playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

    เมื่อวันที่ 23  กันยายน 2551 มีการประชุมสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองสายสภาองค์กรชุมชน ครั้งแรก ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) มีสมาชิกสภาฯเข้าร่วมประชุมครบ 76 คน  พร้อมหน่วยงานสนับสนุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน เข้าร่วมกว่า 200 คน มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน เป็นผู้เปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ

    สาระสำคัญของการประชุมได้แก่การเสวนา “ สภาองค์กรชุมชนกับการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง”   วิทยากรผู้เข้าร่วมเสวนาคือ ดร.สุจิตต์  บุญบงการ   นายแพทย์นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ   นายสน รูปสูง  นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา   โดยมีรศ.สุริชัย  หวันแก้ว เป็นผู้ดำเนินการเสวนา   และศาสตราจารย์ดร.บวรศักดิ์  อุวรรณโณ  เลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง  ได้กล่าวถึงบทบาทของสภาพัฒนาการเมืองกับสภาองค์กรชุมชน

    นายไพบูลย์  วัฒนศิริธรรม  อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการเมืองประชาธิปไตยเป็นเรื่องการบริหารจัดการการเมือง   ไม่ใช่ผลประโยชน์และแย่งชิงอำนาจทางการเมือง   แต่สถานการณ์เป็นจริงกลับตรงกันข้าม    และนำไปสู่การไม่เห็นด้วย และประเทศไทยก็ผ่านวิกฤตการณ์มาหลายครั้ง  แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการค้นหารูปแบบทางการเมือง  ซึ่งควรจะเป็นการเมืองใหม่  หมายถึงการทำให้ดีข้น

    นายประจิตต์ บุญบงการ  ประธานศูนย์พัฒนาการเมืองสถาบันพระปกเกล้า    มีความเห็นว่าการเมืองที่ผ่านมาเป็นการเมืองระดับบนที่มีการแย่งชิงและยึดอำนาจกลับไปกลับมาและเป็นการแย่งชิงกันระหว่างพรรคการเมือง    จึงคิดว่าการเมืองระดับล่างจะมีความสำคัญ การมีสภาองค์กรชุมชนและสภาพัฒนาการเมืองจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนให้การเมืองระดับล่างมีความก้าวหน้า และพัฒนาเป็นฐานรองรับการเมืองระดับบน  ซึ่งต้องทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง  เพื่อให้ชุมชนมีจิตสำนึกในการดูแลผลประโยชน์ของท้องถิ่น

    นายแพทย์นิรันดร์  พิทักษ์วัชระ  อดีตสว.จ.อุบลราชธานี  กล่าวว่าที่ทำงานของสมาชิกสภาพัฒนาเมืองอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น งานการเมืองภาคพลเมืองต้องสามารถกำหนดนโยบายได้   ต้องแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง  ให้เป็นทางออกที่เป็นข้อเสนอและเป็นความร่วมมือทางสังคม   และเพิ่มอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น   รูปธรรมการทำงานของสภาองค์กรชุมชนมีอยู่  5 เรื่องคือจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชุมชนท้องถิ่น   การรวมตัวของกลุ่ม เครือข่ายองค์กรเพื่อทำเรื่องสิทธิและการเมืองที่กินได้    การพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง   การวิจัยชุมชนและท้องถิ่น    การพัฒนานโยบายสาธารณะ และการทำงานสื่อสารสาธารณะ   โดยที่สภาพัฒนาการเมืองและสภาองค์กรชุมชนต้องทำงานคู่กัน   คือสภาองค์กรชุมชนต้องทำบทเปิดพื้นที่สาธารณะ     ส่วนสภาพัฒนาการเมืองต้องทำงานการเมืองภาคพลเมือง  สุดท้ายทั้งสองส่วนต้องทำงานในเรื่องเดียวกัน  ในด้านดัชนีตัวชี้วัดความสำเร็จของสภาพัฒนาการเมืองคือต้องลดความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่  และเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือโดยมีข้อเสนอที่ดีกว่า  ไม่ใช่วางตัวเป็นกลาง  
    นายสน  รูปสูง  สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง จากสภาองค์กรชุมชนตำบลท่านางแมว.จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่า   การเมืองในปัจจุบันสกปรกมาก จนไม่อาจเข้าไปร่วมได้ สภาองค์กรชุมชนเป็นของชุมชนท้องถิ่นที่ต้องสร้างสถาบันทางการเมืองของชุมชน  เป็นสภาการเรียนรู้ที่มีการปฏิบัติจริง ต้องปล่อยให้คนจนมีอิสระทางการเมือง  ที่ผ่านมาคนจนเหมือนติดคุก     เมื่อมีสภาพัฒนาการเมืองก็อย่าไปสร้างคุกใหม่ให้ประชาชน 

    ในด้านนางสาวสมสุข  บุญญะบัญชา   ผู้อำนวยการพอช.กล่าวว่าสภาองค์กรชุมชนและสภาพัฒนาการเมือง มีข้อดีที่ไม่ใช่โครงสร้างเชิงอำนาจ  เป็นโอกาสสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประชาชนในการพลิกฟื้นชุมชนให้ในการจัดการ ร่วมคิด ร่วมทำ   ที่ต้องเปิดพื้นที่การทำงานและสร้างระบบงานพัฒนาในแนวราบ   ทั้งระดับตำบล จังหวัดและชา ติ  จุดสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงคือตำบล   ส่วนในระดับจังหวัดจะเป็นชุมทางการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับหน่วยงานต่างๆ  เกิดกลไกความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานและต้องทำงานสภาพัฒนาการเมืองผ่านหน่วยงานต่างๆด้วย

    ในด้านศาสตราจารย์   ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลาขาธิการสภาพัฒนาการเมือง  กล่าวว่าเรื่องสภาพัฒนาการเมืองเป็นมิติใหม่ของภาคประชาชน  ที่ผู้นำหลายคนไม่อยากเป็นสมาชิกสภาฯ เพราะต้องการทำงานในพื้นที่  ในด้านที่มาของกฎหมายทั้งสองฉบับมีที่มาต่างกัน  คือกฏหมายสภาองค์กรชุมชนเริ่มต้นด้วยความไม่เรียบร้อย มีคนไม่เห็นด้วยในช่วงเริ่มต้น  แต่ต่อมาดำเนินการไปได้ดี  ส่วนกฎหมายสภาพัฒนาการเมืองเริ่มต้นด้วยความเรียบร้อย  ไม่มีผู้คัดค้าน   มีการเสนอให้สมาชิกสภาฯมีองค์ประกอบจากหลายฝ่าย   อำนาจหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองมีอยู่ 4 ด้าน คือทำแผนพัฒนาการเมือง   การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง   การส่งเสริมพัฒนาการเมือง และการส่งเสริมพัฒนาภาคประชาชนให้มีความเข้มแข็งทางการเมือง    สถานการณ์โลกมีการก่อการร้ายเพาระต้องการต่อต้านอำนาจที่มีการใช้อำนาจ    สถานการณ์ในเมืองไทยไม่ไว้วางใจสภาพัฒนาการเมือง  ที่จริงแล้วการรวมตัวของชุมชน  การเคลื่อนไหวของชุมชนกำลังได้รับความสนใจจากนานาชาติ  ความเข้มแข็งของชุมชนกำลังเป็นทางออกของบ้านเมือง    การเมืองใหม่จะมีความหมายเมื่อประชาชนเป็นผู้ขับเคลื่อน   บทบาทของสภาพัฒนาการเมืองจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกฯ  ว่าท่านต้องการอะไร ถ้าท่านถามว่าพวกเราจะเอาอย่างแสดงว่าท่านแพ้  แต่ถ้าถามว่าพวกประชาชนจะเอาอย่างไร  แสดงว่าท่านเป็นผู้ชนะ   บทบาทของสภาจึงขึ้นอยู่กับสมาชิกฯ ที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมให้กับคนรุ่นใหม่  ไม่ใช่เดินไปตามวัฒนธรรมเดิม   ดร.บวรศักดิ์มีความเห็นว่า  เป้าหมาย 3 ปีที่สภาพัฒนาการเมืองต้องกำหนด พร้อมเสนอว่า ต้องเน้นสำนึกความเป็นพลเมืองของชุมชน ไม่เน้นการเมืองระดับชาติ   2.สภาแห่งนี้ไม่มีอำนาจควรสร้างความร่วมมือกับทุกองค์กรและทุกภาคส่วน  3.ต้องสร้างการยอมรับ  สร้างความน่าเชื่อถือ  ถ้าทำได้สำเร็จ  พวกท่านก็เหมือนพระบิดา 

     ในด้านกลยุทธ์ดร.บวรศักดิ์เสนอว่า  สภาพัฒนาการเมือง  ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น  ต้องให้ความสำคัญกับสภาองค์กรชุมชนตำบลและเวทีจังหวัด รวมทั้งการสร้างเครือข่ายที่มีการฟูมฟักเครือข่าย   สามอย่างนี้ไม่ยากในการพูด แต่ยากในการทำ ดร.บวรศักดิ์ กล่าวและว่า การสร้างวัฒนธรรมใหม่  การเมืองใหม่  เป็นภารกิจของสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง  เพราะการเมืองไทยได้เดินทางมาถึงทางตันไม่เห็นแสงสว่าง
     ในด้านสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองในแต่ละภาค  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำที่ทำงานพัฒนาในชุมชนและท้องถิ่นอยู่แล้ว  นอกนั้นมีข้าราชการที่เกษียน และตัวแทนจากภาคส่านอื่นๆ   ได้มีการประชุมระดมความเห็นกันอย่างเต็มที่เพื่อการทำงานพัฒนาในมิติการเมืองภาคพลเมืองเพื่อประโยชน์ของชุมชนและท้องถิ่น  ที่ต้องจัดการงานทั้ง 3 คือระดับตำบล   เวทีการประชุมและความร่วมมือในระดับจังหวัด   และบทบาทในระดับชาติเสนอว่า ต้องเน้นสำนึกความเป็นพลเมืองของชุมชน ไม่เน้นการเมืองระดับชาติ /า่กับสมาชิกฯ ที่จะต้องสร้างวัฒนธรร

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter