ภาคเหนือ/วันที่ 22-23 พฤษภาคม 2551 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ ได้จัดเวที“อบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างขีดความสามารถแกนนำองค์กรชุมชนเพื่อขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนภาคเหนือ” ณ โรงแรมเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับแกนนำองค์กรชุมชน และภาคีพัฒนาเกี่ยวกับสภาองค์กรชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนำในการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนในระดับจังหวัด และเป็นเวทีวางแผนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนในระดับจังหวัด และระดับภาค ซึ่งมีผู้เข้าร่วมหลากหลายองค์กรทั้งภาคประชาสังคม ขบวนองค์กรชุมชน และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมทั้งหมด 82 คน จาก 13 จังหวัด
เวลา 10.00 น. ได้รับเกียรติ์จากวิทยากรอาวุโส ครูสน รูปสูง คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนภาคอีสาน ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองและระบอบประชาธิปไตยและสรุปสาระของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชม โดยกล่าวว่า |
“การพัฒนาที่ผ่านมาตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีการพัฒนาที่เป็นแบบแผนในปี 2504 ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาที่มีต้นแบบมาจากประเทศอเมริกา แล้วรัฐบาลไทยนำมาแปลงเป็นแผนพัฒนาประเทศทั้งหมด 9 แผน ปัจจุบันอยู่ในช่วงแผนฯ10 ผลจากการพัฒนารอบ 30 ปี ตั้งแต่แผนฯ 1-7 พบว่า เศรษฐกิจเติบโต..แต่คนยากจน สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ตกอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ปัญหาทางสังคม..ซับซ้อน ยากต่อการแก้ไข ซึ่งนักวิชาการได้สรุปว่าเกิดเนื่องมาจากเป็นการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด จึงส่งผลให้การกระบวนการพัฒนาผิดพลาดตามไปด้วย ท้ายที่สุดเกิดวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงถึงระดับรากหญ้า |
ดังนั้นแนวทางการแก้ไข จะต้องเริ่มที่นโยบาย คือ เปลี่ยนแปลงที่ระดับนโยบาย โดยประชาชนเป็นผู้กำหนดแผนฯ ตาม รธน.ปี 40 กำหนดไว้ “รัฐต้องสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แผน ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ” , สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง,รัฐต้องปฏิบัติการตามกฎหมายกำหนดไว้ และที่สำคัญประชาชนต้องรวมตัวกัน ซึ่งเมื่อปลายปี 2550 ภาคประชาชนได้รวมตัวกันเสนอ(ร่าง)พรบ.สภาองค์กรชุมชนจนกระทั่งรัฐได้บรรจุในแผนพัฒนา ตั้งแต่ครั้งนั้นมาจึงเป็นจุดเริ่มขับเคลื่อนเรื่องสภาองค์กรชุมชนของขบวนภาคประชาชน
ความสำคัญของ พรบ.สภาองค์กรชุมชน จึงมีความหมายมากกว่าการจัดตั้งสภาแต่มีสถานะเป็นการเมืองภาคพลพลเมืองที่แท้จริง เป็นกฎหมายที่เกิดจากประชาชนเป็นผู้กำหนด ประชาชนมีส่วนร่วมทุกระดับขั้นตอนการกำหนดแผนและนโยบายพัฒนา มีความเชื่อมโยงกับ พรบ.สภาพัฒนาการเมืองโดยการร่วมเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองเพื่อทำหน้าที่วางแผนพัฒนาสภาการเมือง พัฒนาสถาบันการเมืองการปกครองให้มีคุณธรรม จริยธรรม พัฒนาประชาชนให้เกิดการพัฒนาการเมืองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง รวมทั้งรัฐต้องจัดตั้งกองทุนพัฒนาสภาพัฒนาการเมืองภาคภาคพลเมือง และกำหนดให้ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชน” |
เวลา 11.30 – 15.30 น. เป็นการนำเสนอการสนับสนุนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนโดย พอช. และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดย คุณพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ ต่อมาเป็นการนำเสนอพื้นที่รูปธรรมจากการปฏิบัติการจริงในการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน กรณีสภาองค์กรประชาชนตำบลแม่ทา อำเภอ แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายก อบต.แม่ทา ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจในการแลกเปลี่ยนเป็นจำนวนมาก
ต่อมา คุณสมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ ได้สรุปภาพรวมสาระสำคัญของ พรบ.สภาองค์กรชุมชน กล่าวว่า “เจตนารมณ์ของ พรบ.สภาองค์กรชุมชน คือการเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านจัดการชีวิตตนเองได้ สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เป็นรากฐานการมีส่วนร่วมในการพัฒนา เป็นเครื่องมือ ต่อยอดสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้ว เช่น การรวมกลุ่มมีสถานภาพ สำรวจข้อมูลเติมเต็มศักยภาพกลุ่มองค์กรชุมชน และรวมแผนเพื่อเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งนี้ในกระบวนการจัดตั้งให้เป็นสภาองค์กรชุมชน จะต้องมีการสำรวจข้อมูลหมู่บ้าน/ประชุมทำความเข้าใจ ทำการจดแจ้งกับผู้ใหญ่บ้าน จัดประชุมจัดตั้ง ได้แก่ เลือกคณะทำงาน ประธาน รองประธาน แบ่งบทบาทหน้าที่ และจดแจ้งกับกำนัน
เป้าหมายของสภาองค์กรชุมชน กำหนดทิศทางการพัฒนา โดยสภาฯต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งชุมชนเป็นผู้มีบทบาทในการควบคุมดูแลอย่างเป็นขบวนการในรูปของคณะดูแลภาพรวมของสภาฯระดับตำบล จังหวัดและภาค สิ่งที่พึงตระหนักร่วมกันก็คือสภาองค์กรชุมชนเกี่ยวเนื่องกับชีวิตคนยากคนจน เพื่อให้คนจนมีพื้นที่ และมีการมีส่วนร่วม”
หลังจากนั้น เวลา 15.30 น.เป็นการเปิดเวทีแสดงละคร “บทบาทสมมติกระบวนการการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนและขั้นตอนการจดแจ้ง” ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับความสนใจและช่วยสร้างสีสัน รวมทั้งทำให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจกระบวนการมากยิ่งขึ้น
วันที่ 23 พค. 51 เวลา 9.00 น. เป็นการนำเสนอแผนปฏิบัติการการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนของ 13 จังหวัด หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมได้ลงมติรับรองการประชุมใน 4 เรื่อง คือ รับรองคณะสนับสนุนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนภาคเหนือ ซึ่งมาจากผู้ประสานงานแต่ละจังหวัด 15 คน รับรองแผนงบประมาณที่ภาคจะต้องทำโครงการ จำนวน 4 ล้านบาท รับรองคณะที่ปรึกษา 4 คน และรับรองผู้แทนจากภาคประชาสังคม/องค์กรพัฒนาเอกชน /นักวิชาการ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ/ภาคีพัฒนา ได้แก่ พมจ. อบต. พจ. อบจ. ก่อนปิดประชุมและแยกย้ายกลับภูมิลำเนา
นภาพร สุวรรณศักดิ์ : รายงาน 23 พ.ค.51




