ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น ถึงมือเจ้ากระทรวง พม. แล้ว ชาวบ้านย้ำจุดยืน ชุมชนต้องมีบทบาทสำคัญในการวางแผนพัฒนาท้องถิ่นทุกระดับ ด้านไพบูลย์ เผย เป็นร่างกฏหมายที่ชาวบ้านทั่วประเทศร่างกันเอง และ พม.ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งที่จะผลักสู่ สนช.ในนามรัฐบาล
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมประชาบดี1 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีการแถลงข่าวเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น” โดยนายสน รูปสูง แกนนำชุมชนอาวุโส จากภาคอีสาน กล่าวถึงสาเหตุที่องค์กรชุมชนทั่วประเทศ ต้องการผลักดันให้มีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นว่า การพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมา มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเมืองรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วมกำหนดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตัวเอง ดังนั้นเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ตามความหลากหลายของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศจึงเห็นควรให้มีการตราพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นขึ้นมาบังคับใช้
“เรามีการประชุมสัมมนาขบวนองค์กรชุมชนทั้ง 7 ภาคทั่วประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน โดยเห็นร่วมกันว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการกระจายอำนาจที่แท้จริง ชาวชุมชนยังไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาหรือกำหนดชีวิตของตนเอง ดังนั้นทางออกของเรื่องนี้จึงต้องกระจายอำนาจการจัดการท้องถิ่นทุกระดับไปให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญ นี่คือหลักการใหญ่ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้”
นายสน รูปสูง กล่าวต่ออีกว่า ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ กำหนดให้มีสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น 3 ระดับ ทั้งระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติ ซึ่งผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นในแต่ละระดับไม่ได้มาแบบระบบตัวแทน หรือจากการเลือกตั้ง แต่ต้องมาจากการสรรหากันเองโดยคนในท้องถิ่น เช่น ระดับตำบล สมาชิกสภาฯ จะมาจากตัวแทนขององค์กรชุมชนต่างๆ ในตำบล ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา เป็นต้น จำนวนไม่เกิน 100 คน ระดับจังหวัด สมาชิกสภาฯ มาจากสมาชิกสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นระดับตำบล ตำบลละ 2 คน และระดับชาติ สมาชิกสภาฯ จะมาจากสมาชิกสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นระดับจังหวัด จังหวัดละ 2 คน โดยสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นแต่ละระดับ จะมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการกำหนดแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งกำหนดให้มีองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่เป็นสำนักงานสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในบทเฉพาะกาล เราเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช.ทำหน้าที่ไปก่อนแต่ไม่เกิน 5 ปี
“ชุมชนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้เราจึงได้คัดเลือกตำบลนำร่อง 150 ตำบล ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้เกิดรูปธรรมในการศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งกำหนดไว้ว่า จะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อกำหนดออกมาเป็นพระราชบัญญัติและนำหลักการและสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย”
ด้านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้ความสำคัญกับร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นเป็นอันดับหนึ่ง โดยได้เปิดโอกาสให้ขบวนชุมชนได้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กันขึ้นมาเอง แล้วทางกระทรวงจะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในนามรัฐบาลต่อไป ซึ่งเชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นฉบับนี้ จะสร้างพื้นที่อย่างสำคัญเพื่อให้ภาคประชาชนได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นโดยประชาชนเอง เป็นการกระจายอำนาจสู่ฐานล่างที่จะเกิดผลดีทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งเป็นการสร้างระบบการเมืองแนวใหม่ ในลักษณะของการเมืองสมานฉันท์ที่ไม่จำเพาะเจาะจงการได้ตัวแทนจากการเลือกตั้งเท่านั้น




