
คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป คลอดข้อเสนอเชิงนโนบายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทยในร่างแรก เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป และเห็นชอบกรอบงบประมาณจำนวน ๑๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนกระบวนการปฏิรูประดับจังหวัด โดยจะเสนอขอรับการสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชน ปี ๒๕๕๓ พร้อมเดินหน้าหนุนแผนการดำเนินงานจังหวัดนำร่องขอนแก่นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ณ ห้องประชุม ๓๐๑-๓๐๒ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) คณะกรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ซึ่งมีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้จัดประชุมขึ้นเป็นครั้งที่ ๔/๒๕๕๓ โดยผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ ๓๐ คน
โดยวาระสำคัญที่คณะกรรมการฯ ร่วมพิจารณาหารือในครั้งนี้คือ “ร่างข้อเสนอเชิงนโนบายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย” ที่ประมวลเนื้อหามาจากเครือข่ายองค์กรชุมชนตามประเด็นงานพัฒนาต่างๆ ทั้งจากเวทีสมัชชาองค์กรชุมชน การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล สมัชชาสวัสดิการชุมชน การสัมมนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนสู่การปฏิรูปประเทศไทย งานวันที่อยู่อาศัยโลก และเวทีสัมมนาชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การปฏิรูปประเทศไทย ก่อนที่จะเสนอต่อคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปต่อไป
ซึ่งสาระสำคัญของร่างข้อเสนอคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนฐานราก เป็นการปฏิรูปโดยชุมชนเพื่อชุมชน ปฏิรูปจากล่างขึ้นบนที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า ร่างข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่มีชีวิต โดยจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมตามแผนปฏิบัติการประชุมสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ที่จะจัดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓-เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ เพื่อนำร่างข้อเสนอนี้ไปให้เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนในพื้นที่ได้ร่วมพิจารณา ระดมความคิดเห็นจากฐานล่างขึ้นมาเป็นระยะๆ และใช้การสื่อสารเพื่อให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้ เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และกระตุ้นความคิดให้ได้ที่ดียิ่งขึ้น เป็นความหลากหลายที่เชื่อมโยง และสังเคราะห์เข้าด้วยกันเป็นข้อเสนอที่หนักแน่นและชัดเจนเมื่อถึงเวทีสมัชชาปฏิรูประดับชาติ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๒๔-๒๖ มีนาคม ๒๕๕๔ ต่อไป
อย่างไรก็ตาม “ชุมชน ท้องถิ่น ท้องที่” ที่จะร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย ชุมชนซึ่งเป็นฐานล่างที่สุดมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตั้งแต่ระดับตำบลขึ้นมาจนถึงระดับประเทศ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่ควรจะมีองค์กรจัดการตนเองได้ ขณะเดียวกันเราก็มีกลไกในระดับตำบลที่เราเลือกให้มาบริหาร ในระดับประเทศเราก็เลือก สส.ให้ไปแต่งตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แต่เราไม่ได้หมดสภาพไป ประชาชนยังคงมีความสำคัญ ซึ่งในระบบประชาธิปไตยแบบที่ร่วมกันไตร่ตรอง หรือที่เรียกว่า Deliberative Democracy เป็นประชาธิปไตยแบบร่วมคิดร่วมทำ ร่วมไตร่ตรอง ที่เราจะต้องร่วมอยู่ตลอดเวลา เมื่อเสนอแผนไปแล้วก็ต้องติดตามเฝ้าดูคนที่เราเลือกไป
ในท้องถิ่นที่ดีก็ต้องสนับสนุนให้ประชาชนร่วมทำงานเพื่อจะได้มีความเข้มแข็ง เพราะหากเป็นฝ่ายรับก็ไม่มีวันจะเข้มแข็ง ประชาชนต้องลงมือร่วมทำกันเอง ถ้าท้องถิ่นที่ดีก็จะให้ประชาชนมาร่วมคิดร่วมทำ ซึ่งท้องถิ่นมีหน้าที่ไปหนุนให้ประชาชนร่วมทำ โดยจะคอยเป็นฝ่ายสนับสนุน เป็นความสัมพันธ์ที่อิสระแต่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เหมารวมว่าท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ซึ่งยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งุชมชน ท้องถิ่น ท้องที่ ต้องทำงานร่วมกันเป็นสามเส้า เป็นอิสระแต่เชื่อมโยงเกื้อกูล นายไพบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม
นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ หนึ่งในคณะกรรมการฯ ให้ความเห็นเพิ่มเติม โดยระบุว่า ความไม่ชัดเจนของนิยามคำว่า “ชุมชนท้องถิ่น” เราต้องเน้นให้ชัดว่าท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ชุมชน ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการสร้างระบบอุปถัมภ์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการทำให้มากกว่าการทำร่วม เราต้องสร้างความชัดเจนในนิยามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ชุมชนท้องถิ่น ประชาธิปไตยชุมชน ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง แผนชุมชน หรือแผน อบต. ที่ต้องมีที่มาจากการรวบรวมประมวลแผนจากทุกหมู่บ้านในตำบลและนำมาบรรจุเป็นข้อบัญญัติงบประมาณกระจายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนอาจทำให้เกิดการตีขุมว่าชุมชนกับท้องถิ่นเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเป้าหมายการมุ่งสร้างความเข้มแข็งที่ชุมชน ไปสร้างความเข้มแข็งที่ท้องถิ่น การสนับสนุนลงไปที่ตำบลเพียงอย่างเดียว จะทำให้การปฏิรูปไม่มีความหมาย ซึ่งในสิ่งที่อยากเห็นก็คือการกระจายอำนาจจากท้องถิ่น ท้องที่ ไปสู่ชุมชนที่เป็นวิถีประชาธิปไตยชุมชน นั่นคือการปฏิรูปที่แท้จริง
นอกจากนั้นที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูประดับจังหวัด ที่จำเป็นต้องมีการสนับสนุนงบประมาณในเบื้องต้น เพื่ออำนวยให้เกิดการปรึกษาหารือ และขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปในระดับจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัด ให้เกิดการเชื่อมโยงขบวน สร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ การถอดบทเรียนการจัดการความรู้เพื่อการเผยแพร่ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้เสนอรับการสนับสนุนงบประมาณตามโครงการเสริมสร้างขีดความสามรถของชุมชนปี ๒๕๕๓ จำนวน ๑๐ ล้านบาท และในเรื่องงบประมาณควรมีการร่วมสมทบที่นอกเหนือจาก พอช. โดยสามารถเชื่อมโยงงบประมาณมาจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งจากท้องถิ่น ท้องที่ และภาคีการพัฒนาต่างๆ ด้วย
อย่างไรก็ดีที่ประชุมเห็นควรเดินหน้าแผนปฏิบัติการจังหวัดนำร่องขอนแก่นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม โดยการนำของคณะกรรมการปฏิรูปจังหวัดขอนแก่น ที่จะใช้หมู่บ้าน/ชุมชน เป็นศูนย์กลางระดมปัญหา การแก้ไขปัญหา และใช้เวทีระดับตำบล จังหวัด และชาติ เป็นเวทีสาธารณะเพื่อเชื่อมโยงให้เกิดการปฏิรูป โดยการมีส่วนร่วมของคนในทุกสาขาอาชีพ ที่จะใช้พลังทางปัญญา พลังทางสังคม และพลังการสื่อสารสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างในระยะอีกด้วย ทั้งนี้จะดำเนินการในพื้นที่ ๒๒๔ ตำบล/เทศบาล โดยจะใช้เวลาในการดำเนินงานเป็นระยะเวลา ๑ ปี (ตุลาคม ๒๕๕๓-กันยายน ๒๕๕๔)




