วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 คณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) และเครือข่ายองค์กรชุมชน ร่วมกันจัดงาน “ การจัดการที่ดินสาธารณะโดยชุมชนและท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาความยากจน” ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมงานและรับมอบข้อเสนอของชุมชน มีผู้นำชุมชน ผู้แทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่น และนักวิชาการร่วมสัมมนากว่า 250 คน
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่าการสัมมนาในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การแก้ไขปัญหาที่ดินในที่สาธารณะ การเชื่อมโยงของขบวนชุมชนที่จะร่วมมือกันทำงาน และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นข้อเสนอเชิงรูปธรรมที่ชัดเจน ที่ผ่านมาโครงการบ้านมั่นคงได้รับการสนับสนุนการใช้ที่ดินของรัฐในหลายพื้นที่เช่นที่ดินของกรมธนารักษ์ ที่ดินสาธารณะ เป็นต้น
นางทองสุข พุ่มสงวน ผู้แทนชุมชน ได้นำเสนอสิ่งที่ชุมชมได้ได้ร่วมกันทำเพื่อแก้ปัญหาที่ดินได้แก่การจัดทำข้อมูลครัวเรือน ผู้เดือดร้อน ประวัติชุมชน แผนที่ทำมือและGIS รวมทั้งการพัฒนากลุ่มองค์กรที่ทำงานด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้มีความเข้มแข็ง พร้อมทั้งมีข้อเสนอต่อนายถาวร เสนเนียม รมช.กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลสนับสนุนดังนี้
- จัดทำบันทึกความร่วมมือระหว่างระหน่วยงานภาครัฐท้องถิ่น ชุมชนและพอช.
- ให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานที่มีองค์ประกอบของสี่ฝ่าย (ภาครัฐระดับนโยบาย ท้องถิ่น ชุมชนและพอช.)
ทั้งในระดับนโยบาย และพื้นที่
- ให้มีหนังสือสั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐระดับ นโยบายให้สนับสนุนงบประมาณใน
การสอบเขต รังวัดที่ดินและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่นไฟฟ้า ประปา
- แก้ไขกฎระเบียบการจัดทำประชาคม เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะตามมาตรา 9 ของ กฎหมายที่ดิน โดยให้ประชาชนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้อยู่อาศัยจริงในชุมชน - สนับสนุนการดำเนินงานการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณะ กรณีพื้นที่รูปธรรมนำร่อง 70 พื้นที่
- แก้ไขระเบียบที่กำหนดการใช้ที่ดินเป็นรายบุคคลสู่การใช้สิทธิ์ร่วมกันทั้งแปลง
- ให้รัฐบาลสนับสนุนกองทุนพัฒนาที่ดินที่อยู่อาศัย ทั้งระดับนโยบายและท้องถิ่นที่ชุมชนมีส่วนร่วม
- ให้รัฐบาลกระจายอำนาจการจัดการที่ดินสาธารณะ เพื่อเป็นที่ดินทำกินและอยู่อาศัย ที่องค์กรชุมชนและท้องถิ่นดำเนินการร่วม
ด้านนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ดิน เช่นการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชนโดยชุมชนและท้องถิ่น เพื่อการอยู่อาศัย/ที่ดินทำกิน และการใช้ประโยชน์ตามบริบทของแต่ละชุมชน ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยก็ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐเพื่อขจัดความยากจน เป็นการแก้ความยากจนที่เอาปัจจัยหลักคือที่ดินมาแก้ เช่นในที่อุทยานที่พี่น้องไปปลูกยางพารา เข้าไปทำกินนาน 20-30 ปี เมื่อประชาชนเข้าไปอยู่แล้ว คนกับป่าต้องอยู่ร่วมกันได้และต้องแก้ปัญหาให้กับประชาชน ในด้านการจัดการที่ดินร่วมที่เป็นกังวลคือต้องให้ผู้ที่ไม่มีส่วนได้ในพื้นที่เหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นที่ช่วยมองการแก้ปัญหาในระยะยาวโดยผนวกเอาวิสัยทัศน์ใน 50-100 ปีข้างหน้า เช่นต้องการใช้ที่ดินเพื่อเป็นแปลงสาธิตของตำบล เป็นศูนย์กลางของตำบล และที่ผู้นำชุมชนได้เสนอมาตรการในการทำงานเพื่อแก้ปัญหานั้น รมช.มหาดไทยกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ดีมากและสามารถทำให้การปฏิบัติของประชาชนเดินไปด้วยกันกับฝ่ายนโยบาย คือให้ชาวบ้านเป็นหลัก รัฐบาลเป็นผู้ตอบสนอง เนื่องจากผู้ประสบปัญหาและท้องถิ่นเป็นผู้รู้ปัญหามากที่สุด
และในช่วงท้ายสุดของการสัมมนาในวันที่ 16 พฤศจิกายน มีการเสวนาและบันทึกเทปโทรทัศน์รายการเวทีชาวบ้าน ในประเด็น” การจัดการที่ดินสาธารณะโดยชุมชนและท้องถิ่นเป็นแกนหลัก” วิทยากรผู้เข้าร่วมเสวนาคือ นายบุญเชิด คิดเห็น รองอธิบดีกรมที่ดิน นายวิสิฐธิ์ ลิมธีรกุล ผู้อำนวยการการจัดการที่ดิน นายสุชาติ นิลเมือง นายกอบต.ปิล็อก จ.กาญจนบุรี นายสามารถ สุนทรวงศ์ ผู้นำชุมชนตำบลบ้านล่างพูนทรัพย์ จ.จันทบุรี นายประภาส ปิ่นตบแต่ง นักวิชาการ และนางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำการพอช. ดำเนินการเสวนาโดย นายประพจน์ ภู่ทองคำ
ทั้งนี้จากข้อมูลงานวิจัยของมูลนิธิสถาบันที่ดินแห่งประเทศไทยระบุว่าประเทศไทยมีที่ดิน 320 ล้านไร่ เป็นที่ป่ากันไว้ 80 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร 130 ล้านไร่ ประชากรของประเทศไทย 90 % ถือครองที่ดินเพียง 10 % และประชากรเกือบสิบล้านคนไม่มีที่ดินถือครองแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ในขณะที่มีผู้ถือครองที่ดินเกินห้าร้อยไร่มีถึง 21.50 % และถือครองเกินหนึ่งพันไร่ถึง 14.90 % เป็นต้น
ในด้านสถานการณ์ปัญหาที่ดินพื้นฐานในประเทศไทย พบว่ามีการทับซ้อนในการใช้ที่ดินของชุมชน โดยเงื่อนไขของกฎหมายเช่น พรบ.ป่าสงวน ประกาศอุทยาน การกระจุกตัวในการถือครองที่ดิน การไม่มีกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินทำให้เอกชนถือครองที่ดินได้โดยไม่จำกัด และที่ดินจำนวนมากที่มีผู้จับจองแต่ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเป็นต้น.




