วันที่ ๘-๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา สำนักงานสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนและภาคี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “สังเคราะห์ภูมิปัญญาชุมชน : พื้นที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง” ณ วีเทรน อินเตอร์เนชั่นแนล เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนิยามและตัวชี้วัด “พื้นที่จัดการตนเอง” สังเคราะห์อุปสรรค ข้อติดขัด และข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พื้นที่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยมีตัวแทนจากพื้นที่ตำบลศักยภาพ พื้นที่จังหวัด และภูมินิเวศน์จำนวน ๓๐ พื้นที่ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและเจ้าหน้าที่สถาบันฯ เข้าร่วมประมาณ ๑๕๐ คน
นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการ พอช. กล่าวว่า สถานการณ์ของโลกเรา ณ ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือความแปรปรวนในเรื่องภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่กำลังก่อผลกระทบกับประชากรโลก ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบบางส่วน เพราะฉะนั้นข้างหน้าโลกจะเผชิญเรื่องใหญ่อยู่ ๒ เรื่อง ๑) ความมั่นคงทางอาหาร ๒) ปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งทั้งสองเรื่องเกี่ยวพันกับเรื่องที่ดินทำกิน การอยู่อาศัยและอาหารการกิน ซึ่งเป็นเรื่องที่สถาบันฯและขบวนองค์กรชุมชนต้องคำนึงถึง
ทั้งนี้ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง การจัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่ เรามีต้นทุนในด้านต่างๆ อยู่มาก หากมาร่วมกันคิด ร่วมกันทำโดยใช้สภาองค์กรชุมชนมาเชื่อมโยง เราเป็นคนในพื้นที่ ที่รู้ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ของชุมชนเป็นอย่างดี หน่วยงานไหนเข้ามาต้องมาประสาน สิ่งที่เราทำก็เพื่อพื้นที่ของเรา ลูกหลานของเรา เรื่องราวความรู้ต่างๆ ในอนาคตอาจพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นเช่น ด้านเกษตรกรรมเราจะรักษาดินให้เป็นประโยชน์กับบ้านเราได้อย่างไร สภาฯ และองค์กรชุมชนจะมีบทบาทร่วมกันอย่างไร แต่ละตำบลดำเนินการกันอย่างไร มีวิธีการอย่างไร วันนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด ซึ่งก็คาดหวังให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองและไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยร่วมกันต่อไป
นายบำรุง คะโยธา กรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป กล่าวในหัวข้อการเสวนาเรื่อง “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองกับการปฏิรูปโครงสร้างประเทศไทย” โดยหยิบยกประสบการณ์ในการพัฒนาพื้นที่ในฐานะนายก อบต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ โดยเล่าว่า ปัญหาในพื้นที่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ที่เกิดจากการทำเกษตรกระแสหลัก มีชีวิตไม่มั่นคง ไม่มีความสุข และขาดความเชื่อมั่นในอาชีพของตัวเอง
เมื่อเป็นดังนั้น อบต.จึงได้สร้างรูปธรรมจากโครงการนำร่องเกษตรยั่งยืน ที่เป็นเกษตรกรรมทางเลือก เกษตรอินทรีย์ ที่สามารถแตกกิจกรรมออกได้หลายด้าน อย่างทำเรื่องพันธุ์กรรม เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ การสร้างต้นแบบให้เห็นเป็นจริงสามารถอยู่รอด มีความสุข ภูมิใจในตัวเอง สามารถพึ่งพาตนเองได้ พอเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็มาสรุปบทเรียนกัน ทั้งนี้เป็นการปลุกกระแสชาวบ้านให้เห็นถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร นอกจากนั้นมีการนำเรื่องนี้ทำประชาคม แล้วนำบรรจุเข้าเป็นแผนของ อบต.
ซึ่งหากลองมองย้อนกลับถึงคนเล็กคนน้อยที่นี่มาร่วมกันพัฒนาพื้นที่ได้อย่างไร นายบำรุง วิเคราะห์ให้ฟังว่า เริ่มจากการทำให้ อบต.เป็นของประชาชน มีการจัดทำทำแผนร่วม มีเข็มมุ่งเรื่องเกษตรยั่งยืนใช้การสร้างต้นแบบเพื่อทำให้เห็นวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดตั้งสวัสดิการชุมชนรองรับ รวมทั้งการนำต้นทุนที่มีอยู่ในชุมชนตำบลนำมาเคลื่อนตัว อย่างงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ประเพณีในท้องถิ่นถูกนำมาใช้ถักทอสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่
สิ่งที่ผมอยากเห็น คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเป็นองค์กรของชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือของผู้รับเหมา พ่อค้า หรือนักการเมือง วันนี้ที่สายนาวังยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมและกลุ่มองค์กรชาวบ้านต่างๆ ในตำบลก็ยังคงเดินหน้าสู้ต่อ นายบำรุง กล่าวทิ้งท้าย
ด้านนางศยามล ไกยูรวงศ์ ภาคประชาสังคมภาคใต้ ได้นำเสนอข้อมูลถึงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ณ ขณะนี้รัฐและกลุ่มทุนมีแผนการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม และมีแผนการลงทุนด้านพลังงาน โดยจะสร้างโรงไฟฟ้าทั้งถ่านหิน และนิวเคลียร์ขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา ในขณะที่ภาคใต้สามารถพึ่งพาตนเองได้จากการทำเกษตรและการท่องเที่ยว เป็นการทำเกษตรแบบพึ่งพาแรงงานตัวเอง ที่คนใต้ส่วนใหญ่เลือกเป็นเจ้าของสวนยางดีกว่าเป็นลูกจ้างโรงงาน อีกทั้งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ภาคใต้ยังสามารถรองรับแรงงานที่ได้รับผลจากวิกฤติได้อย่างดี
หากจะพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคใต้ นางศยามล ชี้ว่า แท้จริงแล้วต้องเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรต่อเนื่อง จึงจะมีความเหมาะสมมากกว่า ข้อเสนอของ ปตท.ที่ต้องการพัฒนาให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่ง ณ ขณะนี้กลุ่มต่างๆ ล้วนวางแผน และจ้องจะมีส่วนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนต้องร่วมกำหนดแผนพัฒนาด้วย องค์กรชุมชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะสู้แบบลำพังไม่ได้ เราต้องให้คนทั้งจังหวัดต้องรับรู้ด้วย อย่างการต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน คนนครศรีธรรมราช ๓ ตำบลจับมือร่วมกันในการต่อสู้ จะสร้างให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน
อย่างไรก็ดี การที่ชุมชนท้องถิ่นจะสามารถลุกขึ้นมาจัดการตนเองได้นั้น จะต้องมีความเท่าทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต้องมีการศึกษาจัดทำข้อมูล นั่นจะทำให้เห็นโครงสร้างที่มาครอบการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นบ้านเรา การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น ต้องมีความเข้าใจในระดับนโยบายโครงสร้างที่มากระทำต่อเรา การทำแผนชุมชนฯ จำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ถึงสิ่งเหล่านี้แต่ละจังหวัดต้องเข้าใจบริบทของพื้นที่ตนเอง จึงสามารถร่วมกำหนดการเปลี่ยนแปลงได้
ในด้านผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ระดมความเห็นเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์หรือความหมายของพื้นที่จัดการตนเองและตัวชี้วัด มีข้อสรุปร่วมกันในเบื้องต้นดังนี้
วิสัยทัศน์หรือเป้าหมายที่อยากเห็นต่อพื้นที่จัดการตนเอง “ชุมชนท้องถิ่นมีจิตสำนึกสาธารณะ รู้เป้าหมาย เชื่อมั่นวิถีพลังชุมชน มีความสามารถในการบริหารจัดการชุมชนอย่างมีส่วนร่วมและจัดความสัมพันธ์กับภาคี ใช้ข้อมูล แผนการจัดการความรู้และทุนชุมชนเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนในทุกด้านอย่างเป็นระบบ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการพัฒนาอย่างยั่งยืน “
นิยาม/ความหมาย ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง
ชุมชนท้องถิ่น = ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมินิเวศน์
จัดการตนเอง = บริหารจัดการทุน (คน องค์กรชุมชน ทรัพยากร ฯลฯ) เพื่อแก้ไขปัญหา แลพัฒนาชุมชนตนเองไปสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน ชุมชนท้องถิ่นมีจิตสำนึก สาธารณะ รู้เป้าหมาย เชื่อมั่นวิถีและพลังชุมชน มีความสามารถในการจัดการชุมชนและจัดความสัมพันธ์กับภาคี ใช้แผน การจัดการความรู้ และทุนชุมชนแก้ไขปัญหา และพัฒนาตนเองทุกด้านอย่างเป็นระบบ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ตัวชี้วัดพื้นที่จัดการตนเอง
1. ชุมชนมีเป้าหมาย ทิศทาง ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2. มีระบบข้อมูล ฐานข้อมูลที่สำคัญของชุมชน ที่สามารถนำไปจัดทำผังพื้นที่ ทำแผนพัฒนาตนเอง และสื่อสารกับสาธารณะ
3. มีแผนของชุมชน ที่เป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ระดับตำบลทั้ง ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ เด็ก/เยาวชน ยาเสพติด และได้รับการบรรจุเข้าแผนของท้องถิ่น และมีการปฏิบัติตามแผน
4. ปัญหาร่วมของคนในพื้นที่ ได้รับการยกระดับเชื่อมโยงและถูกจัดการแก้ไขอย่างเป็นระบบ และชุมชนตระหนักเรื่องการมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินงานพัฒนา และติดตามตรวจสอบที่รวมถึง โครงการของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน
5. มีรูปธรรมการจัดการปัญหาในชุมชน โดยมีชุมชนเป็นแกน หลัก มีประเด็นงานพัฒนาที่ครอบคลุมทุกเรื่อง และมีองค์กรชุมชนที่หลากหลาย เป็นพื้นฐานของการทำงานพัฒนา
6. ชุมชนมีการจัดการที่ดินโดยชุมชน มีการจัดการทุนชุมชน ทั้งทุนทรัพยากร ทุนสิ่งแวดล้อม ทุนเงิน ทุนภูมิปัญญา ระบบสวัสดิการ มีความมั่นคงทางอาหาร มีแหล่งพลังงาน เพียงพอต่อวิถีชีวิต การกิน การอยู่ ของชุมชนอย่างยั่งยืน
7. มีการจัดความสัมพันธ์ของขบวนชุมชนท้องถิ่น ระดับท้องถิ่น ที่มีความร่วมมือกันหลายฝ่าย และทำงานร่วมกันได้ : ท้องถิ่น : ท้องที่ : ขบวนองค์กรชุมชน : หน่วยงานรัฐในพื้นที่
8. ชุมชนรักการเรียนรู้ มีฐานการเรียนรู้ระดับตำบล ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และมีระบบการจัดการความรู้ ชุดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา รูปธรรมพื้นที่และบทเรียน และสื่อสารสู่ชุมชนและสาธารณะ
9. คนในชุมชนมีความสุข มีความเป็นเจ้าของชุมชน มีระเบียบ/กติกาการอยู่ร่วมกัน และมีความผูกพันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
10. การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนสม่ำเสมอ มีการเชื่อมโยงเครือข่าย ผนึกกำลังชุมชนทุกระดับ และมีระบบการสร้างและพัฒนาคนจากรุ่นสู่รุ่น มีคนรุ่นใหม่มาสืบทอดเจตนารมณ์
11. มีระบบธรรมาภิบาล ความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน และมีระบบการตรวจสอบการทำงานของชุมชนเอง
วิธีการสำคัญ/กระบวนการสำคัญที่จะไปให้ถึง “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง”
1. ใช้ผู้นำชุมชน คนรุ่นใหม่และกระบวนการกลุ่ม พูดคุยสร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างจิตสำนึก อุดมการณ์ ทำความเข้าใจเป้าหมายร่วมของชุมชน และใช้หลักความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เป็นตัวเชื่อมโยงให้คนเข้ามาร่วมกัน โดยเริ่มต้นการรวมตัวจากกลุ่มเล็กๆ ขยายเป็นเครือข่าย และภูมินิเวศน์
2.สำรวจปัญหา ศึกษาข้อมูลชุมชนและวิเคราะห์สถานการที่เกี่ยวข้อง จัดทำผังแผนที่การใช้ทรัพยากรร่วมของตำบล และปรับปรุง/ปรับแผนของชุมชนให้เป็นแผนที่มีชีวิต เป็นแผนที่พัฒนาของตำบลที่สามารถทำได้จริง
3. กำหนดประเด็นปัญหาร่วมที่เกิดขึ้นจากข้อมูลจริงในพื้นที่ ด้านทรัพยากร สวัสดิการ การจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย กลุ่มอาชีพ ฯลฯ ยกระดับเป็นเป้าหมายร่วม เป็นเครื่องมือของชุมชนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงภาคี
4. ใช้สภาองค์กรชุมชนที่เป็นของทุกคน ทุกขบวนชุมชนในตำบลเชื่อมโยงคนในตำบลและภาคีร่วมพัฒนา และเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน ในพื้นที่ตำบล จังหวัด กำหนดทิศทาง เป้าหมาย ทำแผนและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นด้วยตนเอง
5. สร้างพื้นที่รูปธรรม ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ ที่สามารถให้ชุมชนอื่นๆ หรือพื้นที่อื่นๆ เข้ามาเรียนรู้ได้ โดยพัฒนาองค์ความรู้ชุมชนที่หลากหลาย ขยายองค์ความรู้ ยกระดับสู่หลักสูตรชุมชน
6. ประสานภาคีสร้างระบบการทำงานร่วมกันของท้องถิ่น อำเภอ สร้างกลไกร่วมระดับตำบล
7. กรณีชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองระดับจังหวัด นอกจากดำเนินการตามวิธีข้างต้นต้องมีแผนการพัฒนาระดับเมืองร่วมกัน จัดวางบทบาทให้ชัดเจนระหว่างท้องถิ่น ภาคีและชาวบ้าน และเชื่อมโยงการทำงานชุมชนกับมิติการทำงานด้านอื่น ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ อาทิ ชนเผ่า ฯลฯ โดยใช้กลไกการดำเนินงานระดับจังหวัด
8. ใช้สถานการณ์ปัญหาร้อน ปัญหาร่วม เป็นเครื่องมือรวมกลุ่มคน จัดกระบวนการเรียนรู้ จุดประกายความคิดให้กับคนในชุมชน ขยายการทำงานให้ครอบคลุมเชิงพื้นที่ และเปิดเวทีนำเสนอข้อมูลกับคนในชุมชนส่วนใหญ่
9. นำข้อมูลที่มีอยู่แล้วในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ พัฒนาระบบข้อมูล สำรวจข้อมูลชุมชนที่สำคัญ ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือศึกษาความรู้เชิงลึกของชุมชน และจัดทำตัวชี้วัดเป้าหมายการพัฒนาชุมชน
10. จัดทำแผนงานโครงการ แก้ไขปัญหา บูรณาทุนภายในชุมชน บูรณาการแผนงานร่วมหลายภาคส่วนในท้องถิ่น โดยจัดระบบการทำงาน /มีกลไกร่วมพัฒนา เน้นองค์กรชุมชนเป็นหลักในการปฏิบัติ หน่วยงาน/ภาคี เป็นผู้สนับสนุน
11. พัฒนาผู้นำชุมชนรุ่นเก่า และสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ ทักษะและความสามารถ ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนา และใช้แผนชุมชน เป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้ของคนในชุมชน
12. นำบทเรียนชุดองค์ความรู้ของชุมชน สื่อสารสู่สาธารณะและบรรจุเป็นหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน/ชุมชน
ตัวอย่างการจัดการตนของพื้นที่พัฒนาจากผู้เข้าร่วมสัมมนา
นายเอกภพ จตุ ผู้นำชุมชน ตำบลปอ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
ในพื้นที่มีประชากรที่เป็นชนเผ่าหลายชนเผ่า ที่ผ่านมามีงานวิจัยทางประวัติศาสตร์และชาติพันธ์ของชุมชน ทำให้ชุมชนได้รู้จักรากเหง้าของตัวเอง รูปธรรมงานพัฒนาที่ชุมชนอยู่กับทรัพยากรอย่างเกื้อกูลคือการจัดการดิน น้ำ ป่าโดยชุมชน การจัดการที่ดินทำกินของชนเผ่า มีระเบียบกติกาของชุมชน ในการใช้ประโยชน์จากป่า โดยใช้งานวิจัยและภูมิปัญญาของชาวบ้านเป็นเครื่องมือ
นางประมวล เจริญยิ่ง ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน ตำบลเขาคอก จ.บุรีรัมย์
ตำบลเขาคอกเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องงานพัฒนาที่หลากหลาย มีกลุ่มองค์กรชุมชน 52 องค์กร มีการจัดการตนเองในเรื่องทรัพยากร สังคมและวัฒนธรรม สภาพเดิมของชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพมาก มีการทำงานวิจัยเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชน ปัจจุบันมีการออกข้อบัญญัติในการจัดการทรัพยากรและพลังงาน ตัวอย่างงานพัฒนาที่ดำเนินการโดยชุมชน ได้แก่การส่งเสริมให้เย่าวชนจัดการขยะในชุมชนและในโรงเรียน ผลักดันให้มีการใช้หลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียน ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในชุมชน เช่นเตาเผาถ่าน การทำบ่อหมักก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 1,500 ไร่ของเกษตรกร 150 ครัวเรือน ส่งเสริมบุคคลต้นแบบของการพึ่งตนเอง ส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน 100 ครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่งเสริมโครงการ 1 ไร่ 1 พอเพียง ของประชากรจำนวน 150 ครัวเรือน ที่ปลูกทั้งไม้ใช้สอยและไม้กินได้ ปัจจุบันชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ในทุกๆด้าน โดยมีศูนย์เรียนรู้ของชุมชน 14 ศูนย์ ได้แก่ป่าชุมชน เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน พลังงานทางเลือก วิสาหกิจชุมชน การทำของใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ปัจจัยสำคัญของการจัดการตนเองคือการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้นำชุมชนตำบลบางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา
ประชาชนในพื้นที่ตำบลบางม่วงได้ผ่านภัยพิบัติสึนามิที่รุนแรงที่สุดมาแล้ว ภัยพิบัติในครั้งนั้นได้ส่งผลให้ชาวบ้าน ต้องลุกขึ้นมาปกป้องรักษาชุมชนเช่น การรักษาดิน การรักษาป่าชายเลน ภัยพิบัติสึนามิทำให้พี่น้องในพื้นที่โซนอันดามันไม่เพียงแต่สูญเสียคนที่รักในครอบครัว แต่ได้สูญเสียที่ดินอยู่อาศัยและทำกิน เพราะเพิ่งทราบหลังเกิดเหตุสึนามิว่าที่ดินที่อยู่อาศัยที่อยู่มานาน ไม่ใช่ของตนเองตามกฎหมาย เราได้ผลักดันปัญหาของชาวเลและคนไทยพลัดถิ่น ที่ได้สูญเสียที่ทำกินและที่อยู่อาศัยต่อระดับนโยบายและสาธารณะ ช่วยกันจัดทำข้อมูลว่าชุมชนอยุ่อาศัยและทำกินมานานเท่าใด มีผู้ที่สูญเสียที่ทำกินจำนวนเท่าไหร่ ชาวเลที่หากินในทะเลที่ไม่มีสถานที่ประกอบพิธีกรรมจำนวนเท่าไหร่ ผลักดันขอที่ดินเพื่อขอพื้นที่พิเศษเพื่อที่อยู่อาศัยที่ทำกินและประกอบพิธีกรรม จนครม.มีมติให้จัดพื้นที่พิเศษให้ สำหรับคนไทยพลัดถิ่นเรากำลังผลักดันให้ออก พ.ร.บ.คืนสัญชาติ
การจัดการตนเองเพื่อปกป้องชุมชน เราใช้ข้อมูลชุมชนเป็นแผนที่ในการขับเคลื่อน และประสานสื่อมวลชนคิดกลยุทธทุกวันเพื่อการสื่อสารกับชุมชนและสังคม เพราะเรื่องที่เราทำบางเรื่องมันยากต้องให้สังคมเขารู้ด้วยจะได้แก้ง่ายขึ้น
นางพูนทรัพย์ ศรีชู ผู้นำชุมชน ตำบลท่าหิน อ.สะทิงพระ จ.สงขลา
จากปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง โหนด นา เล ลดลง ในน้ำไม่มีปลาในนามีแต่สารพิษ ทำให้ชุมชนต้องรวมตัวกันจัดทำข้อมูลและพัฒนามาสู่การจัดทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อการฟื้นฟูชุมชนให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง มีการเชื่อมโยงแผนชุมชนกับแผนอบต. ดำเนินแผนพัฒนาเพื่อส่งเสริมกลุ่มทำนา กลุ่มทำน้ำตาลโตนด ส่งเสริมชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (โหนด นา เล) ประสานงานกับเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาปสงขลา มีการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำ จัดทำแผนอนุรักษ์ความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนให้มีพื้นที่คุ้มครองทำนาข้าว โดยไม่ให้ปลูกยางปลูกปาล์มในนาข้าว เมื่อมีสภาองค์กรชุมชนเราได้เชื่อมโยงกับทุกสภาในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระ มีการจัดทำแผนสุขภาพ และประเด็น โหนด นา เล ในระดับจังหวัดเชื่อมโยงกับภาคีต่างๆ รวมทั้งการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ขยายพื้นที่สภาองค์กรชุมชน ล่าสุดมีการจัดการภัยพิบัติวาตภัยในพื้นที่คาบสมุทรเราช่วยกันทำทั้งหมด
นายเสป เกิดทรัพย์ ผู้นำชุมชน ตำบลป่าคลอก จ.ภูเก็ต
การจัดการทรัพยากรที่สำคัญและยากที่สุดคือทรัพยากรมนุษย์ ในชุมชนเราไม่ได้สร้างระเบียบกติกาอะไร เพราะกฎระเบียบใช้ไม่ได้กับนายทุนและนักการเมือง แต่เรามีสภาชาวบ้านและหลักคำสอนของศาสนาเพื่อการปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ เพื่อการแก้ปัญหา ในเรื่องความยากจน หนี้สิน การศึกษาของเด็ก และที่อยู่อาศัย ในช่วงหลายปีที่ผ่านเราได้มีการจัดการตนเองไปแล้วในหลายเรื่อง รวมทั้งการบริหารจัดการที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน เช่นการขอเช่าท่าเทียบเรือจากอบต.ให้ชุมชนบริหารจัดการเอง เรามีการจัดการน้ำ มีรายได้จากการจัดการเดือนละ 30,000 บาท เรามีรายได้จากการจัดการท่าเทียบเรือเดือนละ 300,000 บาท มีรายได้จากการจัดการตลาดชุมชนเดือนละ 8,000 บาท และ และรายได้จากการทำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
เมื่อชุมชนบริหารจัดการตนเองได้ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากร เท่ากับว่าเรากำลังทำเรื่องโลก ทำเรื่องเศรษฐกิจชาติ มีคนถามว่าทำเรื่องทรัพยากรหรือเรื่องอนุรักษ์แล้วได้อะไร คำตอบคือได้อากาศ ได้อาหาร ได้ที่อยู่อาศัย ได้เครื่องนุ่มห่มและได้ยารักษาโรค
ในตำบลของเรามีแผนชุมชนที่กำกับทิศทางการพัฒนา มีโครงการพัฒนากว่า 40 โครงการ เรามีสภาองค์กรชุมชนและมี 18 หน่วยงานที่ช่วยกันทำงานเพื่อชุมชน เรามีทุนของชุมชนหลายอย่าง มีทรัพย์สินเป็นที่ดินกว่า 40 ไร่ มีเงินออมทรัพย์มากว่า 33 ล้าน เงินสหกรณ์ 15 ล้าน มีการจัดสวัสดิการชุมชนให้กับสมาชิกกลุ่มออมทรพย์ คนไม่เป็นสมาชิกถ้าเสียชีวิตเราก็ช่วยเงินทำศพและทำบุญ ถ้าคนๆนั้นเป็นดีและไม่ทำลายทรัพยากรในชุมชน เรามีทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ มีศูนย์เด็กที่ชุมชนจัดการเองมาหลายปี เมื่อปี 53 อบต.ให้เงินมาสร้างอีก 4 ล้านเพราะมีเด็กที่ต้องดูแลมากขึ้น ชุมชนสร้างสร้างมัดยิสเอง 20 ล้านบาทที่ใช้งบของชุมชนทั้งหมด ในชุมชนมีคนกินเงินเดือนของชุมชน 51 คน เงินเดือนตั้งแต่ 1,500- 10,000 บาทในเดือนหน้า ชุมชนและอบต.ไปประชุมละลายพฤติกรรม โดยใช้งบประมาณของชุมชน
บันทึกและเรียบเรียงโดย
อุดมศรี ศิริลักษณาพร /รุ่งโรจน์ เพชรบูรณิน/ไพชุมพล นิ่มเฉลิม




