ขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออก ประกาศเจตนารมณ์
ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน
เมื่อวันที่ 23-24 เมษายน 2550 ที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก ร่วมกับ สำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 ส่วนบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียวเขาชมภู่จัด สัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรฯ ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียวเขาชมภู่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปบทเรียน เชื่อมโยงบูรณาการเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการและไกกลการขับเคลื่อนของขบวนองค์ชุมชนภาคตะวันออก การหนุนเสริมของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีพัฒนาในท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนา รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมเพื่อนำเสนอเชิงนโยบาย มีผู้เข้าร่วมการสัมมนาประมาณ 150 คน ซึ่งการสัมมนาได้เริ่มจากการเปิดการสัมมนาโดยนายก อบต.บางพระ ได้กล่าวถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลรักษา แกนนำชุมชน (ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาในวันนี้) ต้องเป็นผู้ริเริ่มดำเนินการและกระตุ้นให้ชุมชนเห็นความสำคัญของการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชน และต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มี
จากนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยระดมความเห็น วางเป้าหมาย วิธีการที่สำคัญ กลไกในการขับเคลื่อนงาน การประสานความร่วมมือ และข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออก ซึ่งผลจากกลุ่มย่อยระดมความคิดเห็นสรุปได้ดังนี้
1. เป้าหมายการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของขบวนองค์กรชุมชนภาคตะวันออก
- คืนสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยรัฐมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและเอื้ออำนวย ได้แก่
- สิทธิในการบริหารจัดการผืนป่าภาคตะวันออก
- สิทธิในการจัดการลุ่มน้ำ แหล่งน้ำ น้ำใต้ดิน แร่ธาตุและผืนดิน 8 จังหวัดและสิทธิในการจัดการชายฝั่งบูรพา 4 จังหวัด
- สิทธิในการป้องกันควบคุมมลภาวะเป็นพิษในเขตพื้นที่ประกอบการและอุตสาหกรรม
2. วิธีการสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมาย
- สร้างและพัฒนาคน (คน 3 วัย ได้แก่ ผู้สูงวัย คนหนุ่มสาว เยาวชน) ให้มีจิตสำนึกในการรักษ์ถิ่น และลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น
- สร้างพื้นที่ปฏิบัติการที่เป็นพื้นที่ต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้และขยายผลที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของในเครือข่ายผืนป่าภาคตะวันออก เครือข่ายลุ่มน้ำนครนายก เครือข่ายลุ่มน้ำปราจีน-โตเลสาป เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์ เครือข่ายป่าชายเลนชายฝั่งบูรพา 4 จังหวัด และเครือข่ายการจัดการมลพิษ (มาบตาพุด)
- เชื่อมโยงพื้นที่ปฏิบัติการต้นแบบเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ และเครือข่ายเพื่อการพัฒนาในเชิงพื้นที่ปฏิบัติการระดับชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และภูมินิเวศน์
- สนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ระบบข้อมูลเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการรู้จักตัวเอง อันจะนำไปสู่การกำหนดอนาคตของตนเองและชุมชนท้องถิ่น
- สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคีที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและนโยบายส่วนกลาง โดยมีพื้นที่ปฏิบัติการร่วม มีการบูรณาการแผนงาน และงบประมาณร่วมกัน อย่างน้อยเครือข่ายละ 1 พื้นที่ปฏิบัติการ รวม 7 พื้นที่ปฏิบัติการ
- มีกระบวนการติดตามประเมินผลเพื่อการพัฒนาของเครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนและภาครัฐร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นธรรมาภิบาล
- จัดการความรู้การจัดการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น และมีกระบวนการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อบอกทิศทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องของชุมชนท้องถิ่น สู่สาธารณะและนโยบาย
3. กลไกการขับเคลื่อน
- มีกลไกการขับเคลื่อนภาคประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติการระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับภูมินิเวศน์ และระดับชาติ โดยมีองค์ประกอบของคนทุกวัย
- มีกลไกการขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างระหว่างภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคีพัฒนา ในระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับภูมินิเวศน์ และระดับชาติ
- ให้สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ในระดับพื้นที่ปฏิบัติการและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
- บทบาทสำคัญของกลไก ได้แก่
- กำหนดยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด ระดับภูมินิเวศน์ และระดับภาค
- สนับสนุนการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ปฏิบัติการระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับภูมินิเวศน์ และระดับชาติ
- สนับสนุนและเอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง
- สรุปบทเรียน จัดการความรู้พื้นที่รูปธรรมความสำเร็จ และมีกระบวนการสื่อสารสู่สาธารณะ
- สร้างระบบกลไกการติดตามประเมินผลเพื่อการพัฒนาในพื้นที่ปฏิบัติการระดับชุมชน ระดับตำบล ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับภูมินิเวศน์ และระดับชาติ
- ผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น และกฎหมายที่ไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมและสิทธิชุมชน
4. การประสานความร่วมมือระหว่างขบวนองค์กรชุมชนกับหน่วยงานภาคีพัฒนาในท้องที่
- ภาคประชาชนต้องมีพื้นที่รูปธรรมความสำเร็จของตัวเอง เพื่อสร้างการยอมรับของภาคีพัฒนา
- มีพื้นที่ปฏิบัติการต้นแบบในการทำงานร่วมกันของเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคีพัฒนา โดยการบูรณาการแผนงาน และงบประมาณ
- ยกระดับเป็นนโยบายในการทำงานร่วมกันของภาครัฐ และเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการบันทึกความร่วมมือของเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคีพัฒนาในระดับท้องถิ่นและระดับนโยบาย
5. ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะมาหนุนเสริม เอื้ออำนวยการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคตะวันออก
- ให้รัฐสนับสนุน ส่งเสริมการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรม ทั้งมีนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ งบประมาณ และกลไกการขับเคลื่อนโดยเน้นการมีส่วนร่วมและชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ
- ผลักดันกฎหมายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ เช่น พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น พ.ร.บ.ขยะมูลฝอยและขยะพิษ
- ผลักดันกฎหมายคุ้มครององค์กรชุมชน องค์กรอิสระ ผู้นำชุมชนและแนวร่วมที่ขับเคลื่อนในการจัดการทรัพยากร เช่น กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการคนทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- รัฐต้องยับยั้ง ยกเลิกโครงการที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการละเมิดสิทธิชุมชนท้องถิ่น
- ทบทวนกฎหมายผู้ครอบครองที่ดินที่มิได้ใช้ประโยชน์ โดยออกเป็นกฎหมายเวรคืนเป็นสมบัติของแผ่นดิน หรือให้เสียภาษีในอัตราก้าวหน้า
- ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ให้จัดการตัวเองอย่างทันท่วงที ทันเวลา โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งจ่ายชดเชยอย่างเป็นธรรม
- ควรมีการสำรวจและการจัดระบบข้อมูลโดยชุมชนท้องถิ่น เป็นผู้ประเมินและจัดการให้ชัดเจน ครอบคลุมทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่า ชายฝั่ง และทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น พร้อมทั้งให้ชุมชนมีสิทธิในการตรวจสอบข้อมูลให้ตรงตามความเป็นจริง สนับสนุนเครื่องมือในการตรวจสอบ เช่น แผนที่ 1: 4,000 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเอื้ออำนวยในการทำงานของเครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการอนุรักษ์ ป้องกัน รักษา (ที่ผ่านมาเป็นที่ของเอกชน ส่งผลต่อการพิพาทด้านกฎหมาย)
- ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายการจ่ายค่าชดเชยของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สุขภาวะและวิถีชีวิตชุมชน โดยให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนสำคัญในการจัดการงบประมาณ เช่น กองทุนสุขภาวะชุมชนและวิถีชีวิตชุมชน
- รัฐบาลควรมีการผลักดันการใช้ผลังงานธรรมชาติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- รัฐบาลควรส่งเสริม พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณ ให้กับสื่อภาคประชาชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการจัดการทรัพยากรของภาคประชาชน
นอกจากนี้ ยังได้เสนอพื้นที่ในการปฏิบัติการนำร่องร่วมกับกระทรวงเพื่อทำบันทึกความร่วมมือในเวทีการสัมมนายุทธศาสตร์ทรัพยากรในวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2550 โดยมี 7 พื้นที่ ได้แก่
- การจัดการผืนป่าภาคตะวันออก
- การจัดการลุ่มน้ำปราจีน-โตนเลสาป
- การจัดการลุ่มน้ำนครนายก
- การจัดการลุ่มน้ำประแสร์
- การจัดการชายฝั่ง-ป่าชายเลน
- การจัดการพิษมาบตาพุด
- การจัดการป่าชายเลน-เทือกเขาบรรทัด




