เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน จัดสัมมนาความก้าวหน้าโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการควบคู่กับกระบวนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ณ โรงแรมทาวน์อินทาวน์ เพื่อประมวล สังเคราะห์ผลการศึกษาการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดในรอบแรก มาใช้ในการพัฒนาสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนในระดับประเทศและสวัสดิการด้านอื่นๆ โดยมีคณะทำงานวิจัยจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ ๑๑ จังหวัดและภาคีที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนคณะทำงานขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดที่สนใจเข้าร่วม ประมาณ ๑๐๐ คน
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า เรื่องการจัดสวัสดิการชุมชน เป็นเรื่องที่ได้เริ่มดำเนินการมานานแล้ว มีการทำกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งสามารถจัดระบบที่ชุมชนดูแลตนเอง รัฐบาลได้เข้ามาสมทบให้กองทุนเข้มแข็งมากขึ้น เป้าหมายของสวัสดิการชุมชนไม่ใช่เพียงการได้เงินสมทบ 365 บาทจากรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องสิทธิเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดระบบดูแลแบ่งปันกัน ไม่ใช่แค่คนกับคนเท่านั้น แต่โยงไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ทรัพยากรต่าง ๆ เป็นต้น
ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวต่อว่า ทิศทางการของการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน เป็นการออกแบบการทำงานร่วมกันที่มีองค์ประกอบของชุมชน หน่วยงานในสังกัดกระทรวง เช่น พมจ.รวมไปถึงภาคประชาสังคมด้วย เพื่อร่วมกันดูแลคุณภาพชีวิดของประชาชน เพราะเรื่องการดูแลกันไม่ใช่เรื่องของใคร แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำร่วมกัน
นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า โครงการวิจัยแต่ละจังหวัดได้ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และคงไม่ได้จบแค่ว่า งานวิจัย หรืองานวิชาการ แต่เน้นเรื่องการจัดการความรู้จากการทำงาน เพราะในตำราเรียนไม่มีสอน ความรู้ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเราเอง ช่วงหลังมีนักศึกษาที่สนใจทำวิทยานิพนธ์เรื่องสวัสดิการสังคม ที่ไม่ใช่รัฐสวัสดิการ ฐานเรื่องสวัสดิการชุมชน ซึ่งต่อไปจะเป็นฐานในการจัดสวัสดิการสังคมในอนาคต
นอกจากนั้น กองทุนสวัสดิการสามารถคุมข้อมูลในท้องถิ่นได้ ต่อไปเราก็ไม่ต้องไปสำรวจข้อมูลชุมชน ข้อมูลผู้ยากไร้อีกต่อไป สามารถนำข้อมูลไปใช้ไปวิเคราะห์ได้เลย การจัดเวทีในวันนี้คงทำให้ได้แลกเปลี่ยนกันเพื่อเป็นข้อสรุปในการขับเคลื่อนการทำงานสวัสดิการร่วมกัน โดยไม่ต้องรอว่าจะมีใครมาหาข้อสรุปให้อีก เพราะถ้าเรื่องนีมีพลังมากพอ การผลักดันเชิงนโยบายเพิ่มเติมก็ไม่เป็นเรื่องยากที่จะทำให้รัฐสนับสนุนต่อเนื่องได้
ทิศทางการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน บทบาทกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด
นายแก้ว สังข์ชู อนุกรรมการสวัสดิการชุมชนฯ กล่าวว่า เจตนารมณ์ในทิศทางในการจัดสวัสดิการชุมชนคือใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง พื้นที่ไหนเป็นอย่างไรก็ดำเนินตามวิถีวัฒนธรรมของตนเอง และองค์กรชุมชนต้องเป็นแกนหลักในการคิด การจัดการ การดำเนินการ โดยทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกองค์กรร่วมเป็นเจ้าของ สวัสดิการไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน ให้แต่ละส่วนงานได้มาทำงานร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาเรามีปัญหาเชิงเทคนิคการทำงาน จึงต้องมาคิดร่วมกัน
ซึ่งในเป้าหมายในปี 2554 เน้นการยกระดับขบวนองค์กรชุมชนให้คิดเป็น ทำเป็น เชื่อมโยงเป็นขบวนการสู่การจัดการใหม่ สู่การออกแบบ การจัดการอย่างทั่วถึง จริงๆ สวัสดิการเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้คนได้เข้ามาร่วมกันทำงานในหลายฝ่าย เพราะสวัสดิการคืองานเย็นทำให้เกิดงานพัฒนาต่อเนื่องในหลายๆเรื่อง เพราะฉะนั้นทิศทางข้างหน้าเรายังไม่เปลี่ยน เน้นย้ำที่พื้นที่เป็นตัวตั้ง องค์กรชุมชนเป็นแกนหลัก และต้องระเบิดจากข้างใน กลไกระดับจังหวัดให้มองเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
สำหรับบทบาทของคณะกรรมการขับเคลื่อนคณะกรรมการจังหวัด เมื่อครบหนึ่งปีต้องทบทวนตนเอง ว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้าง ถ้ามีก็ต้องออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับพื้นที่ตนเอง เช่น ต้องเกิดสมัชชาสวัสดิการชุมชนจังหวัดที่มีมากกว่าสวัสดิการธรรมดา เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
นายกฤษดา สมประสงค์ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า การจัดสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริการสาธารณะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาร่วมจัดการ เรื่องที่อยากทบทวน คือ ยุทธศาสตร์ที่ต้องเดินให้ชัดเจน สร้างขบวนองค์กรชุมชนที่ชัดเจนในอุดมการณ์การจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งถ้าชัดเจนแล้วทิศทางเป้าหมายก็ชัด การประกาศตัวตนให้ชัดมีศูนย์การเรียนรู้ มีอุดมการณ์ชัดเจน การทำงานร่วมภาคี มีข้อมูลชัดเจน เปิดเผยโปร่งใสได้
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สำคัญในการที่จะสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ได้แก่ (1) ช่วยรณรงค์ จัดเวทีการจัดตั้งกองทุน ให้ประชาชนได้เข้าใจในการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน (2) การตั้งงบอุดหนุน ในการส่งเสริมสนับสนุนการขยายกองทุน การพัฒนากองทุนให้เข้มแข็ง การขยายฐานสวัสดิการเรื่องอื่น ๆ โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนจัดทำโครงการเข้าสู่ข้อบัญญัติของท้องถิ่น เมื่อได้รับแล้วงบอุดหนุนกองทุนแล้วก็สามารถนำไปดำเนินการได้เลย หากใช้ไม่หมดต้องคืนท้องถิ่น (3) งบประมาณสมทบ โดยไม่ติดหลักเกณฑ์ใดของระเบียบใด ขึ้นอยู่กับศักยภาพของท้องถิ่นที่จะสามารถสมทบได้ แต่ต้องรายงานผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน
นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่กำลังจะดำเนินการต่อไปก็คือ การจัดประชุมผ่าน VDO Conference ประชุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกพื้นที่ ในช่วงสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยในเดือนมีนาคม และการจัดทำคู่มือการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้กับท้องถิ่น
สำหรับจังหวัดเป้าหมายภายใต้โครงการวิจัยฯ คือจังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ พะเยา อุบลราชธานี อุดรธานี สระแก้ว สิงห์บุรี ราชบุรี นครนายก ชุมพรและพังงา




