playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     สุราษฎร์ธานี/ศ.ดร.สุจิต ปาฐกถา “การเมืองภาคพลเมืองกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” แนะพัฒนา 3 ด้านสร้างความเข้มแข็ง การบริหารจัดการกลุ่ม ความสามารถจัดการความขัดแย้ง และสร้างวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับประชาธิปไตย ระบุการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็งแก้ช่วยดับไฟใต้ พร้อมย้ำไม่เอางานองค์กรอิสระปฏิรูปการเมืองมาปนกับสภาพัฒนาการเมือง

     เมื่อวันที่ 12 มีนาคม สภาพัฒนาการเมือง (สพม.) จัดเวทีระดมความคิดเห็นสร้างแผนพัฒนาการเมือง ณ ห้องประชุมทะเลใน โรงแรมร้อยเกาะ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ผู้เข้าร่วมประชุม 200 คน ประกอบด้วยสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการชุดต่างๆของสภาพัฒนาการเมือง สมาชิกสภาพัฒนการเมืองจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ผู้แทนสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจากภาคต่างๆ คณะทำงานศูนย์พัฒนาการเมืองประจำจังหวัด สมาชิกที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนนักวิชาการ โดยมีคณะทำงานสื่อชุมชนภาคใต้ร่วมถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบวิทยุชุมชนออนไลน์

     ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การเมืองภาคพลเมืองกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย” ว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองระบอบเดียวเท่านั้นที่ต้องพึ่งความร่วมมือของประชาชน และเป็นการปกครองระบอบเดียวที่ให้เกียรติ เคารพในคุณค่าของประชาชนว่า ประชาชนสามารถตัดสินอนาคตของประเทศชาติได้

     อย่างไรก็ตามมีคำกล่าวว่า “การเมืองของประเทศใดเป็นเช่นใด ต้องไปดูที่ประชาชนของประเทศนั้น” ดังนั้นถ้าเราไม่สร้างสนใจ ความตระหนัก และความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องประชาธิปไตยให้แก่ภาคพลเมือง ก็จะทำให้ประชาธิปไตยของไทยเป็นไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ และได้นักการเมืองในแบบไม่พึ่งปรารถนา

     “เราจะต้องเคลื่อนไหวให้มีพัฒนาคุณภาพการเมืองภาคพลเมืองให้เท่ากับสิทธิที่ประชาชนพึงมีพึงได้จากรัฐธรรมนูญ”ศ.ดร.สุจิต กล่าว

     ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวว่า เพื่อให้คุณภาพการเมืองภาคพลเมืองดีขึ้นสิ่งที่ควรทำได้แก่ หนึ่งการสร้างให้การเมืองภาคพลเมืองมีความเข้มแข็งจนสามารถได้นักการเมืองทุกระดับที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาทำงานเพื่อให้ชาติตลอดจนท้องถิ่นมีความเจริญ

    

     ประการที่สองคือ การตรวจสอบควบคุมการทำงาน ดังที่รัฐธรรมนูญได้ให้บทบาทแก่ประชาชนในการตรวจสอบ ถอดถอนจากตำแหน่ง ของนักการเมือง ซึ่งถ้าการเมืองภาคพลเมืองสามารถตรวจสอบได้เข้มแข็ง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็จะน้อยลง

     ประการที่สามคือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ชุมชนมีสิทธิดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต การมีการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถเผชิญต่อการท้าทายจากภาคธุรกิจ กลุ่มทุน  แม้กระทั่งภาคราชการ ที่จะเข้ามาเอาเปรียบ แย่งชิงทรัพยากรไปจากชุมชน

     ศ.ดร.สุจิต กล่าวถึงแนวทางที่จะทำให้การเมืองภาคพลเมืองเข้มแข็งว่า เมื่อการเมืองภาคพลเมืองเกิดจากการรวมกลุ่มเพื่อร่วมกันทำกิจกรรม เมื่อมารวมกลุ่มกันจึงจำเป็นต้องรู้จักการบริหารจัดการ เนื่องจากสภาพสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าในอดีต ประการต่อมาคือจะต้องสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ เพราะระบบการเลือกตั้งทำให้เกิดการแบ่งพวก การรวมกลุ่มกันทำงานจึงเกิดความขัดแย้ง ดังนั้นจะต้องสามารถหาทางปรองดองกันได้ และประการสุดท้ายจะต้องปรับค่านิยม วัฒนธรรมความคิดที่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ควรปรับให้แบบเก่ากับแบบใหม่มาเสริมกัน

     ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวถึงกรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า พื้นที่นี้มีการใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำร้ายถึงชีวิต ทำลายทรัพย์สิน ซึ่งหากมีการพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองให้เข้มแข็งก็จะลดความรุนแรงลงได้ แต่เนื่องจากมีการใช้ความรุนแรงกันมากจนภาครัฐไม่ไว้ใจในการพัฒนาความเข้มแข็งของภาคพลเมือง ดังนั้นจึงควรทำให้เกิดความไว้วางใจ มีความสมานฉันท์ เคารพในความแตกต่างท่ามกลางความหลากหลาย

     นอกจากนี้ ศ.ดร.สุจิต กล่าวถึงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองว่า “จะไม่ขอตอบโต้ที่กล่าวหาว่าผมไม่เป็นกลาง ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนคิดกันได้ แต่สิ่งที่ผมคิดคือความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับมติของฝ่ายการเมือง และจะไม่ให้งานนี้มากระทบกับสภาพัฒนาการเมือง”.

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter