playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

      วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ สถาบันพัฒนาองค์กรุชมชน(องค์การมหาชน) จัดประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ ๒ โดยมีเครือข่ายองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงาน ผู้แทนในระดับจังหวัด ๗๖ จังหวัด ร่วมประชุมประมาณ ๒๒๗ คน ณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน บางกะปิ กรุงเทพฯ

เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว ให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ และกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาด้านต่างๆ และข้อเสนอแนวทางการแก้ไข เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามบทบาทภารกิจที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒  โดยมีนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานในพิธีเปิดครั้งนี้  

      นายแฉล้ม  ทรัพย์มูล ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ ๒ ว่า เป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมในครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ ม.ค. ๒๕๕๒ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดการประชุม และครั้งนั้นขบวนองค์กรชุมชนเองก็ได้ยื่นข้อเสนอการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ อาทิ การปฎิรูปที่ดินโดยชุมชน การแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน การคุ้มครองแหล่งผลิตอาหาร เป็นต้น รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อติดตามความคืบหน้า ซึ่งรัฐบาลได้นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาเป็นแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล

     ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล กล่าวว่า ภายหลังจาก
พ.ร.บ. ได้มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันรวมเป็นระยะเวลา ๑ ปี ๘ เดือน สามารถจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลได้จำนวน ๑,๕๖๘ ตำบล/เทศบาล ซึ่งมีอยู่รวม ๗,๙๗๖ ตำบล/เทศบาลทั่วประเทศ และคาดว่าขบวนองค์กรชุมชนจะร่วมมือกันในการส่งเสริมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในปี ๒๕๕๕ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพของสภาองค์กรชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ที่กฎหมายกำหนด

     นางทิพย์รัตน์  นพลดารมย์  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง สามารถร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยจากฐานรากและตามหลักธรรมาภิบาล เป็นกฎหมายรับรองให้เป็นเวทีปรึกษาหารือของชุมชน มีสถานะที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย โดย รมว. พม. เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ และ สถาบันฯ เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมการจัดตั้งและพัฒนากิจการสภาองค์กรชุมชนตำบล

     นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีผลประกาศใช้ พอช. ได้สนับสนุนให้เครือข่ายองค์กรชุมชนที่มีฐานการทำงานพัฒนาโดยชุมชนในด้านต่างๆ และสนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว สามารถดำเนินการตามบทบาทภารกิจตามที่ พ.ร.บ.บัญญัติไว้ เช่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการดำเนินงานด้านต่างๆ เช่น การอนุรักษ์ การฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน การประสานความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรชุมชนระดับตำบลด้วยกัน เพื่อประสานความร่วมมือ เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไข ตลอดจนให้ข้อคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชน สนับสนุนการศึกษา วิจัยเพื่อพัฒนางานสภาองค์กรชุมชน

     ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวต่อไปว่า พอช. ยังได้สนับสนุนการดำเนินงานของที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยสนับสนุนจัดให้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างสภาองค์กรชุมชนตำบล และงานพัฒนาด้านต่างๆ ของขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัด รวมทั้งการประสานจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด เพื่อให้แผนพัฒนาภาคชุมชนเข้าไปบรรจุในแผนพัฒนาของจังหวัด นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการจัดประชุมเพื่อคัดเลือกผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลไปเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดละ ๑ คน รวมถึงสนับสนุนการจัดการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อให้สภาองค์กรชุมชน เป็นเวทีเชื่อมโยงงานพัฒนาทุกด้านในชุมชนท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติ   

     นายอิสสระ  สมชัย รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นมิติใหม่ของขบวนการพัฒนาที่เกิดความเข้มแข็งทั้งในเชิงประมาณและเนื้อหา เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทั้ง ๗๖ จังหวัด จนเกิดความตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้น โดยรัฐได้ให้ความสำคัญต่อพลังการพัฒนาอันเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการสร้างชุมชน สร้างระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ครอบคลุมทุกเรื่องอย่างบูรณาการ ทั้งเรื่องการจัดการทรัพยากร สวัสดิการชุมชน ที่ดินทำกิน ชุมชนท้องถิ่นมีงานทำ มีรายได้ ตามระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง เป็นการกระจายอำนาจการพัฒนาสู่ท้องถิ่น กระทรวงฯ จึงมีความยินดีที่จะส่งเสริม สนับสนุน การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนให้ครบทุกตำบล

    ในที่ประชุมมีการเสนอกรณีตัวอย่างรูปธรรมของสภาองค์กรชุมชนตำบล  ได้แก่กรณีตัวอย่างของจังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรชุมชน ต.วังยาง จ.นครพนม สภาองค์กรชุมชน ต.บัวใหญ่ จ.น่าน สภาองค์กรชุมชน ต.บ้านเลือก จ.ราชบุรี และ สภาองค์กรชุมชน ต.น้ำพุ จ.สุราษฎร์ธานี 
   

    ในด้านผลการประชุมสำคัญ ซึ่งมติที่ประชุมได้รับรอง  คือแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2553 – 2555) ซึ่งประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ 8 แนวทาง รวมทั้งเห็นชอบแผนปฏิบัติการ ปี 2553 ซึ่งมีภารกิจสำคัญใน 8 ด้าน โดยมีข้อคิดเห็นให้เพิ่มแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของสภาองค์กรชุมชนตำบลในการพัฒนานโยบายสาธารณะ ดังนี้  

      ยุทธศาสตร์ที่ 1   สร้างความเข้มแข็งของ
สภาองค์กรชุมชนตำบลในการจัดการตนเอง   ประกอบด้วย แนวทางที่ 1   ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ใหม่  แนวทางที่ 2   พัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว แนวทางที่ 3   ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงการทำงานในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล 

     ยุทธศาสตร์ที่ 2   สร้างการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การสื่อสารสาธารณะ ของคนในชุมชนท้องถิ่น ประกอบด้วย แนวทางที่ 1  ศึกษาวิจัย  พัฒนาระบบข้อมูล จัดการความรู้  และติดตามประเมินผล    แนวทางที่ 2  เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ สื่อสารงานขบวนสภาองค์กรชุมชนกับสังคม  

    ยุทธศาสตร์ที่ 3   พัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลให้มีประสิทธิภาพและประสานเชื่อมโยงกับภาคีการพัฒนา  ประกอบด้วยแนวทางที่ 1 ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงการทำงานในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล แนวทางที่ 2 ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวทางที่ 3 การบริหารจัดการขบวนสภาองค์กรชุมชนตำบล

     ในส่วนของการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนในปี 2553 คณะกรรมการดำเนินการได้นำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และการดำเนินงานตามแผนงานปี 2552  ซึ่งประกอบด้วย แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานของที่ประชุมในระดับจังหวัด การพัฒนาศักยภาพแกนนำ การสนับสนุนการดำเนินงานของที่ประชุมระดับชาติ การสนับสนุนกลไกการดำเนินงาน การประชาสัมพันธ์และผลิตสื่อ การประสานความร่วมมือหน่วยงาน การจัดทำรายงานผล จัดระบบข้อมูล ทะเบียนกลาง และการศึกษาวิจัยและจัดการความรู้  ไปพิจารณาจัดทำร่างแผนปฏิบัติการประจำปี 2553 ที่มีพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนใหม่ 1,070 ตำบล  ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งแล้ว 1,787 ตำบล โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้วในการจัดการตนเอง การพัฒนาสมาชิกสภาฯ และการพัฒนาระบบสนับสนุนการดำเนินงาน มาตรการการส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบล  ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 8 ด้าน คือ       

1. การส่งเสริมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เช่น การจัดเก็บรวบรวมข้อมูล การรับรองข้อมูล การจดแจ้ง เวทีประชุมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล การจัดระบบข้อมูลสภาองค์กรชุมชนตำบล ฯลฯ ให้สามารถทำงานพื้นฐานของสภาองค์กรชุมชนตำบล ได้จำนวน 1,070 ตำบล

2. การพัฒนาความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน  พัฒนาคุณภาพของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว ให้สามารถทำงานพื้นฐานของสภาองค์กรชุมชนตำบล  และพัฒนาองค์กรชุมชน (กลุ่ม/เครือข่าย) ที่จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ จัดที่พัฒนาสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลทุกระดับ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากิจการสภาองค์กรชุมชน และพัฒนาแกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบล โดยจัดเวทีแลกเปลี่ยนศึกษาดูงาน สร้างวิทยากรกระบวนการระดับตำบลและแกนนำรุ่นใหม่

3. การสนับสนุนการดำเนินงานของที่ประชุมในระดับจังหวัดและในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล   การประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อวางแผนการส่งเสริมและสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบล,รวบรวมแผนงานของแต่ละจังหวัดและสรุปประเด็นปัญหาของภาคประชาชน รายงานต่อหน่วยงานและคณะรัฐมนตรี ซึ่งรวมถึงการจัดระบบงานพื้นฐานของที่ประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล ให้เป็นศูนย์รวมของงานพัฒนาภาคประชาชนที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับและมีระบบงานที่ชัดเจน ข้อมูลเป็นปัจจุบัน

4.  การสนับสนุนการดำเนินงานของที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล     

5.การพัฒนาระบบข้อมูล จัดทำทะเบียนกลาง ศึกษาวิจัยและการจัดการความรู้

6.การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน   จัดให้มีการประชุม สัมมนา สร้างความเข้าใจแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล สำหรับเจ้าหน้าที่/หน่วยงาน ภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายอำเภอ กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

7.การติดตามประเมินผล และการจัดทำรายงานทุกระดับ  เสนอคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่สู่สาธารณะ  

8.  การสื่อสารสร้างความเข้าใจ  สนับสนุนการผลิตสื่อในการสร้างความเข้าใจ และการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับทุกกลุ่มเป้าหมาย และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนในวงกว้าง ผ่านช่องทางการสื่อสารสาธารณะอย่างต่อเนื่อง  

     ในด้านความเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย และแผนพัฒนาด้านต่างๆ ของเครือข่ายชุมชน   ซึ่งได้ประมวลจากเวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนในทุกระดับ และเวทีสมัชชาองค์กรชุมชนเมื่อวันที่ 19-20 ตุลาคม   ในด้านนโยบายและการลงทุนของรัฐบาล   ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมยั่งยืน  และปัญหาด้านสังคม  ผู้เข้าร่วมประชุมมีความเห็นว่า  ข้อเสนอต่างๆควรมาจากการเสนอของพื้นที่ เช่นสภาองค์กรชุมชนตำบล   มีการกำหนดประเด็นและข้อเสนอที่ชัดเจน  ควรจัดทำเป็นเอกสารวิชาการที่ได้ประสานความร่วมมือหรือจัดทำร่วมกับสถาบันการศึกษา รวมทั้งการรับรองผลจากพื้นที่ก่อนที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมในระดับชาติ 


     นอกจากนี้ที่ประชุมได้ระดมปัญหาและข้อเสนอแนะในปัญหาด้านสังคมเช่น  เรื่องคนไทย
พลัดถิ่น  แรงงานต่างด้าว ระบบการศึกษา  ปัญหาด้านความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกรณีลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลา ประมงพื้นบ้าน การพัฒนาพื้นที่การเกษตรและการแก้ไขปัญหาผลผลิต การแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย  รวมทั้งเสนอให้ พอช. เร่งดำเนินการออกใบรับรองการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน และจัดทำบัตรประจำตัวสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล

 

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter