คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป จัดการสัมมนาเรื่อง “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย” ในวันที่ 14-15 กันยายน 2553 การปฏิรูปประเทศไทยที่สำคัญที่สุดคือการลดอำนาจรัฐรวมศูนย์ เพิ่มอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นในการจัดการตนเอง สังคมทุกภาคส่วนควรเข้าใจความสำคัญของการสร้างฐานของประเทศให้แข็งแกร่ง ซึ่งจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง ดังนี้
1.ชุมชนคือฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศแข็งแกร่งก็จะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคง ชุมชนครองพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ บนพื้นที่มีคน มีทรัพยากรทางธรรมชาติ ทรัพยากรทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนธรรม และอื่นๆ ชุมชนคือระบบการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับคนและระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม หลักการใหญ่ที่สุดคือการอยู่ร่วมกัน วิถีคิดชุมชนคือการอยู่ร่วมกัน เพราะละทิ้งหลักการแห่งการอยู่ร่วมกันโลกจึงวิกฤติ ในขณะที่รัฐคิดเชิงอำนาจ ธุรกิจคิดเชิงกำไร การศึกษาคิดเชิงวิชา มีแต่วิถีคิดชุมชนเท่านั้นที่คิดถึงการอยู่ร่วมกัน มนุษยชาติต้องเปลี่ยนวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง มาสู่วิถีคิดถึงการอยู่ร่วมกันจึงจะพ้นวิกฤติ วิถีคิดชุมชนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทุกภาคส่วนควรจะทำความเข้าใจและเห็นคุณค่า
2.ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูป การปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ของสังคมที่ไม่ถูกต้องเป็นเรื่องยากที่ไม่มีองค์กรใดๆ จะทำได้ ประชาชนต้องเป็นผู้ปฏิรูปเอง บุคคล องค์กร และสถาบันต่างๆ เป็นผู้สนับสนุนกระบวนการปฏิรูปของประชาชน การสนับสนุนมีหลายรูปแบบ เช่น กำลังใจ ข้อมูลข่าวสารความรู้ วิชาการ การสื่อสาร และการสนับสนุนเชิงนโยบาย ประชาชนจะเข้มแข็งได้ต้องรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำจะเข้มแข็งต้องมีองค์ประกอบ 3.อย่างเข้ามาประกอบกันคือ
-ความรู้ (ข้อมูลข่าวสารความรู้)
-การเรียนรู้ (การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ)
-การมีองค์กร (องค์กรการจัดการของชุมชน)
องค์กรชุมชนคือ องค์กรที่เกิดจากการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ เป็นองค์กรการจัดการของชุมชน เพื่อจัดการให้มีการแสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารความรู้ มาสู่การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ ควรดูแลให้การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำครบองค์ 3 จริงๆ จึงจะมีพลังที่จะไปขยับเขยื้อนเรื่องยากๆ ได้ การมีแต่พลังทางสังคม คือการรวมตัว แต่ปราศจากการใช้ความรู้ การเรียนรู้และการจัดการ ไม่เป็นพลังเพียงพอ
3.กระบวนการชุมชน เครื่องมือแก้จนอย่างเด็ดขาดและถาวร การพัฒนาชุมชนไม่ใช่การเอาเงินไปให้ หรือใครไปทำแทน แต่เป็นกระบวนการชุมชน บุคคล หรือองค์กร หรือสถาบันใดๆ ที่ต้องการสนับสนุนชุมชนเข้มแข็ง ต้องทำความเข้าใจกระบวนการชุมชนให้ดีๆ ดังต่อไปนี้
สภาผู้นำชุมชนสำรวจข้อมูลชุมชนทำแผนชุมชนสภาประชาชนแผนของคนทั้งชุมชนคนทั้งชุมชนขับเคลื่อนแผนพัฒนาอย่างบูรณาการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป....
สภาผู้นำชุมชนประกอบด้วยทั้งผู้นำที่เป็นทางการ (ผู้ใหญ่บ้าน+สมาชิก อบต. 2 คน/หมู่บ้าน) กับผู้นำที่ไม่เป็นทางการอีก 30-40 คน สภาประชาชนคือ ที่ประชุมของคนทั้งหมู่บ้านหรือชุมชน เมื่อคนทั้งชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนาตามแผนที่เขาร่วมกันทำมา ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้ง 8 เรื่องคือ เศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย โปรดสังเกตว่ากระบวนการชุมชน เป็นกระบวนการประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะคนทั้งหมดมีส่วนร่วม
และเป็นประชาธิปไตยที่สมานฉันท์อย่างยิ่ง เมื่อเกิดพัฒนาอย่างบูรณาการก็เกิดสังคมศานติสุข บางชุมชนมีความสุขประดุจสวรรค์บนดิน ชุมชนศานติสุขนี้สามารถขยายตัวได้ทั่วประเทศ ชุมชนเข้มแข็งสามารถพัฒนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อย โดยรักษาความสมดุลเอาไว้ เมื่อชุมชนเข้มแข็ง มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ รักษาดุลยภาพไว้ได้ ฐานของประเทศก็จะแข็งแกร่ง รองรับประเทศให้มั่นคง การพัฒนาอันยิ่งใหญ่หรือการอภิวัฒน์ของชุมชน หรือชุมชนาภิวัฒน์ จึงเป็นระเบียบวาระของชาติ
4.ภาคีเพื่อชุมชนาภิวัฒน์ เมื่อชุมชนาภิวัฒน์เป็นระเบียบวาระของชาติ บุคคล องค์กร สถาบันต่างๆ ควรเป็นภาคีเพื่อชุมชนเข้มแข็ง อย่างน้อยภาคีในทิศทั้ง 8 ควรสนับสนุนชุมชนเข้มแข็งคือ ท้องถิ่น จังหวัด องค์กรของรัฐต่างๆ และรัฐบาล การศึกษาและมหาวิทยาลัย การสื่อสาร ภาคธุรกิจ ชมรมต่างๆ และองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรต่างๆ เหล่านี้มีจุดอ่อนและจุดแข็งต่างๆ กัน การมีภาคีเพื่อชุมชนเข้มแข็งจะเสริมกันและเพิ่มคุณภาพให้การจัดการขององค์กรชุมชน องค์กรชุมชนควรแสวงหาภาคีเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน
โชคดีที่เรามี พอช.(สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ควรส่งเสริม พอช.ให้สามารถส่งเสริมองค์กรชุมชนให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ทั้งเรื่องการมีภาคี และความสามารถในการสังเคราะห์นโยบาย การเรียกร้องเฉยๆ ไม่มีพลังสร้างสรรค์พอ แต่การที่สามารถใช้ข้อมูลความรู้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็นข้อนโยบายที่เฉียบคม ปฏิบัติได้ และมีประโยชน์จริง จะเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ของชุมชนาธิปไตยและของประเทศไทย
องค์กรอื่นๆ เช่น สสส. สปสช. สช. ก็ควรเข้ามาส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
5.สภาองค์กรชุมชน-กลไกขับเคลื่อนนโยบาย สาระของประชาธิปไตยคือ การที่คนข้างล่างสามารถรวมตัวกันและสามารถขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติทุกๆ ระดับ รวมทั้งระดับชาติ ประเทศไทยมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายที่เสนอโดยองค์กรชุมชน อยู่ที่การประกอบองค์ประกอบให้ครบเครื่อง และติดเครื่องให้เครื่องยนต์แห่งการขับเคลื่อนนโยบายดำเนินไปได้
สภาองค์กรชุมชนมี 3 ระดับ คือ ระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ
การประกอบองค์ประกอบของการขับเคลื่อนนโยบายประกอบด้วย
1.ผู้ปฏิบัตินโยบายต้องเข้าประชุมและรับข้อเสนอนโยบายไปปฏิบัติ ดังนี้ ระดับตำบล - นายก อบต. นายกเทศมนตรี
ระดับจังหวัด - นายก อบจ. - ผู้ว่าราชการจังหวัด
ระดับชาติ – นายกรัฐมนตรี
2.ภาคีเพื่อชุมชน ควรร่วมประชุมด้วย เพื่อเสริมพลังองค์กรชุมชน อาจจัดประชุมร่วมกันกับสมัชชาอื่นๆ เช่นสมัชชาสุขภาพ สมัชชาปฏิรูป
3.องค์กรชุมชนสามารถเสนอข้อนโยบายที่เฉียบคม ปฏิบัติได้ มีประโยชน์จริง
การประชุมสภาองค์กรชุมชนไม่ควรเป็นการมาบ่นปัญหาหรือเรียกร้อง แต่การมีข้อเสนอนโยบายที่เฉียบคม ปฏิบัติได้ มีประโยชน์จริง จะเป็นพลังที่ไม่มีอะไรต้านได้ ฉะนั้นจุดสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่องค์กรชุมชนสามารถสังเคราะห์ข้อนโยบายที่เฉียบคม ปฏิบัติได้ มีประโยชน์จริงและองค์กรพันธมิตรของชุมชน ควรจะสนับสนุนให้องค์กรชุมชนสามารถสังเคราะห์นำเสนอ และขับเคลื่อนการปฏิบัติตามนโยบายได้
ควรมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดให้ผู้ปฏิบัตินโยบายทั้ง 3 ระดับ เข้าประชุมสภาองค์กรชุมชน เพื่อรับข้อเสนอนโยบายที่ดีและปฏิบัติได้ไปปฏิบัติ และให้สภาองค์กรชุมชนสามารถติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย
เมื่อประกอบองค์ประกอบการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชุมชนครบ จักรกลทางนโยบายก็จะหมุนไป แต่ละรอบๆ ก็จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้นๆ จนกระทั้งเป็นฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง รองรับประเทศไทยทั้งหมดให้มั่นคง
ศ.นพ.ประเวศ วะสี




