ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีสหกรณ์เคหสถานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับการแก้ปัญหาของชุมชน ด้านที่อยู่อาศัย ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง แม้ด้านหนึ่งสหกรณ์จะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของชุมชน แต่อีกด้านหนึ่งการให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งของสหกรณ์เคหสถานก็เป็นเรื่องที่สำคัญด้วยเช่นกัน
“เรามีปัญหาเรื่องคนทำงาน สมาชิกสหกรณ์เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ต้องไปทำมาหากิน บางคนทำงานในโรงงานแปรรูปอาหารทะเล มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้เขาหยุดมาประชุม สัมมนา 2 วันติดต่อกัน ไม่งั้นเขาก็มีปัญหากับที่ทำงาน การจะลาออกมาทำงาน สหกรณ์ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงให้ การสละเวลามาเป็นคณะกรรมการก็เลยไม่มี บางคนมีชื่อ แต่ก็ไม่ได้มาทำงาน”
สหกรณ์ใหม่ขาดคนทำงาน
นางสาวศรุดา มีกุล ประธานสหกรณ์เคหสถานบ้านแหลม จำกัด กล่าวถึงปัญหาหลักของสหกรณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ซึ่งสหกรณ์เคหสถานบ้านแหลม จำกัด อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี จดทะเบียนเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา เธอ กล่าวอีกว่า ปัญหาดังกล่าวทำให้คนทำงานอื่นๆ เหนื่อยไปด้วย ตอนนี้ก็เลยแก้ปัญหาโดยการกำหนดเวลาทำงาน 2 วันต่อเดือน และสหกรณ์จะจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยงเป็นแรงจูงใจวันละ 200 บาท
ส่วนสนับสนุนของสหกรณ์จังหวัดหลังจดทะเบียนแล้ว ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกการทำบัญชี ปิดบัญชีให้กับกรรมการสหกรณ์ ด้านเจ้าหน้าที่ พอช.ก็มาแนะนำเกี่ยวกับการทำบัญชีงบประมาณสาธารณูปโภค ซึ่งแยกบัญชีเป็นกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารบัญชีสหกรณ์
ปัญหาระบบบัญชี-ภาษีธุรกิจเฉพาะ
นอกจากปัญหาภายในแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก ที่หลายสหกรณ์ร่วมกันผลักดันแก้ปัญหา ซึ่ง นางพันทิพย์ บุตรตาด แกนนำชุมนุมสหกรณ์เคหสถานแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ บอกว่า ระยะแรกของการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ ก็เพื่อผลักดันนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงระบบบัญชีสหกรณ์ที่มักจะเปลี่ยนไปตามผู้ตรวจบัญชีสหกรณ์ เราต้องการให้ระบบบัญชีของชาวบ้านเป็นที่ยอมรับ และให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับสหกรณ์เคหสถานของชุมชนแออัด เพราะเราไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายภาษี สหกรณ์ชุมชนแออัดเราไม่ค่อยมีเงิน ซึ่งต่อมาก็มีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีดังกล่าวเฉพาะสหกรณ์ที่ใช้สินเชื่อของ พอช.
ออมทรัพย์คือเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งภายใน
นางพันทิพย์ กล่าวด้วยว่า แม้จะเป็นสหกรณ์แล้ว แต่การส่งเสริมความเข้มแข็งภายในชุมชนก็ยังต้องทำงานต่อไป โดยเฉพาะการใช้การออมทรัพย์รายวัน และการจัดกลุ่มย่อยครอบครัว เป็นเครื่องมือการรวมกลุ่มของชุมชน เพราะกลุ่มออมทรัพย์จะทำให้คนในชุมชนมาพบกัน พูดคุย และสร้างการมีส่วนร่วมที่จะทำให้ชุมชนและสหกรณ์เข้มแข็งได้ ดังนั้นทิศทางการทำงานของชุมนุมสหกรณ์เคหสถานในปีต่อไป ก็คือ การทำออมทรัพย์รายวัน
เน้นการตั้งสหกรณ์ แต่ขาดการหนุนต่อเนื่อง
นายธรรมศิริ ไชยรัตน์ สหกรณ์จังหวัดอ่างทอง และคณะอนุกรรมการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวสหกรณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในระยะหลังว่า การเน้นการจัดตั้งองค์กร แต่ขาดการส่งเสริมความเข้มแข็งองค์กรที่ต่อเนื่อง เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์เน้นจัดตั้งสหกรณ์ พอช.ก็มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชน ปล่อยให้การพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์เป็นเรื่องของชาวบ้านที่ต้องทำกันเอาเอง
ส่วนสหกรณ์ที่เข้มแข็งควรมีลักษณะอย่างไรนั้น นายธรรมศิริ กล่าวว่า ควรมีการจัดการที่โปร่งใส ฐานะมั่นคง และมีความยุติธรรม หมายความว่า คณะกรรมการสหกรณ์มีการบริหารจัดการที่เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วม มีความโปร่งใส ส่วนฐานะที่มั่นคงนั้น ไม่จำเป็นต้องมีฐานะร่ำรวย แต่ให้มีกำไรในระดับหนึ่ง มีความยั่งยืน และความยุติธรรมนั้น คณะกรรมการสหกรณ์ต้องไม่เอาเปรียบสมาชิก เช่น การเลือกขนาดที่ดิน จำนวนเงินที่ขอกู้ เป็นต้น
หลัก 3 ประการทำสหกรณ์เข้มแข็ง
คณะอนุกรรมการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ยังแนะนำว่า การพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งต้องยึดหลัก 3 ประการ คือ 1.ภูมิคุ้มกันภายในต้องเข้มแข็ง นั่นคือ คณะกรรมการ สมาชิกต้องใช้ความคิด ปัญญาในการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง 2. ขนาดการลงทุนต้องอยู่ในขนาดที่พอเหมาะ พอที่จะคุ้มทุน 3. การบริหารจัดการต้องเน้นความโปร่งใส เน้นคุณธรรม ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ถ้ากรรมการช่วยกันทำงาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างลูกจ้างมาทำงานได้
การดำเนินงานของสหกรณ์เคหสถานนั้น ในปีแรกๆ กำไรจากการให้สินเชื่อกับสมาชิกนั้นจะมีมาก แต่เมื่อย่างเข้าสู่ปีที่ 6 เป็นต้นไป กำไรของสหกรณ์จะมีน้อยลงเรื่อยๆ เพราะดอกเบี้ยร้อยละ 5 มันไม่คุ้มกับการบริหารจัดการสหกรณ์ ดังนั้นแนวทางที่เราจะทำให้สหกรณ์มีกำไรต่อไป คือ การส่งเสริมอาชีพ การให้สินเชื่อแก่สมาชิกจากทุนภายใน การทำธุรกิจด้านที่อยู่อาศัย เช่น การจัดสรรที่ดิน บ้าน ให้ประชาชนเช่า
“ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่งคือว่า ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการให้ชุมชนหลายชุมชนมารวมกันเป็นสหกรณ์เดียวกัน มีสมาชิกเป็น 300-400 คน เพราะแต่ละชุมชนมีวิถีชีวิตแตกต่างกัน บางชุมชนไม่ปรับตัว การมีส่วนร่วมน้อย สุดท้ายสหกรณ์อาจอยู่ไม่ได้ ผมว่าเพียงร้อยกว่าคนก็น่าจะเพียงพอแล้ว” คณะอนุกรรมการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย กล่าว




