playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

           27 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา เป็นอีกวันหนึ่งที่ครูต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน เพราะเป็นวันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 1 ด้วยคะแนน 61 ต่อ 32 และงดออกเสียง 5 คน ให้ผ่าน “ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ...” ที่ครูและเพื่อนสมาชิก สนช. 60 คน ร่วมกันเสนอ พร้อมให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา 22 คน เพื่อพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้สมาชิกแปรญัติภายใน 7 วัน

          แต่ก่อนที่ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน จะรับหลักการผ่านวาระที่ 1 ต้องต่อสู้ทางความคิดกันมาเป็นเวลานาน อย่างน้อยๆ ก็นับแต่สมัชชาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย หรือ สอท. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระภาคประชาชน ได้ร่วมกันยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เมื่อต้นปี 2550 ที่ผ่านมา

          ฝ่ายแรกคือ ผู้สนับสนุนอันประกอบด้วยองค์กรชุมชนฐานรากทั่วประเทศ นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิและสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ที่ต้องการเห็นมิติด้านการพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทย กับอีกฝ่าย คือ กระทรวงมหาดไทย และส่วนงานราชการบางหน่วยงาน

          ก่อนจะอธิบายลงลึกครูขอบอกก่อนว่า “ความคิดที่แตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากเป็นเรื่องปกติของผู้คนในสังคม และความคิดที่แตกต่างนี้เองได้นำไปสู่การศึกษาเรียนรู้ เพื่อหาข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับสังคม เหมือนกับที่ อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีพูดว่า “หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีความเห็นที่แตกต่าง และผ่านไปโดยสะดวก การเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน ก็จะไม่เกิดขึ้น มีคนอีกจำนวนมาก แม้แต่สมาชิก สนช. เอง ก็ไม่เคยรับรู้เรื่องของชุมชนมาก่อน ก็ได้เรียนรู้จากความเห็นที่แตกต่างนี้ไปด้วย เรื่องนี้ก็ให้เครดิตกับสื่อมวลชนที่ช่วยกันให้ข้อมูล ให้การศึกษากับสังคม”

           ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ให้เหตุผลหลักๆ คือ การสร้างองค์กรใหม่ (สภาองค์กรชุมชนตำบล) ที่มีลักษณะเป็นทางการขึ้นมาในท้องถิ่น จะก่อให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกับองค์กรของรัฐที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล  อบจ. หรือแม้แต่กรรมการหมู่บ้าน ซึ่งในที่สุดจะก่อให้เกิดความแตกแยกในท้องถิ่นได้ ดังนั้นควรที่จะใช้องค์กรที่มีอยู่แล้วดังกล่าว เป็นเครื่องมือทำงานให้กับชุมชน หากมีขัดข้องก็ควรปรับแก้ให้ตอบสนองการทำงานของชุมชนจะดีกว่าไปสร้างองค์กรใหม่ขึ้นมาอีก

          บ้างก็ว่าการที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งไม่จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.รองรับ แต่ควรที่จะให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะความเป็นธรรมชาติคือความสง่างามของชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งให้เห็นอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนไม้เรียงของลุงประยงค์ รณรงค์ และผู้ใหญ่วิบูลย์  เข็มเฉลิม เป็นต้น

          ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า การมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนไม่ใช่การให้อำนาจแก่ประชาชนเพื่อนำไปคัดค้านอำนาจรัฐ แต่เป็นการสนับสนุนอำนวยความสะดวก และให้สถานภาพแก่องค์กรชุมชน ในอันที่จะรวมตัวกันเพื่อใช้ความรู้ ภูมิปัญญาและทรัพยากรในท้องถิ่น ไปรับใช้ท้องถิ่นของตนเอง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะรวมตัวกันไปกำหนดความต้องการของตนเอง องค์กรที่เกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงยังเป็นองค์กรของประชาชน หาใช่องค์กรที่เป็นทางการไม่ กล่าวคือ พ.ร.บ.นี้จะสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของประชาชนเป็นองค์กรชุมชน แล้วสนับสนุนให้องค์กรชุมชนที่เกิดขึ้น รวมตัวกันเป็นสภาองค์กรชุมชน โดยสภานี้จะทำหน้าที่อันเป็นสิทธิพื้นฐานของภาคประชาชนอย่างน้อย 4 ประการคือ 1.) การร่วมกันอนุรักษ์สืบสานภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น 2.) การร่วมกันดูแลปกป้องและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม 3.) ร่วมกันวางแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง และ 4.) มีส่วนร่วมในการเสนอแนะและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น

          ซึ่งหากนำประวัติศาสตร์การพัฒนาในอดีตมาพิจารณาจะเห็นว่า สิทธิทั้ง 4 ประการ ไม่เกิดขึ้นในขบวนการพัฒนาของชุมชนไทย หากจะมีอยู่บ้างก็ไม่มีน้ำหนักพอที่จะส่งผลต่อท้องถิ่นโดยรวมได้ เพราะก่อนหน้านี้ถือว่าสิทธิเหล่านั้นเป็นสิทธิของผู้ปกครอง ที่จะดำเนินการจัดการให้กับประชาชน ดังนั้นความเห็นของผู้ปกครองจึงแตกต่างกับความเห็นของผู้ถูกปกครองโดยสิ้นเชิง

          ฝ่ายสนับสนุนยังมองอีกว่า การเกิดสภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของภาคประชาชน ไม่เพียงไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานในท้องถิ่น แต่ในทางตรงกันข้ามกลับเป็นเวทีแห่งความสมานฉันท์ที่ทุกภาคส่วนในท้องถิ่นจะร่วมกันทำงานได้เป็นอย่างดี เพราะเวทีสภาองค์กรชุมชน คือเวทีที่ประชาชนทุกประเภทมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำองค์กรชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นักบวช ปราชญ์ชาวบ้าน หรือแม้แต่สมาชิกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง ซึ่งเวทีแห่งนี้เป็นเวทีแห่งปัญญา เวทีที่เต็มไปด้วยข้อมูล ที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นได้ ด้วยวิธีการเสนอข้อคิดเห็นต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้แผนงานและการทำงานของคนในท้องถิ่นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การตั้งข้อสังเกตท้วงติงไม่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระทำใดๆ ที่อาจจะส่งผลเสียต่อชุมชนท้องถิ่น ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน ก็จะส่งผลดีต่อทั้งชุมชนและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ไปด้วย

          ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น ทำให้ชุมชนรู้สึกมีค่า มีศักดิ์ศรีในการกำหนดอนาคตของท้องถิ่นตนเอง

          ท้ายที่สุดในส่วนของครูเองที่มีส่วนในการสนับสนุนและร่วมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็เป็นผู้ที่ทำงานร่วมกับชุมชนมานานไม่น้อยกว่า 20 ปี ครูใช้บทบาทของความเป็นครู ความเป็นลูกชาวบ้านใช้ความรู้ที่ครูมีอยู่เข้าไปหนุนเสริมบทบาทของชุมชน ครูเห็นว่าในชุมชนใดชุมชนหนึ่งหรือตำบลใดตำบลหนึ่ง ไม่ควรมีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จัดการชุมชนท้องถิ่นโดยเบ็ดเสร็จ แต่การพัฒนาที่ถูกต้เอง ควรมาจากความคิดและการมีส่วนร่วมของคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นนั้น และเป็นการมีส่วนร่วมอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียบกัน

          ดังนั้น จากที่ครูทำงานพัฒนาร่วมกันชุมชนมานาน จึงมีความเชื่อมั่นว่า ร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนได้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ งานพัฒนาของชุมชนทั่วประเทศ เฉกเช่นที่ครูประสบอยู่

           เป็นความเชื่อที่ว่า ท้องถิ่นจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ แผนงานและแนวทางการพัฒนาจะต้องมาจากการร่วมคิดร่วมทำอย่างมีศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่น เกิดจากภูมิปัญญาของคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่น และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในท้องถิ่น

          ซึ่งการจะเป็นเช่นนี้ได้ ชุมชนจะต้องเข้มแข็งและมีที่ยืนในสังคม ซึ่งสภาองค์กรชุมชน คือที่ยืนเพียงแห่งเดียวของคนในชุมชนท้องถิ่น ที่มีความมั่นคงแข็งแรง เท่ากับที่ยืนของกลุ่มคนอื่นๆ

          ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่าความเหลื่อมล้ำ การเอารัดเอาเปรียบ และความแตกแยกในสังคม เกิดจากการมีพลังที่ไม่สมดุลกันของคนในสังคมนั้น


แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter