playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     อุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกๆ ปีทั่วประเทศ ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะไม่มีพลังไหนมาหยุดยั้งภัยธรรมชาตินี้ได้ อาจเป็นเพราะต่างฝ่ายยังขาดพลังประสานความร่วมมือ ในการที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การสัมมนาในหัวข้อ “ประสานพลังภาครัฐ ภาคประชาชน ฟื้นฟูชมชนประสบอุทกภัย” ณ. โรงแรมปริ้นซ์พาเลซ เมื่อต้นเดือน มกราคม 2550 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประสานพลังไปยังชุมชนผู้ประสบภัยที่ได้รับประสบการณ์ตรงจากผลกระทบ พร้อมทั้งให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยให้ยึดหลักดังนี้ คือ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประชาชนมีบทบาทสำคัญ แล้วทุกฝ่ายมาประสานความร่วมมือ

ตัวแทนจากเหตุการณ์น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลากกว่า 200 คน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนจาก 47 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อประสานความร่วมมือแบบมีส่วนร่วม และมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูชุมชนของตนเอง ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จึงได้ร่วมมือกัน เพื่อกำหนดจังหวะก้าวการจัดการแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยยึดชุมชนเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหา

ในวงประชุมเชิงปฏิบัติการ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้ข้อคิดในแง่การแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนไว้ 4 ประการด้วยกัน เพื่อเป็นหลักในการประสานพลังภาครัฐกับภาคประชาชน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ ข้อแรก การฟื้นฟูเชิงพัฒนาจะสร้างความเข้มแข็งได้ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันฟื้นฟูโดยเน้นชุมชนเป็นหลัก ทั้งเรื่องระบบการเตรียมความพร้อม การป้องกัน และการสร้างความเข้มแข็งให้มีคุณประโยชน์ในชุมชน

ดังนั้นระบบการเตรียมความพร้อมต้องประสานความร่วมมือ ช่วยเหลือกันเป็นระบบ ระเบียบ และราบรื่น คิดหาทางออกของปัญหาร่วมกัน แล้วนำบทเรียนที่ได้มาเปรียบเทียบกันระหว่างชุมชน ทั้งนี้ต้องมีระบบการป้องกันรองรับ เพราะโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์มีอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีความพร้อม มีระบบการป้องกันที่ดี จึงมาสร้างภูมิคุ้มกันร่วมกัน จะเกิดความเข้มแข็งได้ด้วยพลังชุมชน เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกจะสามารถรับมือได้ทัน

ข้อสอง การพัฒนาที่ดี มีหลัก 3 ประการ คือ “หนึ่ง เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง สอง ประชาชนต้องมีบทบาทสำคัญ เพราะคนที่เป็นเจ้าของปัญหาจะสามารถบอกความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และสุดท้ายทุกฝ่ายต้องมาประสานความร่วมมือ ไม่ว่าจะมาจากทุกภาคส่วนไหนก็ตาม” สาม ในการพัฒนา ถ้าร่วมกันเรียนรู้และพัฒนาและลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การพัฒนามีคุณภาพดียิ่งขึ้น

และสุดท้าย งบประมาณก็มีส่วนสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด การหาทางออกเพื่อให้ได้มีงบประมาณ ทุกภาคส่วนต้องมีการประสานงบประมาณร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นทุนที่หลากหลาย ดังนั้นอย่างไปพึ่งทุนเพียงจุดเดียว

นายไพบูลย์ให้เหตุผลต่ออีกว่า “ส่วนทุนที่สำคัญมากที่สุดคือ ทุนมนุษย์และทุนทางสังคม เพราะมนุษย์เป็นผู้ที่มีความรู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ซึ่งจะเป็นเชื้อที่จะทำให้ทุนงอกเงยโดยประชาชน สามารถนำไปจัดเป็นกิจกรรมได้อย่างกว้างขวาง และสานต่อไปสู่ระบบที่ใหญ่ขึ้น จนสามารถดูแลจัดการตนเองและช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนได้”

ด้านนายเสมียน หงษ์โต ประธานเครือข่ายพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี บอกว่า วันนี้ประชาชนคือคนที่ป่วยหนักจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น บางพื้นที่ยังไม่มีวี่แววว่าน้ำจะลด ซึ่งชุมชนเหล่านี้ยังเป็นทุกข์ เพราะน้ำที่มาจากทุกภาคส่วนได้ไหลมารวมอยู่ที่สุพรรณบุรี แม้ในช่วงแรกๆ การช่วยเหลือจะมีมากทั้งข้าวสารอาหารแห้ง แต่ตอนนี้ไม่มีใครไปเหลียวแล

แต่วิกฤตย่อมมีโอกาส ใน 28 ตำบล ของอำเภอสองพี่น้องและอำเภอบางปลาม้า ได้ประสานพลังที่เกิดจากทุกๆด้าน จนเกิดเป็นเครือข่ายชุมชน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้เป็นรูปธรรม

“เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว และตรงความต้องการของชาวบ้านจึงได้ตั้งเป็นศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจ มีคณะกรรมการกลางของแต่ละตำบล โดยเน้นให้ชุมชนเป็นแกนหลัก แล้วลงมือปฏิบัติร่วมกัน ลงสำรวจพื้นที่เก็บข้อมูลความเสียหายให้ตรงกับความเป็นจริง เพราะชุมชนต้องทำด้วยจิตวิญญาณ”

มีคำถามหนึ่งในวงประชุมว่าจะแก้ปัญหาอุทกภัยในระยะยาวได้อย่างไร ซึ่งนายเสมียน สะท้อนให้ฟังว่า ทั้งประชาชนและรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาชุมชนไม่ได้มองแค่การป้องกันอย่างเดียว แต่ชุมชนมองไปถึงการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ จึงได้ทำแผนเฝ้าระวังการเกิดอุทกภัย โดยเน้นเป็นเครือข่ายทั้งระดับตำบล ระดับจังหวัด ซึ่งรวมไปถึงระหว่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ทั้งจังหวัดนครปฐมและจังหวัดอ่างทองได้มาจับมือร่วมกัน เน้นตามวิถีชีวิต ภูมิปัญญามาเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา จากนั้นชุมชนจึงได้เชื่อมโยงไปสู่ภาครัฐให้เข้ามาช่วยเหลือ

นายสุรินทร์ นิลเลิศ ตัวแทนชาวบ้านจากตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นมันเป็นบทเรียน มันเป็นประสบการณ์ ชุมชนได้รวมจุดนี้เพื่อนำไปแก้ไขปัญหา ตั้งแต่เรื่องการเตรียมชุมชน โดยนำบทเรียนที่ได้ไปกำหนดทิศทางการประสานงาน ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันและนำไปสู่การขยายผลในอนาคต

อุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกๆปี ชุมชนมีแผนรองรับการแก้ไขปัญหากันอยู่แล้ว แต่ปีนี้น้ำมาเร็วมาก จนชุมชนรับมือไม่ไหว จึงเป็นวิกฤติเกินที่ชุมชนได้คาดหวังเอาไว้ เพราะภาคกลางเป็นพื้นที่รองรับน้ำที่มาจากทั่วสารทิศ แต่ไม่มีระบบการระบายน้ำที่ดี ส่วนพื้นที่กักเก็บน้ำตามธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง ลำคลอง ที่มีอยู่ถูกทมเพื่อสร้างบ้านหรือทำถนนปิดกั้น ส่วนที่มีอยู่ก็ตื้นเขินน้ำจึงท่วมเร็วขึ้น

จะว่าไปแล้วภาคกลางที่ประสบอุทกภัยก็ไม่แตกต่างไปจากภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ฯลฯ คือยังไม่มีหน่วยงานรัฐคิดที่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนการช่วยเหลือของภาครัฐจะให้การช่วยเหลือในเชิงปัจเจก เป็นรายคนรายครัวเรือนเสียมากกว่า ทั้งนี้ยังมีแผนการทำงานที่ทับซ้อนระหว่างหน่วยงานด้วยกันเอง ซึ่งมันสวนทางกับการแก้ปัญหาโดยชุมชน ที่มีระบบการร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นสัจจะธรรมที่ชุมชนทำกันมามานแล้ว

ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ก็ต้องมีการเตรียมแผนรองรับ โดยการประสานพลังในชุมชน เพื่อเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา ใช้การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจ กำหนดทิศทางเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งเรื่องการซ่อมแซมบ้าน การเพราะปลูก หรือการสร้างอาชีพเสริม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มันเป็นสายใยรักที่ชุมชนมีให้แก่กัน

นายสมชาย ชิ้นอินทร์งาม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางระกำ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม กับคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรในเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เป็นปัญหาซ้ำซากทุกๆปี เขาให้เหตุผลว่า อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนขาดการประสานงานกันไปในทางที่ดี ดังนั้นชุมชนจึงช่วยเหลือกันในการรับมือกับภัยธรรมชาติเพียงลำพังจนกว่าจะมีภาครัฐเข้ามาเหลียวแล

หลังน้ำลดแกนนำชุมชนจึงชักชวนชาวบ้านมาเปิดเวที ให้ผู้ประสบภัยได้แลกเปลี่ยนแนวคิดร่วมกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีทีมงานประสานปฏิบัติการในพื้นที่ กำหนดบทบาท เพื่อให้เป็นแผนงานร่วมกัน แล้วสร้างกลไกในชุมชน ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด รวมไปถึงระดับประเทศ เพื่อเป็นกลไกการประสานงานร่วมกัน รวมถึงทบทวนสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่มาแลกเปลี่ยนร่วมกัน อย่างจังหวัดนครปฐม การช่วยเหลือชาวบ้านในกรณีเร่งด่วน ทั้งเรื่องการซ่อมแซมบ้านและเรื่องอาชีพให้จัดตั้งเป็นกองทุนพันธุ์พืช จัดหาเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรนำไปเพราะปลูก เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้นำเมล็ดพันธุ์คืนเข้ากองทุนช่วยเหลือ

นายสมชายบอกอีกว่า ด้านเงินชดเชยของรัฐบาลที่จะจัดลงมาช่วยเหลือชุมชน ไม่อยากให้ตีราคาตายตัว ว่าแต่ละคนต้องได้เท่านั้นเท่านี้ ทั้งเรื่องการสร้างบ้าน สร้างอาชีพ ฯลฯ เพราะการช่วยเหลือมันไม่สัมพันธ์กับความต้องการของชุมชน รัฐต้องลงไปประสานความร่วมมือกับประชาชนให้มากขึ้น เพราะการประสานงานยังขาดขั้นตอนขาดระบบ หากมาร่วมกันจะทำให้การช่วยเหลือตรงจุดและเร็วขึ้น แล้วมาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

ในขณะเดียวกันนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เน้นว่า การแก้ไขปัญหาต้องเน้นไปที่การประสานพลังราษฎร์ รัฐ ให้เป็นเครือข่ายกันทั่วทั้งประเทศ เพราะเมื่อมาถึงตรงนี้เราได้เห็นพลังของชุมชนที่มีความตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อให้เป็นเกาะป้องกัน เป็นพลังรูปแบบใหม่ที่มีความสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ การประสานความร่วมมือกับภาคีกันทุกภาคส่วนในการสร้างความเข้มแข็ง สร้างการเรียนรู้บนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วม

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter