playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

      เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 ณ วัดโพธิ์ทอง ต.แสลง อ.เมือง จ.จันทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน “คนตะวันออก : ปฏิรูปสังคม จากฐานราก” พร้อมมอบนโยบายการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมเพื่อชุมชนเข้มแข็ง โดยมีนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชน  ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  และประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

     นายบุญศรี  จันทร์ชัย ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก กล่าวรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก และภาพรวมความก้าวหน้าโครงการว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชุมชนในภาคตะวันออกได้มีการตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ขึ้นในพื้นที่จังหวัดตราด และขยายผลสู่จังหวัดอื่นๆ โดยผ่านทางเครือข่ายพระสงฆ์  ซึ่งใช้วัดเป็นฐานในการจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์  ใช้หลักการสอนธรรมะตามหลักพุทธศาสนา สร้างแหล่งเงินทุนจากเงินออมของคนในชุมชน เพื่อใช้ในการพัฒนาอาชีพ รายได้ แก้ไขปัญหาหนี้สินของคนในชุมชน และขยายสู่การพัฒนาด้านต่างๆ ของชุมชน รวมถึงการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์  เพราะได้ทำให้คนในชุมชนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการจากแหล่งอื่น ได้มีสวัสดิการที่หลากหลายขึ้นและเป็นฐานในการยึดโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และวัดเป็นศูนย์รวมด้านการพัฒนาจิตใจ   โดยในจังหวัดจันทบุรีมีกลุ่มสัจะสะสมทรัพย์  125  กลุ่ม สมาชิกกว่า  60,000 คน   มีเงินกองทุนและเงินออมหมุนเวียนกว่า  600 ล้านบาท   มีกองทุนสวัสดิการที่มาจากการออมของสมชิกจำนวน  250  ล้านบาท    และจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกที่มากกว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย  

     สำหรับผลการดำเนินงานโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศที่ผ่านมา มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลมากกว่า 3,400 กองทุน สมาชิกกว่า 1.4 ล้านคน  มีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ได้รับการสมทบงบประมาณจากรัฐบาล จำนวน 2,048  กองทุน ครอบคลุม 75 จังหวัด จำนวนสมาชิกกองทุนที่ได้รับสมทบงบประมาณจำนวน 1,199,654  ราย โดยเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ครบรอบหนึ่งปี จำนวน 908,195 ราย  งบประมาณสมทบกองทุนรวม ทั้งสิ้น  310.09  ล้านบาท มีการส่งเสริมจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ใหม่ 510 กองทุน  การดำเนินงานตามโครงการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนถือเป็นตัวอย่างรูปธรรมความสำเร็จของความร่วมมือ ร่วมใจระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดระบบสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างหลักประกันความมั่นคงของชุมชนฐานราก ฟื้นฟูทุนทางสังคม  สร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น   ในการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  บนพื้นฐานการให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี

     จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน “คนตะวันออก : ปฏิรูปสังคม  จากฐานราก” พร้อมมอบนโยบายการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมเพื่อชุมชนเข้มแข็ง

     นายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า  สิ่งที่ต้องการผลักดันเพื่อทำให้ระบบสวัสดิการมีความมั่นคง และมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง คือการทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นรัฐบาลจึงได้มีการผลักดันกฎหมายที่เรียกว่าพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถที่จะออมเงิน และให้รัฐสมทบเงิน ซึ่งขณะนี้กฎหมายได้ผ่านการรับหลักการของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คณะกรรมาธิการซึ่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าเมื่อเปิดสมัยประชุมต้นปีหน้า ก็จะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯได้ ทั้งนี้การสร้างวินัย และการทำให้พี่น้องประชาชนสามารถออมเงิน  โดยที่รัฐบาลสมทบเงิน และสามารถตรวจสอบได้ เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการ  ซึ่งต้องอาศัยความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชน และความเข้มแข็งของชุมชนต่างๆ ที่จะมีการรวมตัวกันดำเนินการในรูปแบบต่างๆ และต่อไปในอนาคตพี่น้องประชาชนจะเริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้นว่าจะเป็นยุคที่โลกและสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พวกเราทุกคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงในหลายรูปแบบ การมีหลักประกัน การที่มารวมตัวกัน เอาทรัพยากรที่ทุกคนมีอยู่มาร่วมกัน และสร้างหลักประกันตรงนี้จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตามแนวของปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง           

     นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีความเข้มแข็งด้วยตัวเอง และชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานจะมีบทบาทที่สำคัญในการช่วยเหลือดูแลให้ความเข้มแข็งตรงนี้เกิดขึ้นได้ และถ้าสามารถขยายผลของความเข้มแข็งในชุมชนได้  ตนมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทย ประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งตามมาด้วย นอกจากนั้น การรวมตัวเป็นความเข้มแข็งนั้นจะได้มากกว่าสวัสดิการและเงินออม ทำให้ชุมชนและสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข อยู่รวมกันโดยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และมีความเอื้ออาทรต่อกันและกัน           

     ท้ายสุดนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมพี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิก และที่ได้มาร่วมในเครือข่ายของสวัสดิการชุมชน ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปสังคม โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว และได้แสดงเห็นถึงความก้าวหน้าความสามารถในการบริหารจัดการของชุมชน พร้อมทั้งกล่าวขอขอบคุณประชาชนทุกคน ข้าราชการทุกภาคส่วนที่ได้รวมกันพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่องจนมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะร่วมมือกันยกระดับการจัดการสวัสดิการชุมชนเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการสังคมทั้งหมด และเป็นการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประเทศของเราให้มีความเข้มแข็งมีความก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน                     
 
      ในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบใบประกาศให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออก และปริมณฑล จำนวน 95 กองทุน และมอบป้าย “ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนกสิกรรมโป่งแรด” พร้อมทั้งเปิดป้าย “เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภาคตะวันออก  

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter