คุณสมบูรณ์ สิงกิ่ง รองนายกองค์การบริหารตำบลไทยสามัคคี เล่าให้ฟังว่า สภาเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำมูนเกิดจากการรวมตัวของแกนนำจาก ๕ หมู่บ้านของตำบลไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาเมื่อปี ๒๕๔๓ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ ซึ่งก่อนหน้านั้นชุมชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจาการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานทับที่ทำกินของชาวบ้านเมื่อปี ๒๕๒๔ รวมทั้งปัญหาการขยายตัวบุกเบิกพื้นที่ทำกินในเขตป่าที่มีมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านต้องรวมกันแก้ไขปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกิน ด้วยวิธีการต่างๆ
ที่สำคัญ เช่น การยื่นหนังสือต่อคณะรัฐมนตรีที่ไปประชุมสัญจรที่วังน้ำเขียวซึ่งเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้เมื่อ 22 เมษายน 2540 เรื่องมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และการบุกรุกป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติในจังหวัดนครราชสีมาและเกี่ยวกับที่ดินป่าไม้ทั่วประเทศ (ซึ่งภายหลังได้มีการปรับมาเป็นมติที่ดินป่าไม้ 30 มิย.41 ที่ยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน) ที่ทำให้ชาวบ้านได้รวมตัวกันอนุรักษ์ป่า โดยทำงานร่วมกับมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ อุทยานแห่งชาติทับลาน จนสามารถกันแนวเขตระหว่างอุทยานแห่งชาติกับที่ทำกินของชาวบ้าน มีแนวถนนรอบเขตอุทยาน และย้ายชาวบ้านบางส่วนที่อยู่ในแนวเขตออกจากพื้นที่อุทยาน ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่มีที่ดินทำกิน มีการกันพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่ป่าชุมชน และที่สาธารณะในตำบลเปิดให้ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินมาใช้เป็นที่ทำกิน
จากการทำงานอนุรักษ์ป่าทำให้ผู้นำจากห้าหมู่บ้านได้มีการประชุมปรึกษาหารือเรื่องงานพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เมื่อแกนนำกลุ่มอนุรักษ์แต่ละคนได้เข้าไปทำงานในส่วนต่างๆ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน อบต. โรงเรียน ฯลฯ ทำให้สามารถขยายกิจกรรมการพัฒนาไปสู่เรื่องอื่นๆเช่น กองทุนอนุรักษ์ป่า ซึ่งช่วงต้นได้รับการสนับสนุนกองทุนจาก ปตท. ๖๐๐,๐๐๐ บาท จัดระบบการออมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและนำมาบริหารจัดการโดยให้สมาชิกยืมไปประกอบอาชีพ จ่ายค่าบำรุงร้อยละ ๑ บาท/เดือนนำรายได้มาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ป่า เช่นทำแนวกันไฟ ปลูกป่าเพิ่ม ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นได้มีกิจกรรมอื่นๆเช่น การพัฒนาอาชีพเพาะเห็ด การจัดที่พักนักท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ที่บ้าน
บุไทร (สนับสนุนโดยอาจารย์จากมหาวิทยาลัยสุรนารี ) การจัดตลาดชุมชน รองรับนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น การจัดกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก ๖๖๐ คน มีการทำงานร่วมกับ อบต.อย่างใกล้ชิดโดยมีการจัดเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการร่วมกันทำให้ชาวบ้านได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้น ฯลฯ จนเมื่อ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนมีผลบังคับใช้ แกนนำสภาเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำมูน ร่วมกับกลุ่ม/องค์กรต่างๆที่มีอยู่ในตำบลรวม ๕๗ กลุ่ม ได้ร่วมกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล มีสมาชิกจากผู้แทนชุมชน ๕๔ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๙ คน เมื่อจัดตั้งแล้วมีการประชุมกันทุกเดือน รวมทั้งมีการวงพูดคุย ปรึกษาหารือกันที่ระดับหมู่บ้านแบบสภาหมู่บ้านในหลายหมู่บ้านอีกด้วย
ตำบลไทยสามัคคีได้เริ่มกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยใช้โอกาสจากข้อมูลการลงทะเบียนคนจนในปัญหาที่ดินเมือปี ๒๔๔๗ และใช้งบสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ดินจาก ศตจ. ปชช. ที่ผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งในตำบลมีผู้มาลงทะเบียนถึง ๙๒๘ ราย แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลกันจริงๆแล้วเหลือ ๒๒๘ ราย ซึ่งในจำนวนนั้นมีผู้ที่เคยถูกย้ายจากพื้นที่ป่าด้วย เครือข่ายจึงได้มีการประชุมชาวบ้านหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน ช่วยกันดูว่าจะสามารถนำพื้นที่ส่วนไหนมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งพบว่าในช่วงที่เครือข่ายอนุรักษ์ฯได้กัน
แนวเขตร่วมกับอุทยานในระหว่างปี ๒๕๓๗-๒๕๔๓ ได้กันพื้นที่ใกล้แนวเขตไว้ ประมาณ ๕๐๐ไร่ ซึ่งอุทยานจะใช้เป็นพื้นที่ปลูกป่าเพิ่ม แต่เครือข่ายอนุรักษ์ฯเห็นว่าน่าจะสามารถนำมาจัดเป็นที่ดินทำกินสำหรับชาวบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นชาวบ้านที่ถูกย้ายออกมาจากเขตป่าและผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน จึงได้เริ่มรวมกลุ่มผู้ที่ไม่มีที่ทำกิน ๑๔๒ ครัวเรือน มีการออมเงินร่วมกันเดือนละ ๕๐ บาท ซึ่งขณะนี้มีเงินออมรวมประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาท (เมื่อออมครบ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อบต.จะสมทบเพิ่มให้) มีการวางกติกาการจัดที่ดินทำกิน โดยแบ่งเป็นที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในบริเวณเดียวกันครอบครัวละ ๑ งาน และที่ดินทำกินครอบครัวละ ๓ไร่ ขณะนี้ได้มีการจัดผังแบ่งแปลง ทำแผนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและการพัฒนาพื้นที่ ชาวบ้านบางส่วนเข้าทำกินโดยการปลูกพืชตามที่เคยปลูก เช่น มันสำปะหลังไปก่อน แต่ระยะต่อไปจะมีการหารือเรื่องการพัฒนาอาชีพมากขึ้น เพราะเป็นที่ดินที่เหมาะแก่การทำการเกษตรปลูกพืชผักได้หลายอย่าง อยู่ใกล้แหล่งน้ำ และแหล่งตลาดการท่องเที่ยวการเกษตร
ก่อนที่จะนำที่ดินมาจัดเป็นที่ทำกินได้มีการหารือกันหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนที่พัฒนามาจากเวทีสภาเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำมูนที่มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมด้วย ช่วงแรกหัวหน้าอุทยานได้ตั้งคำถามว่าถ้าจะนำพื้นที่ตรงนี้มาเป็นที่ทำกินแล้ว ทำอย่างไรจะให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่มีการไปทำลายป่า จะจัดสรรที่ดินให้เป็นธรรมได้อย่างไร และจะดูแลรักษาที่ดินไม่ให้มีการเปลี่ยนมือได้อย่างไร ซึ่งถ้าหากผู้ที่มาทำเรื่องที่ดินไม่ได้ทำเรื่องการอนุรักษ์ป่ามาก่อนจะไม่สามารถทำได้ แต่ผลงานที่ผ่านมาเป็นสิ่งยืนยันว่าชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลรักษาป่าทั้งในเรื่องการทำแนวกันไฟ การปลูกป่าเพิ่ม ในส่วนของการจัดแบ่งที่ดินก็มาจากการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันทั้งในส่วนของผู้ที่เดือดร้อนและผู้ที่เกี่ยวข้อง การวางกติกาการใช้ที่ดินร่วมกัน รวมทั้งการออมเพื่อตั้งเป็นกองทุนที่ดิน ถ้ากรณีที่บางรายไม่สามารถทำกินต่อได้จะต้องขายคืนให้กองทุนที่ดิน
นอกจากพื้นที่ที่นำมาจัดให้เป็นที่ดินทำกินสำหรับ ๑๔๒ ครัวเรือนนี้แล้ว ในตำบลไทยสามัคคียังมีพื้นที่ที่กันไว้เป็นที่ดินสาธารณะอีกประมาณอีกประมาณ ๓๐๐ ไร่ ที่เปิดให้ผู้ที่ไม่มีที่ทำกินไปใช้ทำกินแบบแปลงรวม ที่ป่าชุมชน และที่สาธารณะอีกบางแปลงที่จะสามารถนำมาจัดให้เกิดการประโยชน์ร่วมกันของคนในพื้นที่ได้ ในท่ามกลางสถานการณ์ที่พื้นที่ดินบริเวณวังน้ำเขียวเป็นพื้นที่ที่มีอากาศเย็นสบายตลอดปี จึงเป็นพื้นที่ทำเลทองที่คนต่างพื้นที่ต้องการมากว้านซื้อเพื่อทำรีสอร์ทหรือบ้านพักส่วนตัว การดูแลที่จะทำให้ที่ดินยังคงเป็นของคนในพื้นที่ได้ใช้เป็นที่ทำกินและดูรักษาทรัพยากรควบคู่กันไป จึงเป็นโจทย์สำคัญของสภาองค์กรชุมชนและอบต.ไทยสามัคคี ที่จะร่วมกันจัดการดูแลรักษาทรัพยากรให้เป็นของคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป
คุณสมบูรณ์ สิงกิ่ง ทิ้งท้ายให้คิดว่า “ที่ผ่านมาเราออกไปต่อสู้ข้างนอก ไปเสนอนโยบาย ไปร้องเรียนกับหน่วยงานต่างๆมามากแล้ว แต่ละหน่วยงานก็โยนกันไปโยนกันมา เมื่อเรากลับมาร่วมกันทำที่พื้นที่ในทุกเรื่องอย่างจริงจัง ใช้กลุ่มองค์กรที่มีอยู่ในพื้นที่ร่วมกันทำ ทำข้อมูลให้ชัดเจน ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนมาปรึกษหารือร่วมกัน ปัญหาต่างๆก็จะคลี่คลายได้ จากระดับตำบลเราก็มีเวทีที่ประชุมระดับจังหวัดที่จะประสานการแก้ไขปัญหาร่วมกับพื้นที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาคล้ายๆกัน “




