นครราชสีมา : ขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน ตั้งจังหวัดนครราชสีมาเป็นศูนย์ประสานงานผู้ประสบภัยน้ำท่วม วางแผนหามาตราการความช่วยเหลือและฟื้นฟู เชื่อมประสานข้อมูลฝ่าวิกฤติน้ำท่วมโดยชุมชนเป็นแกนหลัก
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคอีสาน ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ระดมสมองต่อการแก้ปัญหาอุทกภัยเยียวยาหลังวิกฤติน้ำท่วมภาคอีสาน ณ โรงแรมปัญจดารา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชน เอ็นจีโอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหามาตราการการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้
นายธีระชาติ เสยกระโทก เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดนครราชสีมา สร้างความเสียหายอย่างหนักและถือว่าวิกฤตที่สุดในรอบหลายปี มีพื้นที่ประสบภัยรวม 30 อำเภอ 292 ตำบล1,957 หมู่บ้าน 91,501 ครัวเรือน ประชาชนดือดร้อน 301,039 คน
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งนี้ เนื่องจากเกิดภาวะฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเข้าขั้นวิกฤต มีปริมาณน้ำเกินกว่าระดับการกักเก็บ โดยเฉพาะเขื่อนลำพระเพลิง ซึ่งปรกติกักเก็บน้ำได้ 110 ล้านลูกบาศเมตร แต่ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บประมาณ 129 ลูกบาศเมตร เขื่อนลำตะคอง กักเก็บน้ำได้ 314 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 377 ลูกบาศเมตร เขื่อนมูลบน กักเก็บน้ำได้ 151 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 109 ลูกบาศเมตร เขื่อนลำแซะ กักเก็บน้ำได้ 275 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 231 ลูกบาศเมตร เขื่อนลำปลายมาศ กักเก็บน้ำได้ 98 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 74 ลูกบาศเมตร อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรตอนบน กักเก็บน้ำได้ 4.5 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 8.6 ลูกบาศเมตร อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรตอนล่าง กักเก็บน้ำได้ 27.7 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 30.8 ลูกบาศเมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยซับประดู่ กักเก็บน้ำได้ 27.6 ล้านลูกบาศเมตร ขณะนี้ปริมาณน้ำที่กักเก็บอยู่ที่ 31 ลูกบาศเมตร ซึ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดล้วนแล้วมีปริมาณน้ำที่เยอะมากจนต้องเปิดประตูระบายน้ำอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนจนทำให้หลายพื้นที่ต้องประสบอุทกภัยอย่างหนักในจังหวัดนครราชสีมา
ปัญหาซ้ำซากที่เกิดขึ้นถามว่ามีหน่วยงานไหนเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่มีเพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหมือนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า ซึ่งเมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่า ปัญหาส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังขยายเป็นบริเวณกว้าง เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำและการขยายเมืองโดยไม่มีการวางผังเมือง ที่สร้างสิ่งก่อสร้างกีดขวางทำทิศทางน้ำเปลี่ยน
นายพิพัฒนชัย พิมพ์หิน ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์พัฒนาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กป. อพช.) กล่าวว่า ฝนตก น้ำหลาก น้ำท่วม ปรากฏการณ์นี้เป็นปัญหาที่นับวันดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสร้างความเสียหายร้ายแรงทั้งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก
หากวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในภาคอีสานอยู่ในขณะนี้จะพบว่าน่าจะมาจากหลายสาเหตุดังนี้ คือ ปริมาณฝนที่ตกหนักติดต่อกัน การขาดการวางแผนของชุมชนเมืองต่างๆ การสร้างบ้านเรือนที่เน้นความสวยงาม หรือการถมที่สร้างบ้านจัดสรรโดยการเอาดินไปถมที่ลุ่ม ดังนั้น เมื่อที่รองรับน้ำถูกถม เมื่อฝนตกหนักจึงทำให้เกิดการท่วมขังและระบบระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ
เชื่อว่าขณะนี้มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามตั้งงบประมาณอย่างมหาศาลเพื่อนำมาแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ แต่ไม่เคยได้เข้ามาทำงานร่วมกับภาคประชาชนเลยว่าเขาต้องการสิ่งใด ส่วนการวางแผนการใช้งบประมาณอย่างถูกวิธี จึงเชื่อว่าการช่วยเหลือจะยังเข้าไม่ถึงคนจนอย่างทั่วถึงแน่นอน จึงอยากฝากไปถึงหน่วยงานรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาสอบถาม เปิดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมกันก่อนที่จะมีการลงไปช่วยเหลือหลังน้ำท่วมครั้งนี้
ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมจะต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องน้ำโดยเฉพาะ โดยจะต้องศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ นอกจากการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแล้ว ยังสามารถส่งเสริมการประกอบอาชีพ รวมตัวกันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยังได้วางแนวทางเฝ้าระวังผู้ที่จะหากินกับภัยพิบัติครั้งนี้ด้วย
นายสมคิด สิริวัฒนากุล ตัวแทนเครือข่ายแผนชีวิตชุมชนจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมนับจะทวีความรุนแรงมากขึ้น อันเกิดจากสภาวะโลกร้อน ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การถมดินทับแหล่งน้ำ แหล่งระบายน้ำเดิมที่มีมาแต่โบราณ การสร้างโครงการต่างๆ แต่มีทางระบายน้ำขนาดเล็กเกินไป การทับถมของตะกอนดิน อันเกิดจากการพังทลายของตลิ่ง เป็นต้น
ดังนั้นแนวคิดในการจัดการน้ำจึงจำเป็นต้องเริ่มจากกระบวนการคิดจากชุมชน ที่เขาเป็นเจ้าของพื้นที่ และรู้ปัญหา ว่าสาเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไรบ้าง จึงจำเป็นต้องหามาตรการป้องกันและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดังนี้ ประการแรก ขุดลอกแหล่งน้ำ บึง หนอง ประจำหมู่บ้าน ซึ่งสามารถระบายน้ำช่วงน้ำหลากของหมู่บ้านได้
ประการที่สอง การสร้างกำแพงกันดิน แม่น้ำบางสายตื้นเขินของตะกอนดิน เป็นเหตุทำให้แม่น้ำลำคลอง ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ การสร้างกำแพงควรมีการทำอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อรองรับกับปริมาณน้ำ
ประการที่สาม ปรับพื้นที่การอยู่อาศัย โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างเมืองแบบยั่งยืน โดยวางแผนไม่ให้ชุมชนสร้างบ้านรุกล้ำคูคลองสาธารณะและควรมีช่องระบายน้ำที่ดี
และประการสุดท้าย ต้องปลูกต้นไม้ ปลูกป่า บริเวณป่าต้นน้ำของแต่ละพื้นที่เพื่อดูดซับน้ำ ลดกำลังน้ำจากภูเขาสูง โดยความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนมีความรับผิดชอบร่วม โดยมองถึงระยะปานกลาง ระยะยาวอย่างมีทิศทาง และเปิดโอกาส ให้คนชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม ระดมสมองคิดจากประสบการณ์จริง
นายสำเริง เสกขุนทด ผู้จัดการสำนักงานสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่าชุมชนมีบทเรียนและกระบวนการฟื้นฟูชุมชนที่ประสบภัยพิบัติโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลักอยู่ 3 ประการ ดังนี้ ประการแรก การใช้กระบวนการฟื้นฟูในเรื่องต่างๆ นำไปสู่การเชื่อมโยงารทำงานที่เริ่มตั้งแต่ครอบครัวผู้ประสบภัย ชุมชน ท้องถิ่น โดยให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน นำไปสู่การสร้างองค์กรจัดการแก้ไขปัญหาที่เป็นกระบวนการท่ำให้ผู้ประสบภัยเกิดความมั่นใจ สู่การสร้างความสามารถในการจัดการตนเองอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สอง การใช้กระบวนการวางแผนที่ครอบคลุมปัญหาความหลากหลายของระบบผู้ประสบภัย ระบบของท้องถิ่น กระจายการจัดการร่วมตามความหลากหลายของพื้นที่ หรือการพัฒนาคน ชุมชนที่จะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ให้ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาคน อาชีพการทำมาหากิน การอยู่ร่วมกันในระบบชุมชน การจัดการแก้ปัญหาที่ดิน ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตร และสามารถทำให้แผนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาร่วมของระบบท้องถิ่น
และประการสุดท้าย การใช้กระบวนการทำงานที่ชุมชนเป็นแกนหลัก มีแผนของชุมชน เชื่อมโยงการทำงานกับระบบต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น พร้อมเชื่อมโยงโครงการของรัฐบาลในระดับจังหวัดและท้องถิ่นให้ได้
ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมจะต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องน้ำโดยเฉพาะ โดยจะต้องศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ นอกจากการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแล้ว ยังสามารถส่งเสริมการประกอบอาชีพ รวมตัวกันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม วางแนวทางเฝ้าระวังผู้ที่จะหากินกับภัยพิบัติครั้งนี้
นอกจากนี้แล้วแนวทางสำคัญที่จะทำให้การแก้ปัญหาได้อย่างยังยืนแล้วขบวนองค์กรชุมชนต้องมีการสำรวจข้อมูลพื้นที่ประสบภัย โดยสนับสนุนให้เครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมกับหน่วยงาน / ภาคี ดำเนินการสำรวจข้อมูลความเสียหาย การช่วยเหลือฟื้นฟูปัญหาความเดือดร้อนสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ช่วยเหลือ รวมถึงการจัดกลุ่มองค์กร ฟื้นความสามารถการเชื่อมโยงระบบองค์กร ให้เป็นกลไกพื้นฐานของชุมชนในการแก้ปัญหา เพื่อการจัดกระบวนการวางแผนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการป้องกันปัญหาภัยพิบัติในระยะยาว การฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชนและการทำมาหากิน การฟื้นฟูจิตใจและพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนในอนาคต
นายสำเริง กล่าวต่อว่า วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ จะเป็นการมาสร้างพลังร่วมกัน โดยนำเอาทุกเครือข่ายงานพัฒนาทั้ง ชุมชน รัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น สถาบันการศึกษา เอ็นจีโอ มาออกแบบการทำงานเป็นเครือข่ายสร้างการมีส่วนร่วม โดยมีจังหวัดนครราชสีมาเป็นศูนย์ประสานงานผู้ประสบภัยน้ำท่วม วางแผน หามาตราการความช่วยเหลือและฟื้นฟู เชื่อมประสานข้อมูลฝ่าวิกฤติน้ำท่วมโดยชุมชนเป็นแกนหลัก เชื่อมโยงและประสานของพี่น้องที่กระจายทุกตำบลทุกพื้นที่ วางแผนการจัดการน้ำโดยชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อจะนำไปสู่การปฎิรูปประเทศไทยอย่างแท้จริง
ติดต่อประสานงาน ศูนย์ประสานงานเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม นายสมคิด สิริวัฒนากุล 081-0638195 และนายธีระชาติ เสยกระโทก 081-7904328




