ความยั่งยืนของเมือง การจะพัฒนาเมืองให้ยั่งยืนได้นั้นต้องทำให้เมืองไร้สลัม(Cities without Slums) ซึ่งจะเป็นไปได้จริงหรือไม่นั้น ตัวแทนจาก AffordableHousing Institute (สถาบันที่อยู่อาศัยแบบพอเพียง) ได้สรุปไว้น่าฟังในรายการWorld Debate เรื่องปัญหาที่อยู่อาศัย ออกอากาศทางช่อง BBC news เมื่อวันเสาร์ที่ 1สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมาไว้ว่า เป็นไปได้ด้วยสองเหตุผล คือ 1)เมื่อสลัมทั้งหมดนั้นโดนภัยพิบัติทำลายไป หรือ 2)โดยปรับปรุงให้สลัมกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมือง
น่ายินดีที่เรามีตัวแทนคนไทย คือ คุณสมสุข บุญญะบัญชา ร่วมถกเถียงในรายการ ร่วมกับผู้อำนวยการ UNHabitat (องค์กรด้านการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ) และผู้มีประสบการณ์จากหลายทวีป การปรับปรุงชุมชนสลัมให้เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกับชุมชนทั่วไปของเมือง จึงเป็นทางออกที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับเมือง
ดังที่กล่าวในตอนที่แล้วว่ากระบวนการเป็นเมืองและความหนาแน่นแออัดนั้น เกิดขึ้นทั้งจาก 1)อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรตามปรกติ และที่มีผลมากกว่าคือ 2)การอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมือง ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือมีแรงงานส่วนเกินจากภาคชนบท ที่จำเป็นต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาแสวงหางานทำ ทั้งในภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจการค้าและการบริการ ดังนั้นในการวางผังเมือง การจัดทำผังเฉพาะเพื่อการพัฒนาเมือง ตลอดจนการวางผังแม่บทและออกกฎระเบียบควบคุมและส่งเสริมการออกแบบชุมชนเมือง ที่เรียกว่า Urban Design นั้น จึงจำเป็นต้องมีนโยบาย มาตรการและแนวทาง ที่จะปรับปรุงและฟื้นฟูชุมชนแออัดให้กลายเป็นชุมชนปรกติ ที่สามารถจะอยู่ร่วมกับเมืองได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี เสมือนคนอื่นๆ ในเมือง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการฟื้นฟูชุมชนแออัด ต้องถูกเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและกายภาพ ที่สำคัญคือเป็นการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของคน หากคนไม่มั่นคงเมืองจะมั่นคงได้อย่างไร หากเมืองไม่มั่นคงประเทศไทยมั่นคงได้หรือไม่
ถึงตรงนี้หลายๆคนคงนึกถึงโครงการบ้านมั่นคง ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน (พอช.) ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระบวนการนั้นก็คือส่วนหนึ่งของเมืองไร้สลัม และที่สำคัญเป็นสิ่งที่เข้าใจในความจำเป็นและปรัชญาพื้นฐานของเมืองที่ดีและยั่งยืนคือ สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย (Housing Rights) เป็นของคนทุกคน
แหล่งเงินทุนในการฟื้นฟูสลัม ผู้อำนวยการ UN Habitat ได้กล่าวว่าที่ผ่านมาเราเดินทางผิด โดยคิดว่าแหล่งเงินทุนจากสหประชาชาติ หรือจากการบริจาคจากภายนอกประเทศจะแก้ปัญหาสลัมในประเทศกำลังพัฒนาได้ แต่แท้ที่จริงนั้นจากแนวโน้มที่ผ่านมาเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญคือการแก้ปัญหาชุมชนแออัด จะเป็นการสร้างความมั่งคงทางเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศเอง ดังนั้นรัฐบาลแต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้เอง ตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนในรายการได้เสนอตัวอย่างว่าที่ประเทศเม็กซิโก มีการลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยในปริมาณมากๆ แม้เอกชนพยายามระบุว่าสำเร็จในแง่การลงทุน ก่อสร้าง ซื้อขายและทำให้คนมีบ้านได้จำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามพบว่า 1)คนที่สามารถซื้อบ้านเอกชนได้นั้นไม่ใช่กลุ่มคนจนมากหรือคนในสลัม 2)ยังมีคนจนอีกจำนวนมหาศาลที่เข้าไม่ถึงระบบการกู้เงิน 3)การลงทุนของเอกชนทำให้ราคาขายของบ้านจำเป็นต้องบวกค่าดำเนินการและกำไร และ 4)การก่อสร้างบ้านแบบกล่องจำนวนมหาศาลนั้น ได้กลายเป็นชุมชนเอกเทศที่แปลกแยกและไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ดีของเมือง หลายคนอาจนึกถึงโครงการบ้านเอื้ออาทร ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อด้อยคล้ายที่ถกเถียงกัน (ต่างก็แต่ประเทศไทยมีประเด็นหัวคิวการเมืองเพิ่มเติม) ตัวแทนจากสถาบันที่อยู่อาศัยแบบพอเพียงนั้น กล่าวว่าสำหรับการแก้ปัญหาสลัมรัฐบาลจะต้องลงทุนประมาณ 2% ของงบประมาณ เช่น หากรัฐบาลไทยตั้งงบประมาณที่ 1 ล้านล้านบาท ในแต่ละปีก็จะต้องลงทุนฟื้นฟูสลัมทั่วประเทศ 2 หมื่นล้านบาทสอดคล้องกับที่คุณสมสุขอธิบายว่าเงินนั้นมีแต่ยังใช้ไม่ถูกที่ ที่สำคัญการฟื้นฟูชุมชนให้เป็นชุมชนน่าอยู่นั้น จะต้องเป็นเรื่องของทั้งเมืองและของคนจนเอง ซึ่งมีศักยภาพในการปรับปรุงชุมชนตนเองเพียงแต่ขาดโอกาสและแหล่งเงินกู้
โครงการบ้านมั่นคงจึงดำเนินการด้วยหลักการที่ว่า "มีการออมเงินจึงมีบ้าน" โดยใช้กลุ่มออมทรัพย์เป็นผู้กู้เงิน จากแหล่งเงินทุนที่รัฐบาลไทยกำหนดให้ช่วยเหลือ ได้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์และธนาคารออมสิน โดยมี พอช. เป็นผู้ค้ำประกันและจัดการเงินกองทุนพัฒนาองค์กรชุมชน ที่จะสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การถมดิน การสร้างถนนในชุมชน นั่นคือความพยายามของรัฐบาลพร้อมทั้งคนจนเองในการแก้ปัญหาสลัม
พลิกชุมชนแออัดเป็นเมืองน่าอยู่ ด้วยพลังบริษัทจิตอาสา (CSR) กระแสของบริษัทจิตอาสา หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) กำลังเป็นที่นิยม แต่จะนำมาเป็นแหล่งเงินทุนฟื้นฟูชุมชนแออัดได้นั้น ต้องให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อบริษัท เช่น 1) มาตรการลดภาษีให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สนับสนุนเงินทุนฟื้นฟูชุมชน นอกจากบริษัทจะได้รับการตอบแทนจากรัฐโดยการยกเว้นหรือลดภาษีแล้ว ยังสามารถเพิ่มทั้งภาพพจน์และสภาพแวดล้อมเมืองที่น่าอยู่ให้กับโครงการได้ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและ Brand ให้กับโครงการ 2) มาตรการคิดค่าลงทุนฟื้นฟูชุมชน ผนวกในการเฉลี่ยค่าการลงทุนและจัดเก็บคืนจากเจ้าของที่ดิน ตามอัตราส่วนมูลค่าทรัพย์สินที่สูงขึ้นจากโครงการฟื้นฟูเมือง สำหรับการลงทุนฟื้นฟูเมืองรอบศูนย์คมนาคม การลงทุนจัดรูปพัฒนาที่ดินต่างๆ ที่จะทำให้ที่ดินราคาสูงขึ้นควรเพิ่มโอกาสการฟื้นฟูชุมชนแออัดไปด้วย เช่น ผังแม่บทพัฒนาย่านพาณิชยกรรมศูนย์กลางรอง รอบศูนย์คมนาคมพหลโยธิน (Bangkok CBD-2) เจ้าของที่ดินรายย่อยที่รวมแปลงที่ดินด้วยมาตรการฟื้นฟูเมืองและวิธีการจัดรูปที่ดิน จะได้สิทธิประโยชน์จากราคาที่ดินที่สูงขึ้น และยังสามารถสร้างอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่ได้ หากชุมชนแออัดจะต้องถูกฟื้นฟูหรือย้ายออกไปตั้งในที่ดินใหม่ ควรได้รับการสนับสนุนค่าลงทุนฟื้นฟูหรือย้ายออกจากค่าการลงทุนของโครงการ เป็นต้น เมื่อทุกคนเข้าใจสิทธิการอยู่อาศัยร่วมกันและได้รับประโยชน์ร่วมกัน เมืองย่อม"ไร้สลัม"
จากคอลัมน์ คิดใหม่ไทยเปลี่ยน โดย ดร.ณพงศ์ นพเกตุ
หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 2552




