เครือข่ายม็อบรากหญ้า จัดเสวนากลางม็อบบริเวณลานพระรูป ชาวบ้านเผยช้ำใจถูกหลอก ถูกโกง ถูกฟ้อง ทนายอาสาชี้ปัญหา 3 ฝ่าย ชาวบ้าน-นายทุน-รัฐ คนจนเสียเปรียบวันยังค่ำ แนะปฏิรูปกระบวนยุติธรรม-เปลี่ยนวิธีคิดคดีสิ่งแวดล้อม
วันที่ 24 ก.พ. 54 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) จัดเสวนา “คดีคนจนกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดย นางศิริกร เหล่าสกุล ตัวแทนชุมชนบ้านทับยาง สะท้อนปัญหาว่าชุมชนอยู่ในพื้นที่ประทานบัตรที่หมดอายุและมีการประกาศให้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีนายทุนมาขับไล่ โดยมีความต้องการนำไปสร้างสนามกอล์ฟ และอ้างว่าชาวบ้านไม่ได้จ่ายค่าเช่าที่ดินและถูกฟ้องร้อง ทั้งนี้ชาวบ้านมองว่าการออกโฉนดของนายทุนเป็นไปโดยมิชอบ
“เมื่อจ้างทนายกลับถูกนายทุนซื้อตัว กลับลำมาพูดให้ชาวบ้านยอมเพื่อที่จะได้อยู่ฟรี 10 ปี จนชาวบ้านไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป เมื่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้ ก็ต้องใช้กฏหมู่ จะว่าไปกฏหมายนั่นแหละที่บังคับให้เราเป็นคนเถื่อน ทุกวันนี้แกนนำโดนขู่ฆ่าแต่พวกเราจะสู้ต่อไป” นางศิริกร กล่าว
ขณะที่ นางลาภ หาญทะเล ตัวแทนชุมชนทับตะวัน จ.พังงา สะท้อนปัญหาในพื้นที่คือการเอกสารสิทธิ์ นส.3 ทับซ้อนที่ชุมชน และมีการฟ้องขับไล่ชาวบ้าน จนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย แต่มีทางเลือกให้ชุมชนน้อยมาก และยังมีการชักจูงให้เซ็นหนังสือแบ่งที่ดินกับกลุ่มทุนด้วยเหตุผลว่าหากไม่เซ็นจะไม่ได้อาศัยในพื้นที่ต่อไป ทำให้มีชาวบ้านหลงเชื่อ
“เดิมชุมชนมีพื้นที่อยู่ 24 ไร่ แต่เมื่อถูกกลุ่มทุนหลอกให้เซ็นหนังสือ ที่จึงถูกแบ่งเป็นของกลุ่มทุน 10 ไร่ และของชุมชนอีก 14 ไร่ บ้านของฉันอยู่ในพื้นที่ 10 ไร่ มีเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ คนอื่นอีก 5 ครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่ 10 ไร่นี้ยอมย้ายไปหมดแล้ว เหลือแต่ฉันที่จะสู้คดีให้ถึงที่สุด” นางลาภ กล่าว
นางคำใส ปัญญามี ตัวแทนชุมชนบ้านพรสวรรค์ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าหลังจากถูกกรมป่าไม้ ฟ้องคดีอาญาข้อหาบุกรุก และคดีแพ่งข้อหาทำให้โลกร้อน พบว่ากระบวนการยุติธรรมและบังคับใช้กฏหมายเป็นสิ่งโหดร้ายสำหรับชาวบ้านคนจน มีการปิดล้อมชุมชนอย่างน่ากลัว เจ้าหน้าที่ยังหลอกชาวบ้านให้เซ็นเอกสาร ซึ่งกลายเป็นการยอมรับผิด
“ทุกวันนี้ไม่ต้องทำมาหากินแล้ว แค่เขาให้เราไปปลูกป่าเพื่อชดใช้ค่าเสียหายกรณีโลกร้อน เราต้องเสียค่าเดินทาง ค่าอาหาร รายได้แค่แรงงานขั้นต่ำวันละร้อยกว่าบาทเมื่อไหร่จะใช้หนี้หมด ที่สำคัญเรายังไปหากินอย่างอื่นไม่ได้ เพราะถ้าเขาเรียกแล้วเราไม่ไป ก็ผิดอีก ทุกวันนี้ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย” นางคำใส กล่าว
นายบุญฤทธิ์ ภิรมย์ จากสหพันธ์เกษตรภาคใต้ กล่าวว่าการเข้าถึงทรัพยากร เป็นความขัดแย้งระหว่าง คนจน- คนรวย ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการใช้ทรัพยากรเหมือนกัน ต่างกันที่ความประสงค์ เกษตรกรต้องการใช้ที่ดินเป็นปัจจัยทางผลิต แต่กลุ่มทุนต้องการใช้เพื่อสร้างความร่ำรวย ดังนั้นหากราชการไม่พัฒนาความคิด ก็จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยาก
“ทิศทางการจัดสรรทรัพยากรที่ผูกขาดไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้หลายครั้งมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ที่ดินเกษตรกรรมถูกนำไปทำรีสอร์ท อุตสาหกรรม สุดท้ายก็ต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ยังไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าใครจะเป็นผู้จัดการทรัพยากร ทุกวันนี้ก็รับฟังแต่เอกสารสิทธิ์โดยไม่ได้ไตร่ตรองถึงความถูกต้อง ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรม” นายบุญฤทธิ์ กล่าว
นายสุรชัย ตรงงาม ผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นทนายความให้ชาวบ้านกล่าวว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดมาจากการแย่งชิงทรัพยากร แต่คนจนจะเสียเปรียบ จนก่อให้เกิดความขัดแย้ง 3 ฝ่าย คือประชาชนหรือชุมชน นายทุน และรัฐ ทั้งนี้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก็ยังไม่มีการให้ความรู้หรือข้อมูลที่เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านมักจะถูกเอาเปรียบอยู่เสมอ ตนมองว่ากระบวนการยุติธรรมควรเปลี่ยนวิธีพิจารณาคดีด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การรวบรวมพยานและหลักฐาน โปร่งใส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งใน “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” 4 เครือข่าย 3 กลุ่มปัญหา ได้แก่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัม 4 ภาค สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง, ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี โดยรวมตัวกัน 6,000 คนชุมนุมบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า มาตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ค้างคา 7 กลุ่ม 31 กรณี.
เขียนโดย รตินันท์ เหล่าอารักษ์พิบูล โต๊ะข่าวชุมชน สถาบันอิศรา




