เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 คณะประสานงานองค์กรชุมชน (คปอ.) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. เปิดประชุมแนวทางสร้างความร่วมมือในการหนุนเสริมงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ณ ห้องประชุมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือ และหนุนเสริมการทำงานระหว่าง คปอ.กับ พอช.ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในทุกๆ ด้าน โดยมีคณะประสานงาน คปอ. คณะผู้บริหาร พอช. และเจ้าหน้าที่ พอช. เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประมาณ 50 คน
นายสมชาติ ภาระสุวรรณผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า คปอ.เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเครือข่ายองค์กรชุมชน โดยมีหลักคิดสำคัญ เพื่อสร้างความเป็นอิสระของขบวนองค์กรชุมชน ที่ไม่ใช่ขบวนขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่มีบทบาทหน้าที่เป็นของตนเอง และมีบทบาทที่จะหนุนเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีแนวทางการดำเนินงานสำคัญ เป็นขบวนกลางในการประสานเชื่อมโยง ในการส่งเสริมการพัฒนา สนับสนุนให้ขบวนองค์กรชุมชนสามารถบริหารจัดการงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้
นายพรมมา สุวรรณศรี ประธานร่วมคณะประสานงานองค์กรชุมชน กล่าวว่า การสร้างชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเอง จำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาที่ฐานรากให้มั่นคงแข็งแรงเป็นลำดับแรก การเคลื่อนตัวของขบวนองค์กรชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง แม้การดำเนินงานที่ผ่านมา ขบวนองค์กรชุมชนมีการเรียนรู้แบบเรียนถูกเรียนผิด “รู้เท่าแต่ไม่ทันบ้าง หรือรู้ทันแต่ต้านไม่ไหวบ้าง” ซึ่งถือว่าเป็นบทพิสูจน์การทำงานพัฒนาอย่างต่อเนื่องของขบวนองค์กรชุมชน และในอนาคตขบวนองค์กรชุมชนต้องเป็นฐานรากของสังคม ที่มีความมั่นคงและเป็นพลังเคลื่อนไหวทางสังคมของชุมชน
ขบวนการพัฒนาองค์กรชุมชนจึงเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการที่จะทำให้วิสัยทัศน์ พันธกิจ ของการพัฒนาภาคประชาชนได้บรรลุผล ภายใต้การบริหารประเทศที่ไม่เท่าเทียมในสังคม
นายเจษฎา มิ่งสมร เลขานุการคณะประสานงานองค์กรชุมชน กล่าวเสริมว่า การพัฒนาการความเป็นมา และสาระสำคัญของ คปอ. มีฐานที่มาจากการที่คณะกรรมการ พอช. จัดตั้งกลไกคณะอนุกรรมการประสานงานพัฒนาองค์กรชุมชน (คณะอนุฯ 25 คน) ตั้งแต่ปี 2543 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และได้มีการปรับเปลี่ยนจำนวนและองค์ประกอบของกลไกคณะอนุกรรมการฯ จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 ได้มีการจัดงานสมัชชาองค์กรชุมชน และได้เกิดการปรับเปลี่ยนกลไกเป็น คปอ.
“เรามีการหารือกันหลายรอบจนเกิดเป็นข้อตกลงและร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ร่วมกัน ดังนี้ “ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเอง อยู่เย็นเป็นสุข และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีพันธกิจใน 9 ด้าน คือ 1. สนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ 2. สนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ คน กลไกและผู้ปฏิบัติงานพื้นที่ 3. ประสานงานกับหน่วยงาน ภาคีและอื่นๆทุกระดับ 4. สนับสนุนส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงและพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ 5. สนับสนุนการพัฒนาการบริหารจัดการขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ 6. สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบสื่อสารชุมชน 7. สนับสนุนการพัฒนาระบบการติดตามประเมินผลและตัวชี้วัดชุมชน 8. ส่งเสริมสนับสนุนการเมืองภาคพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย 9. ส่งเสริมสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักในการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นและมียุทธศาสตร์รองใน 9 ด้าน มีแผนยุทธศาสตร์สำคัญการขับเคลื่อนใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1. การประสานเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชนทุกระดับ 2. การพัฒนาศักยภาพ/สวัสดิการผู้นำ 3. การประสานงานเชื่อมโยงนโยบาย และ 4. สนับสนุนส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง
เพื่อให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ ตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ นำมาสู่การกำหนดยุทธศาสตร์หลักในการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นแกนหลักและใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการพัฒนา” นายเจษฎา กล่าวในที่สุด
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า จากสถานการณ์ชุมชนภิวัฒน์ ในการพัฒนาประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ และวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในแต่ละภาค โดยเฉพาะการจัดการลุ่มน้ำ เกษตร ที่ดิน ภัยพิบัติหมอกควัน น้ำท่วม ภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี หรือแม้กระทั่งปัญหาด้านสังคม และวัฒนธรรม ฯลฯ
จากสถานการณ์ดังกล่าวทางออกของปัญหา จำเป็นอย่างยิ่งที่ คปอ.จะต้องมีการวิเคราะห์ทั้งระบบพื้นที่ เชิงภูมินิเวศ “จากภูเขา สู่ ทะเล” และเชิงนโยบาย เชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นกับโครงสร้างนโยบาย ผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีทิศทาง โดยมีแนวทางการทำงานที่ต้องกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน วิธีการ โดยการเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมกำหนดตัวชี้วัด ผลลัพธ์ ผลกระทบ ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ




