playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

          เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550 ในงานวิถีพลังไท เครือข่ายชุมชนด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรมยั่งยืน ได้จัดเสวนากลางแจ้งเรื่อง “FTA กับผลกระทบเกษตรกรรมยั่งยืน” ซึ่งวิทยากรได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ

          นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กลุ่มศึกษาปัญหาผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี กล่าวว่า ในอดีตเราเคยเปิดเสรีการค้า คือการทำสัญญาเบาริ่งกับประเทศอังกฤษ เป็นการบังคับให้ไทยลดภาษีนำเข้าสินค้า ต่อมาชาติตะวันตกหลายๆประเทศก็ทำตาม ถัดมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ มีการแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เริ่มเน้นการผลิตเพื่อขาย เร่งการส่งออก และนำเข้า เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายเพื่อ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ ต้องการเอาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ และต้องการขายสินค้า

          นายวิฑูรย์ กล่าวถึงเรื่องข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ(เอฟทีเอ)ว่า เริ่มต้นในปี 2538 ที่มีการก่อตั้ง WTO หรือองค์กรการค้าโลก มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดกำแพงภาษี ขจัดอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศของแต่ละรัฐให้น้อยลง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีใหม่คือ การเจรจาต่อรองระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งทำได้ง่ายกว่า สำเร็จผลเร็วกว่า

          “จากการทำเอฟทีเอกับจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ พบว่ากลุ่มที่ได้ผลประโยชน์คือ กลุ่มอุตสหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และนักธุรกิจในอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้บริหารรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม เลี้ยงโคนมจำนวนมากต้องขาดทุน”นายวิฑูรย์กล่าว

          นายเดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า เรื่องการค้าเสรีเป็นเรื่องที่รัฐบาลเลือกที่จะเอาอะไรไปแลกกับอะไร และที่ผ่านมาทุกรัฐบาลล้วนมีกลุ่มนักธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าไปหนุนหลัง หรือเป็นผู้บริหาร จึงไม่แปลกที่ว่าเกษตรกรที่มีอยู่ราว 30 ล้านคน จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ กรณีเอฟทีเอไทย-จีน นักธุรกิจไทยต้องการส่งดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศแต่จีนไม่ยอม แต่พอทำเอฟทีเอแล้ว จีนยอมส่งดาวเทียมไอพีสตาร์ขึ้นอวกาศ ผลก็คือเกษตรกรที่ปลูกกระเทียม หัวหอม ลำไย ผักผลไม้เมืองหนาวต่างขาดทุน ผลผลิตราคาตก แต่ดาวเทียมนั้นเป็นของใคร

          นายเดชา กล่าวต่อว่า แต่พอเราเสนอรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ว่าเราขอให้มีกฎหมายกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืน คล้ายกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.ที่เก็บภาษีบาป เหล้า บุหรี่ กองทุนสนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืนก็เก็บภาษีจากธุรกิจสารเคมีการเกษตร ปุ๋ยเคมีที่รัฐบาลไม่เคยเก็บอ้างว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เราดำเนินการเสนอกฎหมายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืนอย่างมีหลักเกณฑ์ ตั้งคณะกรรมการศึกษา ยกร่างกฎหมาย จัดรับฟังความคิดเห็น

          การดำเนินการเรามีข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่วิจัยเรื่องการทำเกษตรยั่งยืนแล้วพบว่าเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำไร ข้อมูลวิจัยจากสถาบันทีดีอาร์ไอ ที่พบว่าการใช้สารเคมีส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สร้างภาระค่าใช้จ่ายการรักษาเป็นเงิน 5-6 พันล้านต่อปี เมื่อข้อมูลครบถ้วน คณะกรรมการมีความเห็นควรจัดตั้งกองทุน แต่พอเสนอรัฐมนตรีกลับไม่รับอ้างว่ารัฐบาลนี้ไม่เคยเสนอกฎหมายที่เป็นกองทุน เสนอไปแล้วเกรงว่าจะไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา แต่พอรัฐบาลพิจารณาเรื่องเอฟทีเอกลับใช้เวลาไม่นาน

          นายเดชากล่าวว่า “ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตคือ ปัจจัย 4 อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย รัฐบาลเก็บภาษีไหม แล้วปุ๋ย ยาเคมีสำคัญกว่าปัจจัย 4 หรือจึงไม่เก็บภาษี”

         สถานการณ์ด้านนโยบายเปิดเสรีการค้า เกษตรกรตกอยู่ในสภาพลูกไก่ในกำมือของกลุ่มธนกิจการเมือง ที่พร้อมเลือกเอาผลประโยชน์ของตนโดยไม่สนใจชีวิตเกษตรกรรายย่อยกว่า 30 ล้านคน ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับการทำเกษตร เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะมีทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างไร

          นายวิฑูรย์ กล่าวว่า แนวทางแก้ไขปัญหาทางหนึ่งคือ ให้พี่น้องเกษตรกรใช้สิทธิตามมาตร 190 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดไว้ว่า รัฐจะต้องจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี นั่นคือพี่น้องเกษตรกรต้องใช้สิทธินี้ และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่าได้ดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และอีกทางแก้หนึ่งคือในโอกาสเลือกตั้งครั้งนี้เราต้องเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืน

          ด้านนายเดชา กล่าวว่า เรื่องทางแก้ปัญหารัฐบาลเปิดเสรีการค้านั้น นอกจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลตัดสินใจโดยไม่ฟังเสียงเกษตรกร แต่ด้านหนึ่งเราต้องตำหนิตัวเกษตรกรเองด้วยว่าหนึ่ง ทำไมเรายังเลือกคนไม่ดีเข้าไปเป็นผู้แทน และสองเรามีตัวอย่างมากมายว่าการทำเกษตรยั่งยืนทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่เราก็ยังพึงปุ๋ย สารเคมีกันอยู่

          ดังนั้นตนมีข้อเสนอว่า ตัวเกษตรกรเองจะต้องหันมาทำการเกษตรแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างจริงจัง และในการเลือกตั้ง เกษตรกรจะต้องเลือกคนที่เป็นเกษตรกรเข้าไปเป็นสส. หรือไม่ต้องตั้งพรรคการเมืองของเกษตรกรเองเพื่อที่จะเข้าไปกำหนดนโยบายของประเทศได้ด้วยตนเอง เราจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าเสรีได้

          การเปิดการค้าเสรี ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวเกษตรกร ชาวนา-ชาวไร่ไทยกำลังสูญเสียอาชีพ และวิถีชีวิตเพราะการเปิดเสรีการค้า สุดท้ายจึงอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรเองจะเลือกเดินไปบนทางไหน ระหว่างเกษตรกรรมเพื่อการค้า กับเกษตรกรรมเพื่อความยั่งยืน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter