ตามที่ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ปี 2553 เพื่อยกระดับให้สวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาระบบกองทุนสวัสดิการ ในการดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคีระดับจังหวัดในการดำเนินการนั้น วันนี้ (๒๑ ธ.ค. ๒๕๕๓) คณะทำงานสวัสดิการชุมชนภาคเหนือ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ จัดสัมมนาการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนสู่การจัดการตนเองของชุมชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ณ โรงแรมพรพิงค์ทาวเวอร์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
สำหรับผลการดำเนินงานพัฒนาสวัสดิการชุมชนภาคเหนือของปี ๒๕๕๓ พบว่า มีการจัดตั้งกองทุนใหม่จำนวน ๑๒๐ กองทุน และพัฒนาคุณภาพกองทุนเดิมจำนวน ๓๖๐ กองทุน มีจำนวนสมาชิกรวมทั้งหมด ๒๑๗,๘๘๓ ราย โดยกองทุนมีเงินสะสมทั้งหมดจำนวนกว่า ๑๔๓ ล้านบาท
นายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า สิ่งที่ชุมชนสร้างความร่วมมือจัดสวัสดิการชุมชน ตลอดช่วง ๖-๗ ปีที่ผ่านมานับเป็นนวัตกรรมของการจัดการตนเองที่สำคัญ ซึ่งระยะต่อไปต้องขยายทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยชุมชนต้องมีความเข้าใจเรื่องสวัสดิการชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ยึดตัวเงินเป็นเป้าหมาย แต่ทำให้เกิดความร่วมมือกันในการจัดการตนเองของชุมชนนั้นๆ หนุนเสริมให้สิ่งที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะสร้างสังคมสวัสดิการในปี พ.ศ.๒๕๕๙ เกิดขึ้นได้จริง ในส่วนกรมฯ นั้น มีแนวทางที่จะจัดกระบวนให้ทีมของพม. ในแต่ละจังหวัด เข้ามาเป็นกำลังสำคัญหนุนเสริม ทั้งกำลังคน งบประมาณ และงานวิชาการ โดยทำงานกันแบบบูรณาการ
นางมุกดา อินต๊ะสาร อนุกรรมการสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า การสมทบงบประมาณในลักษณะสวัสดิการสามขา ระหว่างชาวบ้าน ท้องที่ และรัฐบาลนั้นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทุกกลุ่มประสานความร่วมมือกัน โดยมีสวัสดิการชุมชนเป็นตัวร้อยเรื่องราวซึ่งแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยในอนาคตได้ เพราะกระบวนการจัดสวัสดิการชุมชนนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องเกิดแก่เจ็บตาย การออมวันละบาท แต่เป็นเรื่องของการจัดการสวัสดิการถ้วนหน้าที่ขยายไปยังคนทุกกลุ่มในสังคม
“ส่วนเป้าหมายของการขับเคลื่อนสวัสดิการภาคเหนือในปี ๒๕๕๔ นั้น คือ ขยายกองทุนใหม่ตามความพร้อมของพื้นที่ และการพัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนเดิม สร้างการเชื่อมโยงทั้งระดับชุมชน ตำบล จังหวัด จนถึงระดับภาค โดยเฉพาะการเติมเต็มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและช่วยเหลือกันในระดับภาค”.




