playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก
    การจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.)ในปี ๒๕๔๓ มีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่องค์กรชุมชนและเครือข่ายองค์กรชุมชน ซึ่งการทำงานในช่วง ๘ ปีที่ผ่านมา สถาบันได้ให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาแก่องค์กรชุมชนไปแล้วทั้งสิ้น ๔,๔๕๗ล้านบาท ใน๔,๒๔๗ ชุมชน รวม ๓๘๑,๙๙๖ ครัวเรือน มีผู้รับประโยชน์จากเงินสินเชื่อดังกล่าวประมาณ๑.๙ ล้านคน สินเชื่อที่อนุมัติร้อยละ๗๕เป็นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

     ทั้งนี้การสนับสนุนสินเชื่อก่อนปี ๒๕๔๖ เป็นสินเชื่อเพื่อการพัฒนาธุรกิจชุมชน อาชีพ แก่กลุ่มออมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีไม่มากนัก ในปี ๒๕๔๖ พอช.ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยของชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเมือง หรือโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมีเป้าหมายรวมทั่วประเทศ ๒๐๐,๒๑๘ ครัวเรือน ทำให้มีความจำเป็นในการใช้สินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมากจนกองทุนของสถาบันที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะโดยเฉลี่ยแต่ละครัวเรือนจะขอใช้สินเชื่อเพื่อก่อสร้างบ้านและจัดหาที่ดินเฉลี่ยรายละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๒ สถาบันได้อนุมัติงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงไปแล้ว ๒,๖๒๕ ล้านบาท

     สถาบันได้พยายามจัดหาแหล่งเงินทุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของชุมชนเพิ่มเติมมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ โดยการเจรจากับธนาคารต่างๆของรัฐถึง ๖ แห่ง เพื่อให้ได้เงินทุนที่มีดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ ๔ ต่อปีมาสนับสนุนให้สินเชื่อในการจัดสร้างที่อยู่อาศัยของคนจน ในขณะนี้มีเพียงธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งได้ตกลงอนุมัติวงเงินระยะแรก ๑๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการนำร่อง แต่ในระยะต่อไปธนาคารก็ต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยตามต้นทุนของเงิน

     ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ระหว่างปี ๒๕๕๐-๒๕๕๑ สถาบันพยายามเสนอกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่องว่า กลุ่มคนจนในโครงการบ้านมั่นคงนั้นเป็นกลุ่มคนที่จนที่สุดของสังคม ไม่สามารถแบกรับดอกเบี้ยในอัตราที่สูงได้ ขอให้รัฐให้การสนับสนุนเงินงบประมาณสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมาเพิ่มเติม แต่เนื่องจากมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้ง ทำให้สถาบันไม่ได้รับเงินสนับสนุนจนกระทั่งปัจจุบัน ในช่วงกลางปี ๒๕๕๑ สถาบันจึงต้องหยุดการพิจารณาการให้สินเชื่อเป็นการชั่วคราวเพราะไม่มีเงินกองทุนที่จะให้การสนับสนุนได้

     ปัจจุบันสถาบันได้เสนอขอสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลในปี ๒๕๕๒ นี้จำนวน๑,๐๐๐ล้านบาท โดย ๕๐๐ ล้านบาทแรกใช้เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่ชุมชนที่มีปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะชุมชนที่มีปัญหาไฟไหม้ ไล่ที่ และได้รับการอนุมัติงบประมาณในการปรับปรุงสาธารณูปโภคชุมชนแล้ว และอีก ๕๐๐ล้านบาทจะเป็นกองทุนค้ำประกันความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงินเพื่อให้เกิดกลไกเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน ให้องค์กรชุมชนสามารถกู้เงินจากธนาคารในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้

     ข้อเสนอประการที่สองคือขอให้รัฐบาลจัดสรรเงินยืมในปีต่อๆไปให้กับสถาบันปีละ ๑,๐๐๐ล้านบาทเป็นเวลา ๕ ปี เพื่อจะได้สามารถสนับสนุนสินเชื่อให้องค์กรชุมชนในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ ๔ ต่อปี โดยสถาบันจะเริ่มคืนเงินกับรัฐบาลในปีที่๖ เป็นต้นไป และขอให้รัฐสนับสนุนเงินชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคารของรัฐที่สนับสนุนสินเชื่อให้ชุมชนเฉลี่ยปีละประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ ล้านบาท เป็นเวลา ๑๕ ปี รวม ๑,๗๑๔ล้านบาท เพื่อให้ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่องค์กรชุมชนได้

     นอกจากนั้นสถาบันยังอยู่ระหว่างการประสานงานกับแหล่งทุนในเครือธนาคารโลกเพื่อทำงานร่วมกันในการอุดหนุนสินเชื่อแก่องค์กรชุมชนตามโครงการบ้านมั่นคงอีกด้วย แต่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรเพราะมีขั้นตอนในการดำเนินการตามกฎหมายมากมายหลายขั้นตอน

     การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนในระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นมีข้อจำกัดเป็นอย่างมากเพราะระบบการเงินในตลาดปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย สำหรับคนจนที่สุดของสังคมจะเข้าถึงเงินทุนเหล่านี้ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องขอให้รัฐบาลให้การสนับสนุนงบประมาณในเรื่องนี้

      จากการดำเนินงานที่ผ่านมาสถาบันได้อนุมัติการดำเนินการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองตามโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วประมาณ ๗๙,๐๐๐ ครัวเรือน มีเป้าหมายที่จะต้องดำเนินการอีกกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ซึ่งประมาณการว่าจะต้องใช้สินเชื่อสนับสนุนองค์กรชุมชนไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท

     การประสานดำเนินการกับธนาคารอาคารสงเคราะห์นั้น เดิมคาดว่าต่อไปองค์กรชุมชนจะต้องรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ ๖ ต่อปีขึ้นไป หากธนาคารจะต้องระดมทุนจากตลาดเอง แต่จากการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน คณะกรรมการสถาบันได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ให้คงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันไว้ที่ร้อยละ ๔ ต่อไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลง

     โดยความเป็นจริงแล้วงบประมาณที่รัฐควรสนับสนุนให้คนจนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ไม่ใช่งบประมาณเพื่อ “แก้ปัญหา” เท่านั้น แต่เป็นการลงทุนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับรัฐนอกเหนือจากชุมชนคนจนเมือง เพราะจากการศึกษาของนักวิชาการพบว่าหลังจากมีการปรับปรุงชุมชนตามโครงการบ้านมั่นคง การพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลต่อการจ้างงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งก่อให้เกิดมูลค่าทางทรัพย์สินของชุมชน(อาคาร บ้านเรือน ทรัพย์สิน)เพิ่มขึ้นถึง ๑๐ เท่าตัว ยังไม่นับรวมมูลค่าทางสังคมที่ครัวเรือนหลายหมื่นครัวเรือนทั่วประเทศมีบ้านอยู่อย่างมั่นคง ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี องค์กรชุมชนเข้มแข็งซึ่งสามารถแก้ปัญหาสังคมอื่นๆได้มากมาย


สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน   (องค์การมหาชน)
๓ มีนาคม  ๒๕๕๒

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter