ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ๑ ใน ๓๕ พื้นที่ ที่คณะอนุกรรมการประสานงานให้มีโฉนดชุมชน(ปจช.) ซึ่งมี นายสาทิตย์วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติอนุมัติให้มีพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชนรอบแรกใน ๑๑ จังหวัด ๓๕ พื้นที่ จากทั้งหมดที่กำหนดไว้ ๘๘ พื้นที่ จำนวน ๒๘,๘๒๗ ไร่ ครอบคลุม ๔ภูมิภาค รวมทั้งชุมชนแออัดในกรุงเทพมหานครอีก ๔ พื้นที่
นายกนกศักดิ์ แก้วดวงเรือน นายก อบต.แม่ทา กล่าวว่า สภาพปัญหาที่ดินที่ทำกินของชาวบ้าน ต.แม่ทา แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกคือ แปลงที่ชาวบ้านเข้าไปถือครองที่ทำกินก่อนประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนทับที่ ซึ่งเรามีหลักฐานชัดเจน ส่วนที่สองคือพื้นที่ ที่ชาวบ้านเข้าไปจับจองอาศัยทำกินหลังจากประกาศเป็นป่าสงวน โดยรัฐได้ประกาศเป็นป่าสงวนในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เหตุการณ์ผ่านมากว่า ๑๓ ปี ชาวบ้านจึงทราบเรื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้อยู่อาศัยสืบทอดกันมากว่า ๔๑ ปีแล้ว กรณีนี้ยังเป็นข้อพิพาท แต่เราจะไม่ต่อสู้โดยวิธีการพิสูจน์สิทธิ์ ชุมชนจึงรวมตัวกันยื่นเรื่องร้องเรียนรัฐให้ใช้นโยบายโฉนดที่ดิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับชาวบ้านและรัฐที่ออกกฎหมายประกาศทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน
นายกนกศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับชาวบ้านที่เข้าถือครองที่ดินเพื่อเข้าอยู่อาศัย และที่ดินทำกินใน ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ มีประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ครอบครัว คิดเป็นพื้นที่ ๑.๑ หมื่นไร่ ชาวบ้านใช้พื้นที่ทั้งหมดในการอยู่อาศัยและทำกินเช่น ทำฟาร์มวัว ฟาร์มหมู ปลูกข้าว และข้าวโพด
ที่ผ่านมาเรามีการจัดตั้งคณะกรรมการ จัดการทรัพยากร ต.แม่ทา ในการอนุรักษ์ป่าโดยออกกฎเหล็กควบคุมกันเองในการกำหนดพื้นที่ป่าใช้สอย แบ่งพื้นที่ในเขตป่าที่ช่วยกันสอดส่องไม่ให้ใครตัดไม้ทำลายป่า โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เคร่งครัด ซึ่งเมื่อรัฐพิจารณาออกโฉนดชุมชนให้ ก็จะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นคงและไม่ต้องกังวลว่าจะถูกยึดที่ทำกินในอนาคต
ด้านนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาปฏิรูปที่ดิน และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ปจช. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการจัดโฉนดชุมชน ก็คือความเข้มแข็งของชุมชนเป็นหลัก เรื่องสถานภาพของที่ดินจะเป็นเรื่องตามมาสำหรับข้อจำกัดของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน ซึ่งมีข้อจำกัดอยู่บางประการ เช่น ถ้ามีการเปรียบเทียบกับเรื่องโฉนดชุมชนที่ชาวบ้านจัดการอยู่กับตัวเรา ระเบียบนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของโอกาสขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่าอปท. อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดแล้วเป็นหน่วยงานที่รู้ปัญหาที่จะทำหรือตรวจสอบการทำงานของชุมชนได้ ซึ่งหลายพื้นที่ก็มีท้องถิ่น อบต . สภาองค์กรชุมชนสนับสนุนอยู่แล้ว เช่น อบต.แม่ทา ซึ่งทำเรื่องโฉนดชุมชนกันทั้งตำบล ก็คือ อบต. เข้ามาสนับสนุนเรื่องงบประมาณ เรื่องแผนที่ เรื่องผู้เชี่ยวชาญ หรือช่างเทคนิค เข้าก็มาช่วยชุมชนในการจัดการ ซึ่งจะทำให้ข้อมูล หรือแผนที่ระบบสารสนเทศทั้งหลายเป็นมาตรฐานเดียวกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะมีข้อโต้แย้งกันน้อยมาก เดิมชาวบ้านใช้แผนที่ทำมือ จับ GPS บ้าง ป่าไม้ก็บอกว่า ไม่ได้มาตรฐาน แต่เมื่อ อบต.เข้ามาช่วยและใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงานรัฐก็จะทำให้การแก้ไขปัญหามีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ต้องมาโต้แย้งกันในเรื่องของขอบเขต จำนวนเนื้อที่กันต่อไป




