๑.ที่อยู่อาศัยคนจนเมือง รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนในชุมนแออัดทั่วประเทศต่อเนื่องจากรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ด้วยการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านราคาถูกด้วยตนเอง (เช่นร้อยละ ๑ ต่อปี)แก่คนจนเหล่านี้ซึ่งมีอยู่กว่า ๓ ล้านคน ( ๗๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ) จัดหาที่ดินสาธารณะให้ประชาชนเช่าอยู่อาศัยในระยะยาวและปรับปรุงกฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้โครงการที่อยู่อาศัยของคนจนดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการดำเนินการโครงการนี้อยู่ในกว่า ๒๕๐ เมืองทั่วประเทศ มีชุมชนเข้าร่วมโครงการกว่า ๑,๒๐๐ ชุมชน แต่ยังมีอีกประมาณ ๕,๐๐๐ ชุมชนแออัด ที่จะเริ่มดำเนินการถ้ารัฐบาลให้การสนับสนุน
๒.ความมั่นคงของที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในชนบท ข้อมูลการจดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจนเมื่อปี ๒๕๔๗ มีผู้จดทะเบียนปัญหาที่ดิน ๔.๐๕ ล้านคน แยกเป็นประเภทไม่มีที่ดินทำกิน ๒ ล้านคน (๔๑%) มีที่ดินแต่ไม่พอ ๑.๖ ล้านคน (๓๓%) อยู่ในที่ดินของรัฐ / ต้องการสิทธิที่ดินที่มั่นคง ๑.๒๕ ล้านคน (๒๕%) เป็นการบั่นทอนศักยภาพในการผลิตของภาคการเกษตรและเกิดกรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับรัฐมายาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ซ้อนทับระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆกับพื้นที่ทำกินชาวบ้านซึ่งอยู่มายาวนานหลายชั่วอายุคน รัฐควรมีแนวโนยายที่จะแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนานนี้ ด้วยการจัดสรรที่สาธารณะให้คนจนได้อยู่อาศัยและเป็นที่ทำกิน และแก้ปัญหาพื้นที่รัฐทับซ้อนที่ชาวบ้านด้วยการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดทำข้อมูล สำรวจ แสดงแนวเขต จัดทำแผนที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีคณะกรรมการร่วมในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ที่จะแก้ไขปัญหานี้ทั่วประเทศ ดังที่ได้เริ่มดำเนินการอยู่แล้วในกว่า ๕๐๐ ตำบลทั่วประเทศ รวมทั้งดำเนินการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินดำเนินการได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว ให้ชาวบ้านในชนบทหลายล้านคนเหล่านี้มีความหวังว่าจะมีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินที่มั่นคง ไม่มีข้อขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ หลังจากที่ต้องรอกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐแต่ฝ่ายเดียวมาหลายสิบปี
รัฐบาลควรมีนโยบายเพิ่มเติมสนับสนุนเรื่องนี้ด้วยการจัดตั้งธนาคารที่ดิน รวบรวบที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์เพื่อการพานิชย์ของเอกชน มาให้คนจนใช้ประโยชน์ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยและทำการเกษตร
๓.การคุ้มครองพื้นที่ผลิตอาหารของประเทศ การพัฒนาประเทศด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรม การขยายตัวของเมืองและการเกษตรเพื่อการส่งออกที่ผ่านมา ได้รุกพื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตอาหารของประเทศทุกหนแห่ง เกษตรกรที่ทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือการผลิตอาหารให้สังคมไม่ได้รับการดูแล ต้องล้มละลายไปจำนวนมาก มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไม่มีความมั่นคงในการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าภัยอื่นใด รัฐต้องมีมาตรการต่างๆเพื่อคุ้มครองพื้นที่ผลิตอาหารในเขตพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศอย่างเข้มงวด ไม่ให้ถูกทำลายหรือถูกรุกรานจากภาคอุตสาหกรรมและการขยายตัวของเมือง รวมทั้งคุ้มครองเกษตรกรผู้ผลิตอาหารด้วยมาตรการต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารเพื่อการบริโภคของคนในประเทศก่อน เพื่อว่าในระยะสั้นและระยะยาว ประเทศเราซึ่งได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก จะมีหลักประกันว่าประชาชนทุกคนมีอาหารเพียงพอกับการบริโภคอย่างยั่งยืน
๔.สวัสดิการชุมชน แนวนโยบายของรัฐที่มุ่งจัดสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงนั้นเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่วิธีการที่เหมาะสมไม่ใช่การแจกเงินสวัสดิการแก่กลุ่มคนต่างๆโดยตรง เพราะเงินงบประมาณเหล่านี้จะหมดไปทุกๆปีนับพันล้านหมื่นล้าน การสนับสนุนให้เกิดความยั่งยืนต้องเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนมีกองทุนสวัสดิการของตนเอง ซึ่งปัจจุบันชุมชนได้เริ่มจัดตั้งกองทุนดังกล่าวแล้วในกว่า ๑,๕๐๐ตำบล/เทศบาล ทั่วประเทศ โดยมีที่มาของกองทุนจากสามส่วนคือ ส่วนใหญ่จากสมาชิกกองทุน (เพียงคนละ๑บาทต่อวัน) จากองค์กรปกครองส่วนท้อง และจากรัฐบาลส่วนกลาง กองทุนนี้บริหารจัดการโดยคณะกรรมการของชุมชน จัดสวัสดิการทุกประเภทให้กับคนในชุมชน (สามารถจัดได้กว่า๒๐ประเภท ตั้งแต่เกิดจนตาย) ทุกคนรวมทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ กองทุนในลักษณะเช่นนี้จะมีความยั่งยืน ชุมชนมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการตนเอง เงินงบประมาณที่รัฐสมทบจะยังคงอยู่และรัฐจะสมทบเพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น กองทุนเช่นว่านี้คือโครงข่ายทางสังคมที่จะแบ่งเบาภาระและลดค่าใช้จ่ายของทุกครอบครัวในการดูแลตนเอง สร้างระบบสวัสดิการทั่ยั่งยืนและลดภาระของรัฐในการจัดสวัสดิการแก่ประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว
๕.สภาองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชนเป็นเครือข่ายขององค์กรชุมชนทุกประเภทในระดับตำบลและเมือง จัดตั้งขึ้นตามพระราบัญญัติสภาองค์กรชุมชนพ.ศ.๒๕๕๑ ปัจจุบันมีการจัดตั้งขึ้นแล้วตามความสมัครใจของชุมชนใน ๑,๐๐๑ ตำบลและ๖๙ เทศบาล มีสมาชิกกว่า ๒๙,๐๐๐ องค์กรชุมชน เป็นรากฐานการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว การดำเนินนโยบายเรื่องใดๆก็ตามที่เกี่ยวกับชุมชนรัฐบาลควรพิจารณาเชื่อมโยงกับกลไกชุมชนสำคัญนี้ เพราะมีรากฐานมาจากองค์กรชุมชนและไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกระดับ ใช้กลไกนี้เพื่อดึงพลังของชุมชนมาเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
๖.พลังงานทางเลือก การส่งเสริมพลังงานทางเลือกเป็นกระแสการพัฒนาหลักของโลก แต่การดำเนินการในประเทศไทยเกิดภาวะชะงักงันเพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละรัฐบาล ทำให้ทั้งชุมชนและภาคธุรกิจไม่สามารถวางแผนการพัฒนาในระยะยาวได้เนื่องจากไม่แน่ใจในเรื่องการส่งเสริมจากรัฐบาล รัฐบาลควรออกฎหมายเพื่อส่งเสริมพลังงานทางเลือกประเภทต่างๆเพื่อเป็นหลักประกันและกรอบในการวางแผนพัฒนาพลังงานทางเลือกของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยกระบวนการออกฎหมายที่ว่านั้นต้องมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างกว้างขวางเพื่อให้ได้แผนแม่บทระยะยาวของเรื่องนี้ ที่ทุกฝ่ายยอมรับ รวมทั้งจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับรัฐหรือภาคธุรกิจ ในการลงทุนโครงการด้านการจัดหาพลังงานต่างๆด้วย โดยมีเป้าหมายร่วมกันว่าประเทศเราจะต้องพึ่งตนเองด้านพลังงานทั้งระดับชุมชนและประเทศมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต
นอกเหนือจากประเด็นปัญหาสำคัญดังกล่าวแล้ว เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศมีความวิตกกังวลเรื่องสำคัญอื่นๆอีกสองเรื่องคือ ประเด็นที่ ๑ การแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไรจะให้ชุมชนฐานรากสามารถทำงานขยายผลการพัฒนาด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและสะท้อนจุดอ่อนในแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐได้อย่างตรงไปตรงมา ประเด็นที่สองคือ การขยายตัวของแรงงานพม่า ซึ่งน่าจะมีอยู่ไม่น้อยกว่า ๑ ล้านคนในปัจจุบันกระจายไปทั่วประเทศ ส่งผลกระทบกับชุมชนต่างๆอย่างกว้างขวาง รัฐควรมีแนวนโยบายที่จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างชัดเจนและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายดังกล่าวด้วย
ในระดับประเทศ แม้ว่าจะมีการแบ่งแยกทางความคิดออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดแจ้ง แต่ในระดับชุมชนไม่ได้เป็นเช่นนั้น วัฒนธรรมชุมชนดั้งเดิมของเรายังคงช่วยประสานสามัคคีระหว่างคนกลุ่มต่างๆให้อยู่ร่วมกันได้ดีอยู่ โดยมีองค์กรชุมชนและผู้นำอาวุโสเป็นตัวจักรสำคัญ นี่คือทุนสำคัญยิ่งที่รัฐบาลและชุมชนสามารถใช้พลิกฟื้นประเทศออกจากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมืองที่กำลังเป็นอยู่นี้ได้
โดยกระแสความคิดของสังคมทั่วไป คนจะมองว่าการจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนกลุ่มคนจน คนด้อยโอกาสนั้นนั้นเป็นการ “แก้ปัญหา” เป็น “ค่าใช้จ่าย”ที่รัฐต้องสูญเสียไป แต่ประสบการของขบวนองค์กรชุมชนเราพบว่า งบประมาณเหล่านี้ถ้าใช้ถูกต้อง ถูกทางและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นี่เป็นงบประมาณเพื่อการ “ลงทุน”ที่ส่งผลสะเทือนกว้างขวางมาก ถ้าเราลงทุนแก้ปัญหาที่ดิน คนล้านๆคนมีที่อยู่อาศัยมั่นคง มีที่ทำกินถาวร เราสร้างมูลค่าเพิ่มทางการผลิตขึ้นมากเท่าไหร่ การที่รัฐไม่มีข้อพิพาทกับชาวบ้าน มีผลดีมากมายมหาศาลขนาดไหน การที่คนจนเมืองหลายแสนครอบครัวมีที่อยู่อาศัยมั่นคง สวยงาม ไม่มีสลัมในประเทศนี้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจและสังคมมากมายขนาดไหน การที่ชุมชนใช้พลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในชุมชน ผลทางเศรษฐกิจจะมากมายขนาดไหน ? การที่ชุมชนสามารถจัดสวัสดิการด้วยตนเองทุกเรื่องสามารถลดภาระของรัฐบาลไปได้เท่าไหร่? เราสามารถคิดคำนวณตัวเลข “กำไร”ทางเศรษฐกิจและสังคมเหล่านี้ออกมาได้ทั้งสิ้น สังคมต้องเปลี่ยนความคิดว่าเงินช่วยเหลือคนจน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วหมดไป แต่คือเงินลงทุน ดังเช่นเราลงบทุนพัฒนาคนด้วยการจัดการศึกษาที่ดีเยี่ยมซึ่งมีมูลค่าเพิ่มมหาศาลต่อสังคมในทุกมิตินั้นเอง
เครือข่ายองค์กรชุมชนซึ่งทำงานพัฒนาทางสังคมทางด้านต่างๆทุกมิติ และเป็นองค์กรรากฐานของประเทศหวังว่าจะมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมหาทางออกการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในรายละเอียดกับฯพณฯนายกรัฐมนตรีในเร็ววัน
คณะประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชน (คปอ.)
๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๑




