เมื่อวันที่ 11 -13 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา แกนนำภาคประชาชนทั่วประเทศจำนวน 67 คน ได้จัดสัมมนา “ คณะอนุกรรมการประสานการพัฒนาองค์กรชุมชน” ณ ชลพฤกษ์ รีสอร์ท อ.บ้านนา จ.นครนายก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมการพัฒนาของขบวนชุมชนในระดับต่าง ๆ ที่ผ่านมา และนำมาออกแบบการขับเคลื่อนขบวนภาคประชาชนในระยะต่อไป อาจารย์สุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ผู้แทนองค์กรชุมชนภาคกลางตอนบน กล่าว
นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การที่ขบวนชุมชนได้จัดสัมมนาในครั้งนี้ มิใช่เป็นการสัมมนาของ พอช. แต่ พอช. มีบทบาทในการหนุนเสริมเท่านั้น ซึ่งการสัมมนานี้จะเน้นที่การสร้างระบบจากข้างล่างขึ้นบน โดยมีคณะอนุกรรมการประสานงานฯ เป็นกลไกกลาง ซึ่งกลไกดังกล่าวจะมีสถานะเป็นที่ปรึกษาของ พอช. มีบทบาทในการกำหนดทิศทาง วางแนวทางการพัฒนาจากวิธีคิด/ประสบการณ์ กำหนดการเคลื่อนงานอย่างมีจังหวะก้าวของขบวนภาคประชาชน เน้นการสร้างพื้นที่ของขบวนชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ มีการเชื่อมโยงขบวน ซึ่งหากชาวบ้านมีการโยงคนทุกคน และทรัพยากรทุกอย่าง ระบบทั้งหมดที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งมีการจัดการความรู้ตั้งแต่ระดับล่างสุด ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญต่อการสร้างระบบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการสัมมนาในครั้งนี้ถือได้ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของขบวนภาคประชาชน กล่าวคือ จะเป็นการเปิดขบวนทั้งในเชิงพื้นที่ และ เชิงประเด็นอย่างหลากหลาย โดยให้ชุมชนเป็นผู้คิดแผนงานแนวทางร่วมกันเพื่อเป็นร่มใหญ่ในการปรับวิธีคิดของการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชน ที่ภาครัฐเป็นผู้เอื้อ และ ภาคประชาชนเป็นผู้บริหารจัดการกันเอง
เนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญของการสัมมนาในครั้งนี้ เริ่มจากได้มีการ นำเสนอพื้นที่รูปธรรมเพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการวิเคราะห์ขบวนระดับต่าง ๆ ใน 2 พื้นที่ คือ รูปธรรมบ้านหนองกลางดง ต.ศิลารอย กิ่ง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ สาระสำคัญ คือ จากสภาพปัญหาหลายด้านที่ชุมชนบ้านหนองกลางดงประสบ เช่น ปัญหายาเสพติด การพนัน ความแตกแยกในชุมชน ต่างคนต่างอยู่ไม่มีการรวมกลุ่ม คนในชุมชนรอรับการช่วยเหลือจากภายนอก ทำให้ชุมชนได้เริ่มลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาร่วมกันตั้งแต่ในปี 2539 โดยเริ่มจากกระบวนการปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยน การเก็บข้อมูล แต่ก็ยังเป็นเพียงการแก้ปัญหาตามปรากฏการเท่านั้น จนกระทั่งในปี 2542 ผู้นำชุมชน (คุณโชคชัยฯ) ได้ไปศึกษาดูงานเรื่องแผนแม่บทชุมชน
และสภาผู้นำ ที่ชุมชนไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช และได้นำแนวคิดกลับมาปรับใช้ในหมู่บ้านคือ การตั้ง “ สภาผู้นำหมู่บ้าน” หรือเรียกว่า “ สภา 59” โดยมีแนวคิดที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนที่สามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ โดยใช้แผนชุมชนเป็นเครื่องมือซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 2543 โดยการเก็บข้อมูลทุกปี ซึ่งผลจากการมีข้อมูลของหมู่บ้านทำให้ผลเชิงรูปธรรมของกิจกรรมที่สามารถแก้ไขปัญหาของพื้นที่ เช่น การลดปลดหนี้ การลดต้นทุน ร้านค้าชุมชน ปั้มน้ำมันชุมชน โรงงานแปรรูปผลผลิต การอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดระบบการเงินชุมชน เช่น กองทุนสาธารณะ ซึ่งเป็นเงินที่มาจากการเก็บค่าน้ำประปาหมู่บ้าน เป็นต้น สำหรับเงื่อนไขและปัจจัยการดำเนินงาน คือ ได้นำแกนนำจากกลุ่มองค์กรทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการมาร่วมกันทำงาน มีการเก็บข้อมูลที่เจ้าของข้อมูลมีส่วนร่วม ออกแบบเองใช้เอง มีการวิเคราะห์และการเรียนรู้ข้อมูลสู่การเปลี่ยนแปลง มีกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ มีการเชื่อมโยงผู้นำระดับตำบล มีการเชื่อมโยงภาคีการพัฒนา และ ขยายผลแนวราบไปยังพื้นที่อื่น
ในส่วนของพื้นที่รูปธรรม จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ใช้ประเด็นป่าชุมชนเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน สู่การพัฒนาของจังหวัด โดยมีพัฒนาการตั้งแต่ปี 2539 ที่เริ่มจากการรวมกลุ่มคน เพื่อแก้ไขปัญหาของพื้นที่ เช่น การบุกรุกจากนายทุน สัมปทาน และเจ้าหน้าที่ละเลย เป็นต้น กระบวนการดำเนินงานของจังหวัด ได้เริ่มจากการดูสภาพทั่วไปของจังหวัดว่ามีอะไรบ้าง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ดำเนินการอยู่ เช่น แผนชุมชน สวัสดิการ เกษตร โดยมีกลวิธีในการทำงานคือ การค้นหาพื้นที่ แกนนำ การเชื่อมโยงพื้นที่ การสร้างกระบวนการขยายผลการพัฒนา ตลอดจนการบูรณาความร่วมมือระหว่างองค์กรชุมชน กับ หน่วยงาน จากนั้นก็จะนำมาวิเคราะห์แนวทางและวางแผนงานระยะต่อไป สำหรับการจัดความสัมพันธ์ของขบวนองค์กรภาคประชาชน เริ่มจากการบูรณาการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นในทุกระดับใช้ฐานระดับครอบครัวขยายสู่ระดับจังหวัด
และเพื่อให้เห็นจังหวะของการขับเคลื่อนงานในข้างหน้า ขบวนองค์กรชุมชน ได้มีการแบ่งกลุ่มย่อย 7 กลุ่มรายภาค เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับบทเรียนการทำงานที่ผ่านมา วิเคราะห์การเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนในระดับต่าง ๆ และกลวิธีการเชื่อมโยงขบวนที่ทำให้ชุมชนเกิดพลังอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ รวมทั้งกลไกการทำงานและการบริหารจัดการขบวน ซึ่งมีสาระสำคัญคือ แนวคิดที่สำคัญของขบวนภาคประชาชน คือ การสร้างพลังภาคประชาชนให้มีพื้นที่ มีโอกาสในสังคมซึ่งที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่ของภาคประชาชนมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น เราจึงต้องเร่งสร้างพื้นที่ สร้างโอกาสทางสังคม โดยเริ่มต้นจาก การพึ่งตนเองและเชื่อมั่นและปรับเปลี่ยนการทำงานที่เดิมเคยทำงานเชิงรับ ให้เปลี่ยนมาเป็นการทำงานเชิงรุก ต้องมียุทธศาสตร์ที่ทำแล้วต้องให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลง ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นคือ “ การฟื้นฟูศักยภาพชุมชนท้องถิ่น” โดยมีเครื่องมือที่เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ แผนชุมชนที่จะรวบรวมข้อมูลบริบทของชุมชน กลยุทธ์การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมเชื่อมโยงข้อมูลกลไกทั้งหมด รวมทั้งผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่อยู่กับพื้นที่ เป็นต้น
สำหรับ การขับเคลื่อนขบวนในจังหวัด สาระสำคัญคือ การไม่ละทิ้งฐานเดิม มีกลไกที่มีความชัดเจนในภารกิจ มีการสร้างความเข้มแข็งของประชาชนแบบเน้นความสมดุล และ ควรมีการทบทวนองค์ประกอบ รวมทั้งปรับบทบาทของ กองเลขาฯ ให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น กล่าวคือ ควรเน้นการสร้างความเข้มแข็งของขบวนในระดับพื้นฐานให้ได้ มีโครงสร้างที่มีการเชื่อมประสานจากข้างล่างอย่างชัดเจน มีโครงสร้างคณะทำงานระดับจังหวัด มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนโดยใช้ข้อมูล ระบบวิทยาศาสตร์ทางสังคมเป็นเหตุผล ใช้ช่องทางการสื่อสาร การตลาดเพื่อสังคมของประชาชน และเชื่อมโยงภาคีในระดับจังหวัดให้มาหนุนเสริมแนวทางของชาวบ้าน และสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อน คือ ผู้นำ และ การใช้ความรู้ ปัญญา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชนในระดับต่าง ๆ เป็นไปอย่างสัมพันธ์ เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ที่ประชุมยังได้เสนอ แนวทางการขับเคลื่อนงานขบวนองค์กรชุมชนในระยะต่อไปโดยมีสาระสำคัญคือ การพัฒนาระบบข้อมูล ที่ชัดเจนเพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์ ออกแบบกลไกการขับเคลื่อนงานที่สอดคล้องเหมาะสม พัฒนาระบบศูนย์ข้อมูลขบวนองค์กรชุมชน (เว็บไซด์) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างขบวน การประชาสัมพันธ์ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและรู้จักขบวนชุมชนเผยแพร่ข้อมูลผลงาน ผลสำเร็จ รูปธรรมที่ขบวนให้หน่วยงาน สาธารณะได้รับทราบ การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ทำความเข้าใจเกี่ยวบทบาทของตนเอง ชุมชนตนเอง สร้างความเข้าใจกับแกนนำในระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด โดยใช้ข้อมูล ข้อสรุปร่วมจากการสัมมนา เพื่อร่วมกันออกแบบกระบวนการทำงาน จัดกลไกการหนุนเสริม การหนุนเสริมการขับเคลื่อน โดยมีระบบเอื้ออำนวย เครือมือ ทรัพยากรหนุนเสริมการทำงาน การขับเคลื่อนงาน จัดแบ่งกลไกการทำงานย่อย เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างคล่องตัว สร้างการยอมรับ การรับรองสภานภาพคนทำงานของขบวน
สำหรับการขับเคลื่อนงานในเฉพาะหน้าของ คณะอนุกรรมการประสานงานฯ ให้มีการจัดประชุมครั้งแรกประมาณปลายเดือนมีนาคม 2550 หรือ ต้นเดือนเมษายน 2550 โดยมีเนื้อหาสำคัญในการหารือ คือ การกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนขบวนระดับชาติ การจัดกลไกการขับเคลื่อนทั้งเชิงพื้นที่ และเชิงประเด็น การวางแผนการขับเคลื่อนของขบวนแต่ละภาค การออกแบบระบบข้อมูลของขบวน และการวางระบบทรัพยากรที่จะหนุนเสริม รวมทั้งการจัดระบบการทำงานร่วมระหว่างคณะอนุฯ กับ กองเลขา เป็นต้น
จากนั้นผู้แทนองค์กรชุมชน (นายแฉล้ม ทรัพย์มูล) ได้กล่าวขอบคุณและปิดการสัมมนา




