่าเขาจะฟื้นฟูตัวเองได้เพื่อไม่ให้โดดเดี่ยว และควรจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้น
-
ขบวนการภาคประชาชนควรปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้คนจนลดลง ซึ่งควรเริ่มจากการค้นหาคนมีจิตอาสา และเตรียมความพร้อมขยายให้เพิ่มขึ้น มีแผนการดำเนินงานพร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์ การเชื่อมโยงขบวนการให้เกิดรูปธรรมในระดับภาคให้ได้ มีการสร้างแนวร่วมที่เป็นภาคี เช่น หน่วยงานราชการในท้องถิ่น เป็นต้น รวมทั้งควรมีการพัฒนาระบบการสื่อสารภาคประชาชนในมากขึ้น
-
แนวทางที่จะเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดเพื่อไม่ให้กลับมาจนซ้ำอีก คือการเริ่มจากครอบครัวให้มีจริยธรรม ความคิดดี คิดอย่างเป็นเหตุผล และสร้างการเรียนรู้ การจัดการความรู้โดยครัวเรือนคนจน ให้เรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติจริงอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ แต่ควรเป็นการเรียนรู้แบบยกระดับสู่ความรู้ใหม่ ๆ มีผู้นำที่มุ่งมั่น
-
แนวทางการสร้างการยอมรับ และการสนับสนุนจากผู้ว่า และ องค์การส่วนท้องถิ่น แนวทางปฏิบัติการที่สำคัญควรใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการร่วมกัน มีการสร้างความเข้าใจให้ผ่านสื่อมวลชน รวมทั้งภายในองค์กร เองจะต้องขจัดความขัดแย้ง และ ลดความเป็นตัวตนของตนเองลง
-
แนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้าให้เกิดความยากจน รวมทั้งการต้านภัยคุกคามที่เป็นปัญหา ควรเริ่มจากการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคาม เช่น ทุนข้ามชาติ ระบบการเจรจาการค้า การเข้าถึงวิถีการบริโภค วัฒนธรรม การศึกษา และการสร้างค่านิยมที่เอื้อการค้า ระบบการเมือง กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อประชาชน ทรัพยากรสาธารณะที่จะถูกแปลงเป็นทรัพยากรบุคคลหมดที่เอื้อต่างชาติ โดยแนวทางที่สำคัญในการแก้ปัญหาคือ การสร้างการศึกษา การสร้างสิทธิชุมชน และการเฝ้าดูการเมืองทั้งระบบ รวมทั้งต้องสร้างเครือข่ายภาคตะวันออกที่เป็นการสร้างเชิงนโยบายสาธารณะ
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ในประเด็นด้านต่าง ๆ ของการแก้ไขปัญหาความยากจน เริ่มจากประธานร่วม ศตจ.ปชช. (นายสังคม เจริญทรัพย์) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการการขับเคลื่อนงานระหว่าง ศตจ.ปชช.จังหวัด กับ ศตจ.ปชช.ชาติ ที่เน้นการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนจากฐานล่าง และผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (นางสาวจิริกา นุตาลัย) ได้บรรยายในหัวข้อ ศตจ.ปชช.เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกความรู้หนึ่งที่เกี่ยวกับ กลไก และ วิธีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานในท้องถิ่น อันนำไปสู่การบูรณาการแผนงานร่วมกันระหว่างขบวนภาคประชาชน กับหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งยังมีการตอกย้ำแนวคิด และยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชน ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ประธานมูลนิธิกสิกรรมมาบเอื้อง (นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร) และ พัฒนาการจังหวัดปราจีนบุรี (นายพงศ์นรินทร์ อัศวเศรณี)
อีกทั้งยังมีการนำเสนอตัวอย่างพื้นที่รูปธรรมของการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนภาคประชาชนของคนตะวันออก เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติชายฝั่ง ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี ที่มีการใช้จิกทะเลพระราชทาน เป็นกลยุทธสำคัญในการจุดประกายชุมชนให้ลุกขึ้นมาปลูกป่าชายเลน ทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างมากมายที่ตามมา มีอาชีพเกิดขึ้นเช่นการทำประมงพื้นบ้านและมีการเชื่อมโยงในการดำเนินงานฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งในรูปของเครือข่าย การแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยกระบวนการชุมชนบ้านนาอีสาน ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เป็นแนวทางการแก้จนโดยเริ่มจากตนเอง รู้ตนเอง รู้ปัญหา และรู้ทรัพยากรรอบข้าง การฟื้นฟูวิถีลุ่มน้ำเพื่อแก้ความยากจน ของเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำนครนายก จ.นครนายก มีรูปธรรมคือ การใช้ธนาคารปลาเป็นกลยุทธ์ และ กุศโลบายให้เกิดการเชื่อมความคิด และ การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ มีการป้องกันน้ำเสียร่วมกันโดยชุมชน มีเขตอภัยทานสัตว์ของชุมชน เป็นต้น
สำหรับแนวทางการดำเนินงานระยะต่อไปของขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออก จะดำเนินงาน ดังนี้
-
สร้างเครือข่ายภาคตะวันออกที่เชื่อมโยงกลุ่ม – องค์กรอย่างเป็นขบวนการในระดับภาค จัดขบวนทัพใหม่ มีเสนาธิการค้นหาคนมีจิตอาสาขยายเพิ่มขึ้นมาช่วยทำงาน มีแผนการดำเนินงาน กำหนดยุทธศาสตร์มีกำลัง ขจัดความขัดแย้งภายในองค์กร และลดความเป็นตัวตน
-
ค้นหาคนจนตัวจริงเชิญชวนเข้าร่วมเรียนรู้ รวมตัวคนจนจัดตั้งเป็นองค์กร ให้โอกาสสนับสนุนให้ลงมือทำจากสิ่งถนัด เพื่อฟื้นฟูตัวเองได้
-
สร้างความร่วมมือแนวร่วมภาครัฐ เอกชนท้องถิ่น เพื่อผนึกกำลังก้าวหน้ายึดหลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจหน้าที่บทบาทซึ่งกันและกันไม่หักร้างรุนแรงกับผู้อื่นประสานเชื่อมโยงการสร้างความเข้าใจการทำงานร่วมโดยใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือชี้นำการปฏิบัติการร่วม มีฐานข้อมูลที่ดี
-
สร้างกระบวนการเรียนรู้-การจัดการความรู้ระดับครัวเรือน-ชุมชนคนจน เรียนรู้ท่ามกลางปฏิบัติจริง เกิดการเปลี่ยนแปลง สู่ คุณภาพใหม่
-
สร้าง-พัฒนานโยบายสาธารณะของภาคตะวันออก ที่มาจากความต้องการของภาคประชาชน เพื่อคุ้มกันภัยของภาคตะวันออก พัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมสู่ความสุข โดยผ่านกระบวนการจัดการความรู้ที่ดี
-
ต้องสืบค้น วิจัย ฟื้นฟู เพื่อรวบรวมต้นทุน ภูมิปัญญาดั้งเดิมความรู้ท้องถิ่น ความรู้ภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากร ความสัมพันธ์ที่มี เราต้องหยิบมาใช้ ควรให้สิ่งเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ของมัน (พลิกฟื้น)
-
สร้างการพึ่งตนเองได้ ชุมชนอยู่ยืนบนขาตนเองได้ใช้แหล่งทุนใกล้ตัว เช่น อบต. เพิ่มภูมิคุ้มกันทางเงินทุนที่แท้จริง
-
สร้างขบวนวิทยากรนักพัฒนา (ขบวนเป็นพี่เลี้ยง-ครูฝึก) พี่น้องประชาชนมีความต้องการด้านการจัดการความรู้ การเสริมสร้างความเข้มแข้ง การเพิ่มศักยภาพทุกด้าน ซึ่งต้องมีการติดตาม




