playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     สืบเนื่องจากที่ผู้นำองค์กรชุมชนได้นำเสนองานพัฒนาที่ได้ดำเนินการโดยเครือข่ายองค์กรชุมชนในด้านต่าง ๆ และได้มีข้อเสนอต่อ ฯลฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อการสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นโดยชุมชน 9 เรื่อง ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้รับในหลักการที่เป็นข้อเสนอทั้งหมด โดยเรื่องที่มีการยืนยันในการสนับสนุนที่ชัดเจน ได้แก่ การจัดสวัสดิการโดยชุมชนที่มาจากการสมทบจาก 3 ฝ่าย ธนาคารที่ดิน และโฉนดชุมชน ฯลฯ และได้มอบหมายให้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (คุณหญิงสุพัตรา  มาศดิตถ์) เป็นผู้รับผิดชอบดูแลต่อไปนั้น

     เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีได้มาพบปะหารือกับผู้นำองค์กรชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจำนวน 34 คน เกี่ยวแนวทางทำงานต่อชุมชนใน 2 เรื่อง คือ

  1. การพัฒนาสื่อชุมชน ผู้แทนสื่อชุมชนและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเข้าร่วม 24 คน ได้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อจะจัดให้มีการสัมมนาขบวนสื่อชุมชนต่อไป ได้แก่ การพัฒนาสื่อวิทยุชุมชน ซึ่งปัจุบันมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน 250 สถานี เน้นการนำเสนอผลงานพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี 78 สถานี ภาคใต้ 30 สถานี ภาคกลางตอนบนและตะวันตก 30 สถานี ภาคเหนือ 50 สถานี และ ภาคกรุงเทพ ปริมณฑล และ ตะวันออกมี 27 สถานี นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่างวิทยุชุมชน กับ สำนักข่าวชุมชนแห่งชาติที่มี web site แล้วใน 40 จังหวัด  การเชื่อมโยงระหว่างสื่อชุมชนกับสื่อของภาครัฐ ซึ่งมีอยู่แล้วบางส่วน แต่ควรจะมีการทำงานร่วมกันมากขึ้น

          ดังนั้น เพื่อให้ข่าวจากชุมชนได้ส่งไปยังภาครัฐ และข่าวจากภาครัฐได้กระจายสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง สิ่งที่ขบวนการสื่อชุมชนจะเสนอกับรัฐบาล ได้แก่การปฏิรูปสื่อที่จะต้องเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน การสนับสนุนเรื่องโทรทัศน์ชุมชน ทั้งนี้ขบวนสื่อชุมชนจะมีการจัดสัมมนาเรื่องนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 และจะประมวลภาพรวมเรื่องสื่อชุมชนนำเสนออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีได้ยืนยัน เรื่องการสนับสนุนการปฏิรูปสื่อ การจัดสรรคลื่นความถี่ภาคประชาชน 20% การให้ชุมชนได้ไปใช้เวลาสื่อของรัฐ (ช่อง 11) การสนับสนุนให้ชุมชนมีศูนย์รวมเพื่อสะท้อนปัญหาสู่ภาครัฐ

  1. การจัดระบบสวัสดิการชุมชน ได้มีผู้นำสวัสดิการชุมชนจากภาคต่าง ๆ ซึ่งผู้นำชุมชนได้มีการให้ข้อมูลภาพรวมการจัดสวัสดิการโดยชุมชน ที่ชุมชนได้ฟื้นฟูระบบทุนเดิมของการช่วยเหลือเกื้อกูลที่มีอยู่ในสังคมไทย มาจัดสวัสดิการชุมชนโดยฐานต่าง ๆ ทั้งจากกลุ่มออมทรัพย์ การจัดการทรัพยากร ศาสนา วิสาหกิจชุมชน การบูรณากองทุนในชุมชน โดยได้นำมาสู่การจัดกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล ที่ส่วนใหญ่มาจากฐานการออมวันละบาทเพื่อสวัสดิการที่ได้มีการดำเนินงานพื้นที่นำร่อง 191 ตำบลตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันที่มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการระดับตำบลแล้ว 3,076 ตำบล โดยส่วนใหญ่มีเงินทุนจากฐานการออมของสมาชิกประมาณ 85% การสมทบจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ 15% จากการวิเคราะห์ข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีการสมทบงบประมาณแล้ว 1,600 ตำบล  

     ผู้นำชุมชนได้นำเสนอรูปแบบการจัดสวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ ตำบลหนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรี ใช้การจัดสวัสดิการโดยการบูรณาการทำงานของกองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตำบลนำผลกำไรประมาณ 10% มาจัดสวัสดิการ และมีการออมวันละบาทเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน และยังมีการใช้ทุนความดี 22 เรื่องที่ชุมชนกำหนดร่วมกัน โดยหากทำความดี 11 เรื่อง สามารถขอใช้เงินจากกองทุนโดยไม่ต้องมีคนค้ำประกัน และถ้าสามารถทำได้ครบทั้ง 22 เรื่อง จะสามารถขอเงินจากกองทุนได้ 20,000 บาท โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย หรือรูปธรรมที่เทศบาลนครลำปาง เริ่มต้นมีสมาชิกที่เข้าร่วมประมาณ 44 คนในปี 2543 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 คนในปัจจุบัน โดยมีฐานการออมวันละบาทนำไปจัดเป็นกองทุนสวัสดิการด้านต่าง ๆ เช่น การชดเชยค่าจ้างแรงงานกรณีเจ็บป่วยและเข้าโรงพยาบาล  และรูปธรรมที่จังหวัดสิงห์บุรี ที่มีการขยายฐานการจัดสวัสดิการชุมชนระดับตำบลจาก 9 ตำบล เป็น 36 ตำบล จากพื้นที่ทั้งหมด 43 ตำบล หรือมากกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ตำบลทั้งหมด ซึ่งมีรูปแบบในการจัดสวัสดิการชุมชนที่ต่อยอดมาจากการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ฯลฯ

     ปัจจุบันในแต่ละจังหวัดได้มีคณะทำงานสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด มาจากผู้นำที่มีประสบการณ์ในการจัดสวัสดิการชุมชนตำบล หน่วยงานสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง และนักวิชาการท้องถิ่น โดยทำหน้าที่หลักในการสร้างความเข้าใจ และ ขยายผลการเรียนรู้สู่พื้นที่ตำบลอื่นๆ รวมถึงการวางแผนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนจะให้ครอบคลุมในทุกตำบลในจังหวัด จังหวัดที่มีกองทุนสวัสดิการชุมชนครอบคลุมเกือบทุกตำบลแล้ว 6 จังหวัด คือ สงขลา สิงห์บุรี มุกดาหาร ร้อยเอ็ด นครนายก บุรีรัมย์ ฯลฯ ซึ่งถ้าหากรัฐบาลประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจน จะทำให้การจัดสวัสดิการโดยชุมชนครอบคลุมทุกพื้นที่ได้เร็วขึ้น

     ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่จะนำเรื่องนี้ไปเป็นนโยบายจะต้องไม่ทำให้ ไม่เป็นการเร่งรัดจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อให้ได้รับการสมทบจากภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้เสียหลักการดี ๆ ของสวัสดิการชุมชนที่เริ่มขึ้นมาตามความพร้อม จึงต้องมีการหารือรายละเอียดในเรื่องต่อเพื่อให้ชัดเจนขึ้น

     ผู้นำชุมชนได้ให้ความเห็นว่าเรื่องที่เน้นการจัดสวัสดิการโดยชุมชน การสนับสนุนจากภาครัฐจะเป็นการสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้น ในระยะยาวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจเป็นผู้สมทบหลัก ซึ่งหลักการสมทบ 3 ฝ่าย รัฐบาลอาจสมทบเป็นเงินทุนที่จะทำให้ครอบคลุมทั่วทุกตำบลในวงเงินที่ไม่ต้องมาก ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่ลงฐานปฏิบัติการประมาณตำบลละไม่เกิน 50,000 บาท และงบสำหรับการเชื่อมโยงการเป็นต้น แต่ในเรื่องการสมทบสามฝ่าย และการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนต้องนำรายละเอียดมาหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันระหว่างผู้นำองค์กรชุมชนด้านการจัดสวัสดิการชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศภายในเดือนมีนาคม 2551

นอกจากนี้ผู้นำชุมชน ยังได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านสวัสดิการชุมชนไว้ ดังนี้

  1. รัฐบาลควรให้การสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนครั้งเดียวในช่วงแรก ภายหลังที่กลุ่มได้มีการจัดตั้งกลุ่มแล้ว 6 เดือน – 1 ปี แต่รัฐอาจให้การสนับสนุนเพิ่มเติมเป็นครั้งคราวที่ต้องการได้
  2. สำหรับในระยะยาว อปท. ควรเป็นผู้สมทบและสนับสนุนหลักเพราะในบาง อบต.และ อบจ. บางแห่งได้จัดงบประมาณสนับสนุนเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว
  3. ขณะนี้ มีคณะทำงานสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ที่กำลังทำงานขยายผลให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดอยู่ ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมทั้งหมดในปี 2553 ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนการทำงานของคณะทำงานที่มีอยู่
แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter