playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

     กรุงเทพฯ: คณะประสานองค์กรชุมชนภาคกรุงเทพมหานครปริมณฑลและตะวันออกร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงานสมัชชาสรุปผลการแก้ปัญหาภาคประชาชน พร้อมยกระดับการพัฒนาที่เน้นพื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลัก

     เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ คณะประสานองค์กรชุมชนภาคกรุงเทพมหานครปริมณฑลและตะวันออก ๑๒ จังหวัด ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดงาน “รวมใจ สร้างพลัง สมัชชาองค์กรชุมชนภาคกรุงเทพมหานครปริมณฑลและตะวันออก” ขึ้น ณ หอประชุมพิฆเนศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เขตบางเขน กรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนองค์กรชุมชนจากพื้นที่ ๑๒ จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคีพัฒนา เข้าร่วมงานครั้งนี้ประมาณ ๗oo คน

     ภายหลังเปิดงานโดย นางศิริวรรณ บุตราช กรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่ประชุมได้เชิญ นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช. บรรยายพิเศษในประเด็น “รากเหง้า หลักคิด และกระบวนการทำงานขององค์กรชุมชน” ซึ่งนางสาวสมสุข กล่าวว่า ขบวนองค์กรชุมชนของเราเดินมาไกลมากแล้ว เห็นได้จากจุดเดิมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาหนุนเสริมและร่วมเรียนรู้กับพี่น้อง จนสามารถต่อเติมจุดอ่อน จุดแข็ง แต่เมื่อมองดูอย่างลึกซึ้งแล้วขบวนองค์กรชุมชนมีวัฒนธรรมเรื่องระบบคิดที่หลากหลายที่จะให้ชุมชนของตนเองอยู่ดีมีสุข

     นางสาวสมสุข กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันคือการปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรทรัพยากรและการแก้ปัญหาที่ดินให้เกิดความเป็นธรรม  และการปรับระบบการบริหารภาครัฐทั้งหมด ยังมีระบบราชการ และหน่วยงานอื่นๆ อีกมาก เพื่อนำไปสู่โครงสร้างความสัมพันธ์กับภาคชุมชน ภาคสังคม ภาคเอกชน และอื่นๆ ในแบบที่เหมาะสม แต่เรื่องดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีองค์ความรู้มาประกอบ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยขึ้นมา แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นจะออกมาอย่างไร ข้อเสนอนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในตัวมันเอง

     เห็นได้จากในช่วง ๘ ปีที่ผ่านมา องค์กรชุมชนมีความรู้มากขึ้น ทั้งด้านการจัดการทรัพยากร เกษตรกรรม ที่ดิน ที่อยู่อาศัย การดูแลกันและกันตามรูปแบบกองทุนสวัสดิการชุมชน ยกระดับเป็นสภาองค์กรชุมชน ทั้งหมดเรียกว่าเป็นทรัพย์ทางปัญญา ที่เกิดจากความเชื่อถือและสามารถรักษาทรัพย์เอาไว้ได้ การรวมตัวเป็นเครือข่ายนับว่าเป็นยาวิเศษที่จะยับยั้งความยากจน ที่เกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเป็นเจ้าของ การนำความคิดของทุกคนในชุมชนมาเป็นพลังร่วม หล่อหลอมรวมกันนำไปสู่การก้าวเดินไปข้างหน้า จนก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ สามารถสร้างวาระการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

     หากเป็นความคิดของคนเพียงไม่กี่คนไม่มีทางประสบผลสำเร็จได้ การมาร่วมกันลองผิดลองถูกจนสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นขบวนการ เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน ที่เกิดจากความคิดของชาวบ้านที่เริ่มจากพลังกลุ่มคนเล็กๆ ในชุมชนเป็นเจ้าของ ปัจจุบันกลายเป็นกองทุนที่ได้ช่วยเหลือกันอย่างครบวงจรตั้งแต่เกิดจนตายและครอบคลุมคนทุกประเภท และยังสามารถนำเงินทุนก้อนเล็กๆ ไปต่อยอดทุนของรัฐบาลสามารถช่วยเหลือครอบคลุมคนทั้งประเทศ

     นางสาวสมสุข กล่าวต่อไปว่า ขบวนองค์กรชุมชนทุกวันนี้ใหญ่มากพอสมควร ถึงเวลาแล้วที่ขบวนองค์กรชุมชนจำเป็นต้องเป็นพลังหลักของการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องทำอย่างรอบครอบ และชุมชนไม่จำเป็นต้องไปลอกเลียนแบบใครการสร้างพลัง สร้างระบบ การเมืองขั้นพื้นฐานที่ทุกชุมชนต้องมี เพราะจะนำไปสู่การเปลี่ยนสังคมฐานรากที่เป็นแนวราบ ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ และเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม การบริหารชุมชนของเราต้องมองทุกคนเข้ามาบริหารชุมชน เป็นการสร้างวาระการพัฒนาแบบฉบับของประชาชน

     ในช่วงบ่าย มีการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของหน่วยงานภาคีพัฒนาต่อการขับเคลื่อนงานของขบวนองค์กรชุมชน ที่เน้นพื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลักในการพัฒนา” มีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายกฤษดา สมประสงค์ หัวหน้าฝ่ายการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการมีส่วนร่วมกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ต.อ.ดร. ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี นายบรรลือ สุกใส หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพชุมชน สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวัสดิ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยมีนายธีรพงศ์ พร้อมพอชื่นบุญ ผู้จัดการสำนักงานปฎิบัติการภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก เป็นผู้ดำเนินรายการ

     นายกฤษดา สมประสงค์ กล่าวว่า การที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานอย่างต่อเนื่องกับขบวนองค์กรชุมชนเรามีความเห็นร่วมกันเพื่อการบริหารงานให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน คือ ๑. การส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคี ๒. การบริหารงานการจัดการที่ดี ๓. การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ๔. น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งหมดเป็นการหนุนเสริมโดยเน้นการจัดทำแผนชุมชนร่วมกันกับชุมชน เป็นความร่วมมือจนผลักดันสู่ยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ภายใต้การพึ่งพาตนเองได้และทำแล้วเกิดประโยชน์กับชุมชน

     ส่วนแนวทางการอุดหนุนงบประมาณการสนับสนุน ยังมีการปรับปรุงเพื่อกำหนดแนวทาง มีทิศทางการสนับสนุนโดยได้จัดทำยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วม คือ ๑. เมื่อชุมชนเข้มแข็งแล้วภาครัฐต้องถอยออกมาเพื่อจะทำให้ท้องถิ่นมีอิสระในการทำงาน ๒. การทำงานในพื้นที่ต้องรู้เขารู้เรา เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ ท้องถิ่นได้รับความนิยม

     พ.ต.อ.ดร. ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า การทำงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีได้ทำแบบครอบคลุมครบทั้ง ๘ ประเด็นที่องค์กรชุมชนได้ตั้งขึ้นมาและเข้ามาช่วยสนับสนุนในทุกๆ เรื่องเพราะเชื่อว่าการแก้ปัญหาจะถูกจุดมากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักการทำงานต้องมีการอดทน โดยเอาชุมชนเป็นที่ตั้ง และมองการเชื่อมโยงระหว่างภาคประชาชนกับรัฐอย่างแท้จริง

     นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ทิศทางหลักการทำงานของ พอช. คือประสานความเชื่อมโยงให้ประชาชนได้เข้ามาคุยกันทำงานร่วมกันโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ทำแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล เมือง จังหวัด คือให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

  

คำประกาศเจตนารมณ์ องค์กรชุมชนภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก

     การพัฒนาประเทศไทยที่มาถึงปัจจุบันมีความขัดแย้ง  มีการแข่งขันกันเป็นส่วนใหญ่ มีการพัฒนาที่มุ่งแสวงหาอำนาจเงินตราและเพื่อพวกพ้อง  เราพี่น้ององค์กรชุมชนภาคกรุงเทพฯปริมณฑลและตะวันออก  ต้องอยู่กับการพัฒนาดิน  น้ำ  ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมถึงแหล่งอาหาร


      จากจุดยืนที่มั่นคงและตั้งมั่นมานานนับหลายปี  ที่เราองค์กรชุมชนภาคกรุงเทพฯปริมณฑลและตะวันออก  ได้พยายามร่วมไม้ร่วมมือเชื่อมโยงทั้งคนจนเมืองและชนบท  เพื่อให้มีพลังในการแก้ไขปัญหาทั้งๆที่เรารู้ดีว่าการแก้ไขปัญหาต้องอาศัยคนหลายฝ่ายร่วมกันแก้ไข แต่พวกเราได้รับการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาเพียงแค่การบรรเทาโรค ทั้งๆที่โรคร้ายกำลังรุมเร้าอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ  คนไทยขายที่ให้ต่างชาติ  อาหารเป็นพิษ  ผู้คนเป็นทาสนักการเมือง ลูกหลานนิยมวัฒนธรรมต่างชาติ  คนจนไร้ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินแล้วใครเล่า จะเป็นผู้เข้ามาช่วยเรา นอกเสียจากพวกเราจะต้องช่วยกันเองในเบื้องต้น  ดังนั้นพวกเราชาวองค์กรชุมชนในนามคณะประสานงานองค์กรชุมชน ขอให้คำปฏิญาณว่า


      ๑. เราจะรวมพลังพี่น้องชาวองค์กรชุมชนทั้งภาคเมืองและชนบท ในการต่อสู้ในความทุกข์ยาก ความยากจน ในการเชื่อมโยงทั้งการคิด การช่วยกันทำ และการตัดสินใจร่วมกันและพร้อมที่จะสร้างผู้นำคนรุ่นใหม่ ชาวชุมชนทั้งหมด ทั้งพื้นที่ ได้เข้ามาเป็นเจ้าของการพัฒนาชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัจจุบัน ในอนาคต เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


      ๒. เราจะยึดมั่นการพัฒนาชุมชนตามแนวทางพึ่งพาตนเอง       อย่างยั่งยืน โดยการพลิกฟื้นวิถีชีวิตชุมชนด้วยการรักษาดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า สิ่งแวดล้อม และไม่ให้ผืนแผ่นดินไทย ต้องไปเป็นของคนต่างชาติ


      ๓. เราจะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยใช้หลักการที่ว่า การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ในรูปแบบที่ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยจะรักษาไว้ให้จนถึงลูกหลานตลอดไป


      ๔. เราองค์กรชุมชน จะพัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง บนพื้นฐานของการบริหารจัดการที่ดี มีธรรมาภิบาล เป็นที่ยอมรับขององค์กรทั่วไปและสาธารณชนอย่างมีศักดิ์ศรี


      ๕. เราพร้อมจะร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นท้องที่ นักพัฒนา เพื่อชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาประเทศ และชุมชนแบบยั่งยืน ในหลักการที่ว่าใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ชุมชนเป็นแกนหลัก โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญ


      ต่อจากนี้เราหวังว่าการพัฒนาที่เต็มรูปแบบในลักษณะของภาคีความร่วมมือ ที่เข้ามาเห็นความสำคัญและความมุ่งมั่นของขบวนองค์กรชุมชนภาคกรุงเทพปริมณฑลและตะวันออกอย่างแท้จริง  โดยเข้ามาสนับสนุนดังต่อไป      

  
      ๑. สนับสนุนแผนการพัฒนาองค์กรชุมชนให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี เชื่อมโยงเป็นองค์กร เป็นชุมชนเครือข่ายที่เข้มแข็ง ในทุกเรื่อง      ทุกงานประเด็น โดยบรรจุไว้ที่แผนระดับ อบต.  เทศบาล  เขต  และจังหวัด


      ๒. สนับสนุนให้มีนโยบายการปฏิรูปที่ดิน ให้กับประชาชนคนจน ให้มีที่อยู่อาศัยที่และดินทำกิน โดยการจัดการแบบเป็นเจ้าของร่วมกันของชุมชน


     ๓. สนับสนุนให้มีการพัฒนาประเทศทางด้านสังคม เศรษฐกิจ    การเมืองโดยให้คำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแหล่งอาหารให้ยังคงอยู่ มีความปลอดภัย        ไร้สารเคมี ตลอดจนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์


      ๔. สนับสนุนให้เกิดสภาองค์กรชุมชน ในทุกพื้นที่ อบต. เทศบาล เขต ซึ่งเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยจากฐานของชุมชนอย่างแท้จริง ในทุกท้องที่ท้องถิ่น ทั้งภาคกรุงเทพฯปริมณฑลและตะวันออก ทั้ง 12 จังหวัด


      ๕. สนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาทางด้านระเบียบกฎหมาย         ที่ไม่เอื้อต่อขบวนองค์กรชุมชน ในการแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ


      ๖. สนับสนุนงบประมาณและกองทุน ในการพัฒนาองค์กรชุมชนโดยสามารถผ่านถึงองค์กรชุมชนโดยตรง ด้วยความไว้วางใจ


      ๗. รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบาย ที่ได้ประกาศต่อสาธารณะและต่อหน้าชาวชุมชนเมืองและชนบท เช่น การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และสวัสดิการ ฯลฯ โดยมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและจริงใจนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter