เชียงใหม่/องค์กรชุมชนทั่วเชียงใหม่ผนึกกำลังองค์กรภาคี-หน่วยงานภาครัฐ ระดมสมองถอดบทเรียนการพัฒนาในท้องถิ่น พบการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากชุมชนฐานราก
เมื่อวันที่ 26-28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรและและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายหน่วยงานวิจัย ชุมชนเมืองและกองทุนสวัสดิการชุมชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ องค์กรเอกชน ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กว่า 700 คน เข้าร่วมการประชุมในหัวข้อ “สมัชชาองค์กรชุมชนเชียงใหม่ ร่วมสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อม รักษาสมดุลการพัฒนา 2552” ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จ.เชียงใหม่
นายภุชงค์ อินสมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวนำว่า เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่กว้างขวางปัจจุบันมี 24 อำเภอ มีการรวมตัวของประชาชนหลายเครือข่าย แต่ยังไม่ได้มาร่วมคิดร่วมทำ ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือการร่วมแรงร่วมใจกัน และสานต่อไปข้างหน้าเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นของชาวเชียงใหม่ และเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม
นายภุชงค์ กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้ราชการกับภาคประชาชนต้องทำงานร่วมกัน ตามกฎหมายเน้นย้ำ การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อจัดการทรัพยากรให้ประสบผลสำเร็จโดยคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง สิ่งที่ราชการทำงานจะสำเร็จต้องได้รับความร่วมมือกับชาวบ้าน”
นายอนันต์ ดวงแก้วเรือน ตัวแทนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีกลุ่มเกษตรกรมีการลุกขึ้นจัดการและเรียกร้องสิทธิของชุมชน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายธรรมชาติ แต่ในรอบ 10 นี้มีการพิสูจน์ว่าชาวบ้านรักษาทรัพยากรได้ การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและชุมชนจึงน่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มคนชายขอบ
“10 ปีที่ผ่านคำตอบบอกว่าอยู่ที่รัฐสภา แต่ปัจจุบันคำตอบอยู่ที่ชุมชน อยู่กับหน่วยงานรัฐท้องถิ่นที่ตั้งใจทำงาน ซึ่งต้องละทิ้งความเป็นราชการออก แล้วทำงานในนามคนเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหา ดิน น้ำ ป่า ทรัพยากรร่วมกัน เพราะความยิ่งใหญ่คือความสามัคคี” นายอนันต์ กล่าวเสริม
ทั้งนี้การสัมมนามีการพูดคุยแลกเปลี่ยน นำเสนอประสบการณ์ของรูปธรรมในการจัดการที่ดิน การจัดการป่า การจัดการลุ่มน้ำ การจัดการไฟป่า การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ การสร้างระบบสวัสดิการชุมชน องค์กรการเงิน บ้านมั่นคง วิสาหกิจชุมชน รวมทั้งประเด็นไฟป่าหมอกควัน เกษตรอินทรีย์ และการท่องเที่ยว โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและข้อเสนอต่อทิศทางของขบวนองค์กรชุมชน อาทิ
หัวข้อ”ระบบสวัสดิการชุมชน องค์กรการเงิน บ้านมั่งคง วิสาหกิจชุมชน ขบวนองค์กรชุมชนเมือง” นายประทีป บุญมั่น ตัวแทนขบวนองค์กรชุมชนเมือง จ.เชียงใหม่ เสนอว่า ควรพัฒนาองค์ความรู้การจัดการสวัสดิการที่หลายหลาย เช่น กองทุนจัดการไฟป่า กองทุนเพื่อที่อยู่อาศัย กองทุนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กองทุนจัดการป่า ฯลฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อการขยายผลเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงการจัดสวัสดิการที่หลากหลายรูปแบบระหว่างคนชุมชนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ นำไปสู่การพัฒนาเป็นแผนของชุมชน พร้อมทั้งเกิดการรวมกลุ่มองค์กรที่มีอยู่ในชุมชนเพื่อพัฒนาระบบกองทุนภายในชุมชน และจัดให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหนุนเสริมและเข้าถึงพื้นที่ เช่น หน่วยงานที่สนับสนุนงบ หน่วยงานสนับสนุนความรู้ หน่วยงานที่ส่งเสริมพัฒนา พัฒนาระบบการเชื่อมโยงโดยจัดให้มีกลไกระหว่างชุมชนเมืองและชนบท
นายโอฬาร อ๋องฬะ เครือข่ายอบต.เพื่อประชาชน กล่าวถึงหัวข้อ “บทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการสร้างพลังท้องถิ่น” เสนอให้อปท.สร้างการมีส่วนร่วม พัฒนาบทบาทเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนด้านกฎหมาย เชื่อมประสานเครือข่าย สภาองค์กรชุมชน ให้เกิดเวทีการพูดคุย และมีบทบาทในการหนุนเสริมและช่วยเหลือด้านข้อมูล สำหรับกลไกระดับจังหวัดเสนอให้มีการเชื่อมโยงกลไกระหว่างท้องถิ่นกับยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด หรือเกิดโครงสร้างระดับจังหวัด เป็นต้น
นายสุนทร เชียงแก้ว ตัวแทนองค์กรชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำฝางและลุ่มน้ำปิงตอนบน สรุปว่า สิ่งที่องค์กรชุมชนทำดีแล้ว หรือมีอยู่แล้ว ต้องดำเนินการต่อ เช่น การจัดการไฟป่า การจัดการที่ดิน การจัดการป่า การจัดการน้ำ การฟื้นฟูวัฒนธรรม โดยดึงอบต.เข้ามาสนับสนุน และเสนอเป็นข้อบัญญัติตำบล รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มองค์กร เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มเกษตร กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ ส่วนสิ่งที่ต้องต่อยอด คือ การสร้างกลไก เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างลุ่มน้ำ และระดับจังหวัด มีการวางเป้าหมายร่วมกันทุกฝ่าย ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชน ควรเข้ามาหนุนเสริมหรือสนับสนุนงบประมาณ ตามกิจกรรมที่ชุมชนตั้งเป้าหมายไว้
ด้านดร.สิทธิณัฐ ประพุทธนิติสาร คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตว่า วิธีคิดการทำงาน บทบาทของราชการ ยังยึดติดกับตัวกฎหมายซึ่งตีความกว้าง ปัญหาในระดับพื้นที่จึงจัดการไม่ได้ ทางออกคือต้องสร้างองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางอาชีพ โดยทิศทางการพัฒนาของแต่ละพื้นที่ต้องพิจารณาถึงมีความแตกต่างกันตามลักษณะที่ตั้ง ชาติพันธุ์ กลุ่มคน การเผชิญกับปัญหาของขบวนชาวบ้าน นอกจากนี้การสนับสนุนงบของรัฐ เช่น กองทุนหมู่บ้าน มีลักษณะไม่ต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องมีหน่วยงานเข้ามาช่วย เช่น อบต. พัฒนากร หมอ ศูนย์เรียนรู้ ซึ่งพบว่ามีหมู่บ้านในลักษณะนี้ซึ่งต้องรอความช่วยเหลือจากข้างนอกประมาณร้อยละ 80
“อย่างไรก็ตามพบว่าหมู่บ้านที่ลุกขึ้นมาช่วยเหลือตัวเองโดยไม่ต้องรอ จะมีแกนนำเป็นตัวหลักในการประสานให้มีเวทีพูดคุย ชวนคิด และประสานคนภายนอกร่วมคิดร่วมวางแผน เช่น ต.น้ำเกี๋ยน เริ่มจากเรื่องปากท้องแล้วโยงไปยังเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เกษตร การลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้เกิดงานที่ช่วยชาวบ้านที่ขยายวงไปในทุกเรื่อง และขยายทำทุกหมู่บ้านในตำบล เมื่อมีกรณีติดขัดเรื่องกฎหมายจะมี อบต.เข้าไปหนุนช่วย ฉะนั้นหัวใจสำคัญการพัฒนา คือ เรื่องปากท้อง การใช้เวทีพูดคุยที่ต่อเนื่อง ส่วนการหนุนช่วยของคนภายนอก เช่น งบประมาณ วิชาการ ความรู้ เป็นต้นจะเป็นเรื่องรอง” คณบดีคณะสังคมศาสตร์ มช. กล่าว
นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เปลี่ยนจากศูนย์กลางมาสู่จังหวัดและท้องถิ่น โดยจุดมุ่งหมายการพัฒนาอยู่ที่ความต่อเนื่องและยั่งยืน การเมืองที่แท้จริงจำเป็นที่ชุมชนท้องถิ่น ภูมินิเวศ การปกครองระดับจังหวัดต้องมาแทน เป็นลักษณะการเมืองทางตรง สิ่งที่ขบวนองค์กรชุมชนทำอยู่จึงเป็นการเสนอการเมืองใหม่ภาคพลเมือง นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพราะการเมืองใหม่จะเกิดได้ต่อเมื่อชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ตื่นตัวและจัดการตนเอง
“แม้การขึ้นขบวนจะมีปัญหาการเคลื่อนทั้งโครงสร้าง ชื่อ ระบบการเชื่อมโยง กระทั่งการติดโครงสร้างและระเบียบของภาครัฐ ภาคการเมือง แต่ทำอย่างไรที่ภาคประชาชนจะเป็นพื้นที่เปิด ไม่จำกัดวงเฉพาะประเด็นทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า แต่รวมถึงระบบชีวิต เช่น สวัสดิการ องค์กรการเงิน จึงจะมีพลังในการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเครือข่ายองค์กรชุมชนจึงควรเป็นเครือข่ายที่เปิดภายใต้โครงสร้างแบบหลอมรวม การกำหนดระเบียบต้องมารับใช้ขบวนชาวบ้าน ทำให้คนเข้าถึงได้ง่าย หนุนขบวนให้เข้มแข็ง”
“ท้องถิ่นต้องลุกขึ้นมาจัดการตนเอง เพราะโอกาสที่ชุมชนจะขับเคลื่อนมีมาก เช่น มี พรบ.สภาองค์กรชุมชน 2551 พรบ.สภาพัฒนาการเมือง 2551 เป็นส่วนหนุนเสริม รวมถึง พรฏ.บูรณาการจังหวัด ซึ่งให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการงบประมาณจังหวัดได้ โดยจัดตั้งกลไกมาจากระดับพื้นที่ ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2553 นอกจากนั้นยังมีนโยบายที่เข้ามาหนุนเสริมขบวนชุมชน เช่น ชุดคณะกรรมกรแก้ไขที่อยู่อาศัยและที่ดิน ที่จะจัดตั้งในระดับจังหวัด คณะกรรมการปฏิรูประบบเกษตร โครงการการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ขณะที่ปัญหาสำคัญของขบวนชุมชน อยู่ที่ความพร้อม ดังนั้นชุมชนต้องคิดนอกกรอบ คิดการเมืองใหม่ โดยท้องถิ่นจัดการตนเอง” ผช.ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวย้ำ.




