playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     ในงานครบรอบ  2  ปี ของการจัดตั้งสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ  (สอช.)  เมื่อวันที่ 18  กันยายน   2551  ที่พอช.  มีสมาชิกสอช.จากทุกภาคทั่วประเทศ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง  รวมทั้งนายสังวาลย์ บุญส่ง  ผู้นำชุมชนอาวุโส  ซึ่งได้มอบเงินทุนจำนวน 300,000   บาท  เข้ากองทุน สอช. 

  เพื่อดำเนินการรณรงค์แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนเมือง  เข้ากองทุo สอช.  เพื่อดำเนินการรณรงค์แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของชาวชุมชนเมือง

สำหรับคนทำงานพัฒนารุ่นใหม่ มีคำถามว่าพี่สังวาลย์คือใคร  และทำไมจึงมอบเงินทุนก้อนใหญ่เข้ากองทุน สอช.  ได้มากขนาดนี้ 
      สังวาลย์  บุญส่ง    พื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัดศรีษะเกษ  และเดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2518   ประสบการณ์งานพัฒนาของพี่สังวาลย์     เรียกได้ว่าคร่ำหวอดในงานชุมชนแออัดด้วยประสบการณ์ในงานแก้ปัญหาคนจนเมือง มากว่า  30  ปี    เช่นเป็นผู้นำชุมชนที่เริ่มก่อตั้งสมาพันธ์ชุมชนแออัดคลองเตย เมื่อปี 2526      มีบทบาทในการประสานงานช่วยเหลือชุมชนที่ถูกไล่รื้อในพื้นที่กรุงเทพฯ  จำนวน 16 ชุมชน       ตอนนั้นชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ  มีทั้งหมด 129  ชุมชน     งานในช่วงนั้น เน้นเรื่องการแก้ปัญหาพื้นฐานเช่นประปา  ไฟฟ้า  และทะเบียนบ้านของชาวชุมชน      ในปี 2532   มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน  50 ชุมชน

      ในปี  2531-2533   พี่สังวาลเป็นผู้นำที่ร่วมก่อตั้งศูนย์รวมพัฒนาที่อยู่อาศัย    และก่อตั้งสหกรณ์เคหสถานกองทุนศูนย์รวมพัฒนาคนจน  ผลของการผลักดัน  เจรจาต่อรองในระ ดับนโยบายเพื่อให้หน่วยงานต่างๆตระหนักในปัญหาความเดือดร้อนของชาวชุมชน แออัด    ได้แก่ในปี 2530 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 119.5  ล้านบาท  เพื่อแก้ปัญหานี้แต่ให้การเคหะแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ และในปี 2532 คนจนเมืองได้มีการเจรจาที่ทำเนียบรัฐบาล  เป็นผลให้มีการจัดสรรงบประมาณอีก 250 ล้านบาทแต่ให้กรมประชาสงเคราะห์เป็นผู้ดำเนินการ    พี่สังวาลย์บอกว่าการแก้ปัญหาโดยหน่วยงานไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะเจ้าของปัญหา ไม่ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการ  ในขณะที่เครือข่ายชุมชนแออัดได้ประสานงานแก้ไขปัญหาและมีพื้นที่ทำงานในทุก ภาค

      การจัดตั้งสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.)และ เงินกองทุนคนจนเมืองจำนวน 1,250 ล้านบาท  เมื่อปี 2535 ในสมัยท่านนายกอานันท์ ปัญญารชุน  ที่เกิดจากการผลักดันของทุกภาคส่วนให้มีหน่วยงานสนับสนุนการแก้ปัญหาคนจนใน เมือง  ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบที่สำคัญจากบทเรียนและประสบการณ์แก้ไขปัญหาของเครือ ข่ายคนจนในชุมชนแออัด     พี่สังวาลย์เคยเป็นบอร์ดพชม.สายชุมชน  และตั้งแต่ปี 2524- 2550  ก็ยังอยู่ในสายงานแก้ไขปัญหาคนจนในเมือง  มีประสบการณ์ในการศึกษาดูงานในหลายประเทศ เช่น.เขมร  ตุรกี  เกาหลีใต้

      ปี 2550 พี่สังวาลประสบอุบัติเหตุจนต้องเสียขาข้างซ้าย    แต่ด้วยใจรักในงานพัฒนา    ไฟแห่งการเรียนรู้และความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือชาวชุมชนแออัดยังคง คุกรุ่นอยู่เสมอแม้ในวัย 60 ปี  หลังจากพักรักษาตัวเนื่องจากอุบัติเหตุ  ปัจจุบันพี่สังวาลย์ได้กลับไปใช้ชีวิตในชนบทที่บ้านเกิด ตำบลบ่อแก้ว  อ.วังหิน จ.ศรีษะเกษ   มีตำแหน่งประธานชมรม หมอดินประจำตำบล  ประธานสหกรณ์เพื่อการผลิตและฟื้นฟูธรรมชาติ   คณะกรรมการศึกษานอกโรงเรียน   เป็นต้น   รวมทั้งเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่สี่ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง   พี่สังวาลย์บอกว่าใกล้จบแล้ว   หลังจากนี้จะเรียนภาษาอังกฤษต่อ   จะได้เล่าประสบการณ์การทำงานของเราให้ชาวต่างประเทศฟังโดยไม่ต้องใช้ล่าม

      ในวันครบรอบ  2 ปีของการจัดตั้งสอช.  จึงได้ทราบว่าพี่สังวาลย์ได้ร่วมก่อตั้งและช่วยงานสอช..มาโดยตลอดและเพิ่ง ทราบว่าได้รับเงินรางวัลเกียรติยศผู้กระทำความดีที่ได้ช่วยเหลือชาวชุมชนและ สังคมจำนวน   1 ล้านบาท จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยการประสานงานของมูลนิธิดวงประทีป เมื่อ ปลายเดือนสิงหาคม  ที่ผ่านมา   จึงได้มอบเงินจำนวน 300,000 บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนหนึ่งจากรางวัลที่ได้รับ  เข้ากองทุนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ  (สอช)

      การแก้ไขปัญหาคนจนในเมือง ผ่านสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) ระหว่างปี 2535-2543 และการเกิดขึ้นของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)เมื่อปลายปี 2543   ต้องยอมรับว่าพี่สังวาลย์เป็นผู้มีคุณูปการณ์ในการสร้างบทเรียนประสบการณ์ ในงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและชุมชนแออัดของประเทศไทย จนพัฒนามาเป็นโครงการบ้านมั่นคง    ที่เป็นสถานีเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนทั้งในประเทศไทย และชาวต่างประเทศ อยู่ในเวลานี้

      ในความห่วงใยต่อการแก้ปัญหาคนจนในเมืองที่ยังเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย อีกกว่า  700,000 ครัวเรือน  จึงแยกไม่ออกจากความห่วงใยที่มีต่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  พี่สังวาลย์บอกว่าทิศทางของพอช.ที่ให้ประชาชนเป็นแกนหลักของการพัฒนาได้เดิน มาถูกทางแล้ว  ผู้อำนวยการคนปัจจุบันและคนต่อไปจะต้องกุมทิศทางนี้ไว้อย่างมั่นคง   เพราะขบวนชุมชนได้เดินทางมาไกลแล้ว และจะต้องเดินหน้าต่อไป             

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter