playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

       นายโกศล ศุทธางกูร นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า โครงการบ้านมั่นคงเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยที่ให้ชุมชน และท้องถิ่นมีส่วนร่วม ชาวบ้านสามารถเลือกที่ดิน ออกแบบบ้าน พัฒนาระบบสาธารณูปโภค และการจัดการชุมชนร่วมกันได้ แตกต่างจากโครงการของรัฐอื่นๆ

      ปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาโลกแตก ที่ยากจะแก้ไข ซึ่งชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาดำเนินการเอง โดยปัญหาที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองนาสารนั้น ชาวบ้านมักอาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตป่าสงวน การแก้ปัญหาในเขตเทศบาลเมืองนาสารนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2548 โดยตนได้เข้าเดินทางไปร่วมรับฟังรายละเอียดโครงการบ้านมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นก็นำมาขยายความคิดกับคณะผู้บริหารเทศบาล และชุมชน จนได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. มาชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน มีการตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หาแนวทางการแก้ปัญหา การจัดตั้งสหกรณ์ มีผู้เข้าร่วมโครงการเฟสแรก 158 ครัวเรือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอสินเชื่อซื้อที่ดินจาก พอช.

     “การอาศัยอยู่ในที่ดินรถไฟของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองนาสารนั้น ชาวบ้านไม่ค่อยมีปัญหากับเจ้าของที่ดินมากนัก แต่เมื่ออาศัยอยู่นานเข้าก็มีลูกมีหลาน กลายเป็นครอบครัวซ้อน แต่ก็ไม่สามารถขยายพื้นที่เพิ่มเติมได้ ซึ่งจะเกิดปัญหาการพัฒนาคุณภาพชีวิตในอนาคต โครงการแรกเราจึงเน้นที่กลุ่มครอบครัวซ้อนในที่ดินรถไฟก่อน” นายโกศล กล่าว และว่า

     โครงการบ้านมั่นคง เป็นโครงการที่เกิดมาจากนโยบายของรัฐบาล ดังกล่าวหากขาดความชัดเจนในการสนับสนุนของรัฐบาล ก็จะทำให้โครงการหยุดชะงักได้ ชุมชน พอช. และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล จะทำงานยาก จึงต้องการให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อไปมีความชัดเจนในการแก้ปัญหาให้กับชุมชนแออัด ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยแก้ปัญหาได้เลย

     ทั้งนี้จากการสำรวจกลุ่มผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองบ้านนาสาร มีผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการ  474  ครัวเรือน  แยกเป็นประเภท ดังนี้ 1. ประเภทซ่อมแซ่มบ้าน จำนวน       177     ครัวเรือน
2. ประเภทสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม จำนวน        91     ครัวเรือน 3. ประเภทสร้างบ้านใหม่ในที่ดินใหม่              จำนวน      206     ครัวเรือน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter