แพร่/ชาวชุมชนน้ำกลายแสดงพลังฟื้นฟูชุมชนหลังชุมชนแตกแยกเพราะเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมระบุอยู่ในเขตเสี่ยงภัยดีกว่าไปตายดาบหน้า
พื้นที่ ต.ป่าแดง อ.เมือง จังหวัดแพร่ คือพื้นที่หนึ่งที่ประสบภัยน้ำท่วมดินโคลนถล่ม ภายหลังเกิดเหตุการณ์ราชการประกาศให้เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยเสนอให้มีการย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ ในขณะที่ชุมชนยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่ประสบภัย ตลอดช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมากำลังเร่งฟื้นฟูชุมชน
นายวัฒนา ทฤๅษี ชาวบ้านน้ำกลาย ม.5 ต.ป่าแดง อ.เมือง จ.แพร่ กล่าวว่า ก่อนเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในชุมชนมี 60 หลังคาเรือน แต่ขณะนี้เหลือประมาณ 40 กว่าหลังคาเรือน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 27 หลังคาเรือน เสียหายบางส่วน 21 หลังคาเรือน ส่วนพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายทุกครอบครัว สูญเสียที่นาเพราะถูกดินโคลนทับถม ไม้ผลในสวนก็หักโค่นไปตามดินโคลน ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ได้รับค่าชดเชย หรือได้รับบ้านใหม่จากหน่วยงานราชการที่มาช่วยเหลือ ต่างกันไปตามความเสียหาย แต่เงินงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆที่เข้ามาในชุมชนก็มีส่วนทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้งกัน
นายวัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านบางส่วนที่ย้ายออกไปหลังจากน้ำท่วมเพราะหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์อีกครั้ง บ้างย้ายไปสร้างบ้านอยู่กับบ้านญาติในหมู่บ้านใกล้เคียงที่ปลอดภัย บ้างก็ออกไปจากพื้นที่ ส่วนผู้ที่ไม่ย้ายเพราะมีความคิดร่วมกันว่าฟื้นฟูชุมชน แม้ทางราชการจัดที่อยู่ให้ก็ไม่ไปเพราะไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอย่างไร วิถีชีวิตของชาวบ้านอยู่ที่นี่ ชาวบ้านจึงร่วมกันลงแรงฟื้นฟูหมู่บ้าน
นายวัฒนา กล่าวต่อว่า กิจกรรมที่ชาวบ้านร่วมกันทำเพื่อฟื้นฟูชุมชนได้แก่ การช่วยกันสร้างบ้านระบบน็อกดาว์นที่ได้รับจากมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิไทยคม นำงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนมาสร้างบ้านชั่วคราว ซื้ออาหารมากินในระหว่างร่วมกันเก็บ กิ่งไม้ เศษไม้ รากไม้ ออกจากพื้นที่นาที่ถูกทับถมด้วยโคลน นำไผ่หวานไปปลูกทดแทนตามป่าริมห้วย ทำฝายแม้ว 2 จุด ขุดทางมดเข้าสวนและไปห้วยแม่แรมเพื่อหวังที่จะทำเป็นเส้นทางการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันแต่ละครอบครัวต่างก็กำลังฟื้นฟูสวนเมี่ยง กาแฟ ส้มโอ รอเวลาที่จะได้รับผลผลิต
นายประเสริฐ อินประถม ชาวบ้านน้ำกลาย กล่าวถึงด้านการป้องกันภัยว่า บ้านน้ำกลายเป็นชุมชนที่อยู่ต้นน้ำ ชาวบ้านก็จะช่วยกันเฝ้าระวังโดยดูจากปริมาตรวัดน้ำฝน กระแสน้ำในห้วยกลาย ถ้าฝนตกหนักมากก็จะแจ้งเตือนชาวบ้าน และส่งข่าวต่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่ข้างล่างตามลำน้ำ และร่วมกันเป็นหูเป็นตาไม่ให้ใครตัดไม้ทำลายป่าโดยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่านที่ดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำ.




