นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวในงาน “มหกรรมฟื้นฟูวิถีชุมชนคนลุ่มน้ำภาคกลาง” ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมเสาให้ อ.เสาให้ จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ถึงแนวทางการสนับสนุนให้ชุมชนได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ฟื้นฟูลุ่มน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า การดำเนินงานจะสำเร็จลุล่วงไปได้จะต้องผนึกจากผู้เกี่ยวข้อง 5 ส่วน มาทำงานร่วมกันคือ 1) ภาคประชาชนต้องสร้างองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งขึ้นมา ร่วมคิดร่วมทำ เพื่อให้พึ่งตนเองได้ 2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งแต่ อบต./เทศบาล/อบจ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด จะต้องเข้ามาหนุนเสริมให้ภาคประชาชนสามารถทำงานพัฒนาได้อย่างสะดวก ทั้งด้านงบประมาณ ข้อมูลและเทคนิกต่างๆ 3) ราชการส่วนภูมิภาคทั้ง กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/อำเภอ/จังหวัด ซึ่งเป็นส่วนราชการที่ทำหน้าที่ด้านการปกครอง จะต้องเดินเข้าหาประชาชน และใช้อำนาจไปในทางด้านหนุนเสริมองค์กรชุมชนมากกว่าการเข้าไปสั่งการ 4) ภาคประชาสังคมต่างๆ ทั้งหน่วยงานธุรกิจ นักพัฒนาเอกชน และผู้รู้ต่างๆ ก็สามารถเข้าไปมีบทบาทในการหนุนเสริมองค์กรชุมชนได้ และ 5) รัฐบาลหรือภาคนโยบายที่จะต้องเข้ามาดำเนินงานนโยบาย และจัดสรรงบประมาณลงไปหนุนเสริมสนับสนุนให้องค์กรชุมชนนำไปพัฒนาความเข้มแข็งได้
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า หากสามารถผนึกพลังเบญจภาคีดังกล่าวได้ ก็ให้นำหลักไตรสิกขาไปใช้ในการทำงาน ซึ่งหลักไตรสิกขานั้นประกอบด้วย 1) หลักร่วมคิด ร่วมทำ กล่าวคือ ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ต้องให้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา เป็นหลักในการพัฒนาโดยมีภาคีอีก 4 ฝ่ายดังกล่าว ทำหน้าที่สนับสนุนและร่วมกันคิดร่วมกันทำ เป็นหลักแห่งความสามัคคีสมานฉันท์ ซึ่งจะทำให้งานบรรลุเป้าหมายไปได้ 2) หลักของการจัดการความรู้ การเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ นำความรู้ไปพัฒนางานให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ และประการสุดท้าย คือ หลักของการสนับสนุนด้านนโยบาย ที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องเข้าไปสนับสนุนในทุกระดับ นโยบายระดับท้องถิ่นก็เป็นหน้าที่ของ อบต./เทศบาล/อบจ. นโยบายระดับสูงก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยอาจทำได้ทั้งการปรับปรุงหรือการออกกฎหมายใหม่ ตลอดจนจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชน
อนึ่งในการจัดงาน “มหกรรมฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนคนลุ่มน้ำภาคกลาง” ในครั้งนี้มีองค์กรชุมชนที่ทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน 9 จังหวัดภาคกลาง เข้าร่วมประมาณ 1,000 คน เพื่อร่วมกันคิดค้นแนวทางในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาคกลาง พร้อมกับได้จัดทำข้อเสนอทางนโยบายเสนอนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี เช่น นโยบายด้านที่ดิน รัฐจะต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม การจัดทำแนวที่ดินเขตป่า เขตชุมชนให้มีความชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน และเร่งผ่าน พรบ.ป่าชุมชนฉบับชาวบ้าน
นโยบายด้านเกษตรกรรมยั่งยืน รัฐควรควบคุมการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมี ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและควบคุมสื่อโฆษณาที่ส่งเสริมการใช้สารเคมี และนโยบายการจัดการน้ำ รัฐควรตั้งองค์กรอิสระเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการน้ำ




