เครือข่ายองค์กรชุมชนแม่น้ำสาละวินออกแรงบวชป่า สร้างเขื่อนเขียว เกาะป้องกันยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า อย่างมีส่วนร่วม
เมื่อวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา เครือข่างองค์กรภาคประชาชนแม่น้ำสาละวิน ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ร่วมพลังบวชป่าตามแนวแม่น้ำสาละวินพร้อมกัน 2 จุด ณ บ้านท่าตาฝั่งและบริเวณปากห้วยโกแปร์ อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน เพื่อยังยั้งการบุกรุกป่า สร้างเขื่อน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ นักวิชาการ อุทยานแห่งชาติสาละวิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายองค์กรเอกชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หน่วยงานราชการ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่ยวม ผู้สื่อข่าว และชาวบ้านตามสองฝั่งแม่น้ำสาละวินไทยและพม่า เข้าร่วมบวชป่าครั้งนี้กว่า 1,000 คน
พะตีจอนิ โอโดเชา ปราชญ์ชาวบ้านเผ่าปะกาเกอะญอ กล่าวว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสาละวินเข้าใจการอนุรักษ์ป่าเป็นอย่างดี แต่วันนี้ทำไมเราจึงต้องมาบวชป่ามีสาเหตุมาจากความพยายามทำลายป่าของคนและการเข้ามาปลูกป่าเศรษฐกิจของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ที่ไม่สมดุลกับธรรมชาติ ดังนั้นการปล่อยให้ต้นไม้เติบโตเองหรือปลูกต้นไม้ให้เข้ากับระบบสิ่งแวดล้อมจะได้ผลดีมากกว่า ดังนั้นวันนี้จึงอยากสื่อออกไปว่า ต้องทำให้เป็นจิตวิญญาณ เราจึงจำเป็นต้องเอาต้นไม่ทาด้วยทองคำ คือเอาผ้าเหลืองมาผูก จึงเป็นที่มาของการบวชป่าของชาวบ้าน เป็นการเข้าใจรักษาธรรมชาติ
เราต้องรับมือเอาไว้ก่อน เพราะต้นไม้มีความสำคัญกับมนุษย์ ยิ่งป่าสาละวินนับเป็นป่าที่ไม่เพียงสำคัญแต่กับคนต้นน้ำเท่านั้นแต่ยังมีความสำคัญกับคนปลายน้ำด้วย สาละวินเป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ะรรมชาติสำหรับสัตว์ป่า รวมทั้งพืชอาหารสัตว์ป่า
ดังนั้นชุมชนที่อาศัยอยู่ดั่งเดิมจึงไม่ได้รู้จักพียงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีพ แต่ยังสืบทอดความรู้การใช้ จากรุ่นต่อรุ่น เป็นฐานการดำรงชีวิต ทั้งการทไร่ ทำนา สวน ประมง การใช้สมุนไพร เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างยั่งยืน
“คำสอนของบรรพบุรุษที่ว่า โอ๊ะปว่าปู กะตอปว่า อ่อกือ กะตอเสะพือ อ่อญะ กะตอกวิ อ่อเดะ กะตอเล มีความหมายว่า อยู่ป่ารักษาป่า กินเห็ดรักษาขอน กินปลารักษาวัง กินกบรักษาผา”
ท้ายที่สุดแล้วชุมชนที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสาละวิน จึงต้องยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจากวิถีวัฒนธรรมของชุมชน ไปสู่การจัดการทรัพยากรร่วมกันกับหน่วยงานรัฐที่ต้องร่วมรับผิดชอบ จึงจำเป็นต้องมาร่วมกันบวชป่าสาละวินเฉลิมพระเกียรติ เพื่อน้อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและอยากให้สังคมทั้งภายในและภายนอกได้ร่วมรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสมบัติของส่วนรวม
นายปรีชา ปัญญาคม อายุ 69 ปี ชาวบ้านท่าตาฝั่ง ต. แม่ยวม อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า เมื่อก่อนพื้นที่ที่กำลังบวชป่าเคยเป็นสนามบินมาก่อนเพื่อมาปกป้องชายแดน มีต้นไม้หลายพันธุ์ สัตว์ป่ามากมาย และเขารู้ว่าทุกคนมีศักยภาพพอที่จะอนุรักษ์ป่าเป็นอย่างดี หลายปีที่ผ่านมาพี่น้องจึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมได้เห็นพลังการแสดงออกเช่นนี้จึงมีความมั่นใจว่า ป่าต้องอยู่ สายน้ำต้องไหลตามธรรมชาติ ชุมชนพร้อมยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายหาญนรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ชุมชนอาศัยอยู่ตามแม่น้ำสาละวินหลายชุมชนจะเป็นอย่างไรหากเขื่อนเกิดขึ้นมาจริงๆ ป่าเปลี่ยนเกิดขึ้นใหม่ได้ แต่แม่น้ำก่อเกิดมานานนับหมื่นแสนปี กับเพียงต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม ควรจะหาพลังงานทดแทนที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การปิดกันสายน้ำ ชุมชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้แน่นอน และจะต้องมีการเสียเลือดเนื้อ วัฒนธรรมที่สะสมมานานก็จะเสื่อมสลายแค่วันเดียว
แม่น้ำสาละวินเป็นสายน้ำที่ขุ่นตลอดเวลา เห็นได้ว่ากระแสน้ำได้พัดพาเอาตะกอนมากับถมหากทำเขื่อนจะทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้น ตามความเป็นจริงแล้วสาละวินเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มากกว่าการสร้างเขื่อนจึงมองว่าการสร้างเขื่อนไม่ได้ทำเพื่อชุมชน ไม่ได้ทำเพื่อชาวบ้านอย่างแท้จริง
คนเฒ่าคนแก่ตามสายน้ำสาละวินบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สาละวิน บ่งบอกถึงแม่น้ำสายอารยธรรม ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ซึ่งไม่เพียงแค่กิจกรรมการบวชป่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงการเพื่อเป้าหมายระยะยาว เพื่อให้กระแสน้ำสาละวินไหลตามธรรมชาติให้คงอยู่คู่ลูกหลานสืบไป




