บ้านบางโรง อยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เป็นพื้นๆที่ความโดดเด่นในเรื่องความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติของป่าชายเลน และความเข้มแข็งของชุมชน อยู่ห่างจากเมืองภูเก็ตประมาณ 22 กิโลเมตร ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประกอบอาชีพการเกษตร ทำการประมงและรับจ้าง
มีจุดเด่นด้านการพัฒนาในมิติที่หลากหลายเช่นมีกลุ่มออมทรัพย์และสถาบันการเงิน “อัลอาบานะห์” ที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนด้านสวัสดิการ การปลดเปลื้องหนี้สินนอกระบบ การจัดหาที่อยู่อาศัย การดำเนินธุรกรรมทางการเงินตามหลักศาสนา ในระบบทุนชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การเป็นชุมชนต้นแบบด้านเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการทุนโดยชุมชขน ฯลฯ
สภาพปัญหาที่ผ่านมา
บ้านบางโรงในวันนี้ เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เป็นพื้นที่หนึ่งที่ประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในชุมชน ป่าชายเลนถูกทำลายภายหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดสัมปทานป่าเมื่อปี 2513 ทรัพยากรสัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากการท่องเที่ยวที่ใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ การทำนากุ้ง เกิดปัญหาป่าชายเลนทรุดโทรม การขายที่ของชาวบ้านให้กับนายทุน ทำให้คนในชุมชนไม่มีที่ดินทำกินและอยู่อาศัย มีปัญหาหนี้สินติดตามมา ประชาชนรอพึ่งราชการและนายทุนเป็นหลัก
กลุ่มแกนนำเยาวชนที่ยืนหยัดและมุ่งมั่น
ในช่วงปี 2516-2518 กลุ่มเยาวชนในพื้นที่ประมาณ 40 คนตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาของชุมชนถึงทรัพยากรที่ถูกทำลาย การสูญเสียที่ดินของชาวบ้าน มีความสนใจเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม สนใจการทำเกษตรและอาชีพที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ในสมัยนั้นมีเจ้าหน้ากรมการพัฒนาชุมชน เจ้าหน้าที่เกษตร เจ้าหน้าที่กศน. เข้ามาในชุมชนเพิ่อส่งเสริมงานพัฒนาชุมชนและการทำเกษตร รวมทั้งสนับสนุนให้เยาวชนไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา อินโดนีเซีย ในเรื่องการทำการเกษตร การพัฒนาอาชีพและการอนุรักษ์ทรัพยากรฯลฯ
การรวมกลุ่มของชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ในปี 2535
มีการรวมกลุ่มของคนที่สนใจงานอนุรักษ์ ในขณะที่พื้นที่ป่าชายเลนถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง มีการตัดไม้ทำถ่านขาย มีการปักเขตจองพื้นที่เพื่อขายไร่ละ 8,000 บาท ความคิดเพื่อการฟื้นฟูป่าชายเลนได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญการปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนรักและหวงแหนต่อทรัพยากรในพื้นที่ รณรงค์และ ส่งเสริมเด็กเยาวชนให้ปลูกป่า มีความเห็นว่าการอนุรักษ์คือเป้าหมาย แต่วิธีการได้เลือกใช้หลายวิธีเช่นการกระจายคนไปทำงานในชุดต่างๆ เช่นอยู่ในกรรมการมัสยิด อยู่ในทีมงานของอบต. และอยู่ในงานพัฒนากลุ่มต่างๆ ทำงานทุกเรื่อง ทั้งเรื่องศาสนา การอนุรักษ์
กองทุนปลดเปลื้องหนี้สินและกลุ่มออมทรัพย์อัลอาบานะห์
ในปี 2535 แกนนำชุมชนได้สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนปลดเปลื้องหนี้สิน ที่บ้านบางโรง ได้เงินมาครั้งแรก 27,000 บาท สำหรับผู้เดือดร้อนรอบแรกจำนวน 12 ครอบครัว ช่วยเหลือชาวบ้านในการไถ่ถอนที่ดินชาวบ้านที่ติดจำนองจากนายทุน แก้ปัญหาหนี้สิน การเจ็บป่วย การศึกษา และต่อมาในปี 2540 ได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์อัลอาบานะห์ที่บ้านบางโรง
ทั้งนี้ในปี 2537 มีกลุ่มนักพัฒนา ( NGO ) เข้ามาทำงานเรื่องการอนุรักษ์ในชุมชน ซึ่งแกนนำชุมชนเห็นว่าวิธีการของนักพัฒนาในขณะนั้นไม่เหมาะกับวัฒนธรรมชุมชน เพราะชุมชนขับเคลื่อนงานโดยใช้ศาสนาเป็นหลักธรรมนำทาง
กลุ่มออมทรัพย์อัลอาบานะห์ เริ่มต้นด้วยสมาชิก 33 คน เงินออมแรกเริ่ม 20,000 บาท ทำหน้าบริหารจัดการด้านการเงิน
กลุ่มฯมีความเติบโตและได้รับความวางใจจากคนในชุมชนเป็นอย่างมาก ซึ่งต่อมากลุ่มปลดเปลื้องหนี้สินและกลุ่มออมทรัพย์ได้รวมเป็นกลุ่มเดียวกัน ปัจจุบันมีสมาชิก 720 คนมีเงินออมและหมุนเวียนกว่า 32 ล้านบาท ได้ช่วยเหลือสมาชิกในการปลดเปลื้องหนี้สิน ไถ่ถอนที่ดินคืนจากนายทุน กลับมาเป็นของชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านจ่ายเงินคืนให้กับกลุ่มออมทรัพย์ ตามกำลังที่ผ่อนได้ อีกบทบาทหนึ่งของกลุ่มออมทรัพย์คือการส่งเสริมให้มีสหกรณ์ในชุมชนเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของกลุ่มออมทรัพย์ ที่ต้องทำนิติกรรมบางอย่างเช่นการจัดซื้อที่ดินเพื่อแบ่งขายให้ชาวบ้านที่ยากไร้ที่ดินที่อยู่อาศัย และนิติกรรมด้านอื่นๆ
จัดซื้อที่ดินเป็นสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยและบริการอื่นๆให้กับชุมชน
กลุ่มออมทรัพย์ได้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัยในชุมชน และการทำธุรกิจที่ไม่ทำ ลายสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์ฯมีทรัพย์สินเป็นที่ดินจำนวน 4 แปลง รวมกว่า 40 ไร่ ได้แก่แปลงที่ 1 เป็นของกลุ่มออมทรัพย์ จำนวน 2 ไร่ ซึ่งมีทั้งสวนมะพร้าว และการขุดบ่อสาธารณะเพื่อขายน้ำให้กับชาวบ้าน แปลงที่ 2 เป็นของสหกรณ์ พื้นที่กว่า 3 ไร่ มีการจัดสรรแบ่งแปลงขายให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนจำนวน 30 ครัวเรือน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่นำไปขายต่อให้คนอื่นตอนนี้เหลืออยู่เพียง 6 ราย ทำให้สหกรณ์และกลุ่มออมทรัพย์ได้รับบทเรียนจากการที่ชาวบ้านได้สิทธิในที่ดินแล้วแล้วนำไปขายต่อ แปลงที่ 3 จำนวน 27ไร่ นำมาจัดสรรแบ่งขายจำนวน 200 กว่าแปลง ซึ่งสหกรณ์ได้มีการลงทุนซื้อที่ดินและพัฒนาสาธารณูปโภคด้วยการทำถนน คูระบายน้ำ วงเงินการลงทุน 25 ล้านบาท มีการเปิดขายให้กับบุคคลทั่วไปยกเว้นชาวต่างชาติ แปลงหนึ่งมีขนาด 50 ตารางวา ขายแปลงละ 700,000 บาท ปัจจุบันมีการขายและได้ทุนคืนมาแล้ว 80 % ถ้าขายได้ทั้งหมดสหกรณ์จะได้รับเงินจำนวน 42 ล้านบาท แปลงที่ 4 กลุ่มออมทรัพย์เป็นเจ้าของพื้นที่ จำนวน 8 ไร่ จัดซื้อมาเพื่อทำธุรกิจ นอกเหนือจากการมีสหกรณ์ของชุมชนเพื่อจัดทำนิติกรรมสัญญาต่างๆเพื่อประโยชน์ของชุมชนแล้ว ยังได้มีการจัดตั้งสถาบันการเงินของชุมชนเพื่อทำหน้าที่ในการลงทุนและตรวจสอบ อันเนื่องมาจากมีการใช้เงินของกลุ่มออมทรัพย์ในการทำธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้
ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และการพัฒนาที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
การทำงานเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรในชุมชนได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2537 และทำอย่างจริงจังในปี 2540 ถึงปัจจุบัน ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ดำเนินการในปี 2542 โดยใช้ทุนในชุมชนและการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก เช่นสำนักงานกองการลงทุนเพื่อสังคมหรือ SIF ให้เงินมา 800,000 บาท นำมาปรับภูมิทัศน์ของชุมชน ทำศูนย์เรียนรู้กระชัง เกษตรให้งบประมาณ 1ล้านบาท นำมาปรับปรุงห้องน้ำ พัฒนาหมู่บ้านต้นแบบ ทำศูนย์เรียนรู้กระชังต่อเนื่องจากสำนักงานกองการลงทุนเพื่อสังคมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชน
เพื่อรองรับการฟื้นฟูป่าชายเลนของชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ มีสถาบันการศึกษาคือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ตและการศึกษานอกโรงเรียน ได้ทำงานวิจัยชุมชน หัวข้อการวิจัยครอบคลุมเรื่อง ป่าชายเลน โดยที่บ้านบางโรงมีป่าชายเลน 2,800 ไร่ ทั้งตำบลป่าคลอกมีป่าชายเลน 3,800 ไร่ หญ้าทะเล ซึ่งที่บ้านบางโรงและหมู่ 2 หมู่ 3 มีหญ้าทะเลในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ปะการัง ป่าดิบชื้น น้ำตกบางแป และประวัติศาสตร์ชุมชน เป้าหมายของงานวิจัยและการอนุรักษ์คือการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชนที่ใช้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นเครื่องมือ แนวทางการอนุรักษ์ของชุมชนไม่ได้แยกออกจากหลักการของศาสนา ซึ่งในระยะแรกถูกวิจารณ์ว่าจะทำได้อย่างไร ตัวอย่างของการพัฒนาที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชุมชน และเป็นรูปธรรมของการจัดการตนเองที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน มีส่วนเสริมสร้างสวัสดิการชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่สำคัญได้แก่
- การส่งเสริมครัวชุมชน มีร้านอาหารที่ดำเนินการโดยคนในชุมชน ใช้ทรัพยากรในชุมชน เน้นอาหารสด อร่อย ราคาถูก รายได้จากครัวชุมชนจัดเข้ากองทุน สวัสดิการชุมชนบ้านบางโรงปีละ 100,000 บาท
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากลูกค้าภายใประเทศและชาวต่างชาติปีละ 48,000 คน มีกิจกรรมการภายเรือดูระบบน้ำ การเดินป่าดิบชื้น การเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน ที่พักโฮมเสตย์ แคมพักแรมบนเกาะ ฯลฯ ผู้นำชุมชนเล่าว่าเสน่ห์ของเราคือการทำงานโดยชาวบ้าน วิถีวัฒนธรรมของชุมที่ดีงามและอาหารทะเลสดๆราถูกกว่าที่อื่นๆในภูเก็ต
- การจัดการท่าเทียบเรือโดยชุมชน ในอดีตสมาชิกภาผู้แทนราษฎรจ.ภูเก็ต ได้เสนองบประมาณเพื่อสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ แต่ชุมชนเห็นว่าควรทำเป็นท่าเรือขนาดเล็ก ที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2544 ชุมชนได้เช่าท่าเทียบเรือจากอบต.มาบริหารจัดการเอง ค่าเช่าในปัจจุบันอยู่ที่ปีละ 25,000 บาท เรือที่เทียบท่ากำหนดเป็นเรือขนาดเล็กผู้โดยสารไม่เกิน 30 คน ไม่ให้เรืออวนลากเทียบท่า การกำหนดให้เรือขนาดเล็กเทียบท่าได้ออกเป็นข้อบัญญัติของอบต. ปัจจุบันชุมชนมีรายได้จากท่าเทียบเรือเดือนละ 80,000- 130,000 บาท รายได้แต่ละปีได้จัดสรรเข้ากองทุนสวัสดิการของชุมชนปีละ 100,000 บาท
- การจัดการน้ำโดยชุมชน ดำเนินการพื้นที่ๆขาดแคลนน้ำสำหรับสมาชิกประมาณ 100 ครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้เดือนละ 10,000 บาท
- ตลาดชุมชน มีทั้งตลาดเช้า และตลาดนัดในวันอังคารและเสาร์ โดยมีรายได้จากตลาดนัดปีละ 300,000 บาท
การฟื้นฟูป่าชายเลน/ทรัพยากรชายฝั่ง
ดำเนินการปลูกป่าชายเลน และอนุรักษ์พันธ์สัตว์น้ำ ตั้งแต่ปี 2539 ในช่วงที่รัฐปิดสัมปทานป่า การท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์เป็นเครื่องมือหนึ่งของการฟื้นฟูทรัพยากร ซึ่งมีการดูแลทรัพยากรในสามพื้นที่เป้าหมาย คือพื้นที่แปลงอนุรักษ์ประมาณ 800 ไร่ พื้นที่ฟื้นฟูเพื่อการปลูกป่า 316 ไร่ และพื้นที่ใช้สอยจำนวน 200 ไร่ ในด้านการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ มีการปล่อบปลาและกุ้งปีละไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านตัว
การสนับสนุนการศึกษาของชุมชน
ชุมชนได้สนับสนุนครูสอนศาสนา และจัดการศูนย์เด็กเล็กในชุมชน การบริหารศูนย์เด็กเล็กเป็นการบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดรายได้ ที่รับบริจาคทั่วไปและการสนับสนุนจากผู้ปกครองมีรายได้จากการบริหารปีละกว่า 300,000 .บาท
สนับสนุนสถาบันศาสนาของชุมชน
การทำธุรกรรมของชุมชนทุกอย่างที่ก่อให้เกิดรายได้ ส่วนหนึ่งของรายได้ ได้นำมาสร้างมัสยิดจำนวน 20 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง รวมทั้งสนับสนุนค่าจ้างครูสอนศาสนา
จัดเงินเดือนให้กับคนทำงานของชุมชนจำนวน 48 คน
การทำงานพัฒนาในชุมชน มีคนของชุมชนจำนวนหนึ่งที่ต้องทำงานประจำเพื่อทำหน้าที่ในหลายเรื่อง จึงได้จัดให้มีค่าตอบแทนสำหรับคนที่ทำงานประจำจำนวน 48 คนค่าตอบแทนอยู่ในระหว่าง 1000 บาท- 15,000 บาท/คน/เดือน ได้แก่ เงินเดือนของผู้จัดการท่าเทียบเรือ ผู้จัดการกลุ่มออม
ทรัพย์ ผู้จัดการสหกรณ์ ผู้จัดการสถาบันการเงิน เงินเดือนครู 12 คน เงินเดือนผู้ดูแลมัสยิด เงินเดือนแม่ครัว ค่าจ้างคนพายเรือที่บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ
สวัสดิการชุมชนที่บ้านบางโรง
กลุ่มออมทรัพย์โดยสถาบันการเงินฯได้มีการทำธุรกรรมทางการเงิน ตามหลักศาสนาในระบบทุนชุมชน ส่วนหนึ่งของรายได้ที่เป็นผลจากกลุ่มออมทรัพย์ ได้นำมาจัดสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมเรื่องเกิด แก่ เจ็บตาย บำรุงเรื่องการศึกษาในชุมชน เช่นการจ้างครูเพื่อสอนศาสนา การดำเนินการศูนย์เด็กเล็ก การจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยให้คนที่ยากลำบากและไม่มีที่ดิน การทำงานพัฒนาทุกอย่างที่ชุมชนบางโรงมีเป้าหมายเพื่อการสร้างสังคมสวัสดิการให้เกิดขึ้นในชุมชน สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนบางโรงมีการออมเงินคนละ 230 บาทต่อเดือน โดย 100 บาทแรก สำหรับกลุ่มออมทรัพย์บ้านบางโรง (หมู่ 3) 100 บาทที่สองสำหรับสหกรณ์ อัลอาบานะห์ และอีก 30 บาทสำหรับกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่าคลอก ตัวอย่างของการได้รับสวัสดิการของสมาชิกที่บ้านบางโรง ในกรณีที่เจ็บป่วยต้องนอนในโรงพยาบาล สมาชิกจะได้รับเงินสวัสดิการคืนละ 600 บาทคือได้จากกลุ่มออมทรัพย์บ้านบางโรง 300 บาท จากสหกรณ์ฯ (ที่ชุมชนบางโรง) จำนวน 200 บาท และจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่าคลอกอีก 100 บาท นอกจากนี้ได้มีการซ่อมแซมบ้านให้กับสมาชิกกว่า 700 ราย
สถาบันการเงินที่บ้านบางโรง
สถาบันการเงินชุมชนของชุมชนบ้านบางโรง ได้มีการสำรวจข้อมูลกลุ่มออมทรัพย์ทีมีอยู่ในตำบลป่าคลอกพบว่า กลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มต่างๆในตำบลมีเงินออมกว่า 12 ล้านบาท จึงได้มีการประสานหารือกันว่าควรนำเงินทีเหลือมาฝากที่สถาบันการเงินของชุมชนแทนการฝากที่ธนาคาร เพื่อการร่วมลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ไช่ปล่อยกู้ สถาบันการเงินของชุมชนที่บ้านบางโรงจึงมีสมาชิกในตำบล 10 กว่ากลุ่ม ได้แก่กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนสวัสดิการชุมชน สหกรณ์อัลอาบานะและกลุ่มอาชีพ ฯลฯ เมื่อสถาบันการเงินได้ลงทุนซื้อที่ดิน กำไรจากการลงทุนก็จะกลับคืนไปยังกลุ่มที่เป็นสมาชิก
สถาบันการเงินจึงหน้าที่ในการลงทุนตามแบบอิสลามที่ถูกต้องตามหลักศาสนา โดยใช้ทุนในชุมชน เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองของชุมชนในด้านต่างๆ
การจัดการตนเองของชุมชนที่ตำบลป่าคลอก
ในภาพรวมของงานพัฒนาระดับตำบล นอกเหนือจากการจัดการตนเองของชุมชนที่บ้านบางโรงแล้ว ด้านงานพัฒนาในพื้นที่ระดับตำบล มีศาสนาเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจและกลุ่มองค์กรชุมชนเป็นกลไกการขับเคลื่อนที่สำคัญเช่นกัน ณ ปัจจุบัน มีกลุ่ม เครือข่ายองค์กรชุมชนในระดับตำบล ที่ร่วมจดแจ้งจัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนในปี 2551 จำนวน 53 กลุ่ม ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ กลุ่มที่ส่งเสริมงานด้านศาสนา กลุ่มที่ส่งเสริมด้านสุขอนามัย กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มกองทุนสวัสดิการ กลุ่มส่งเสริมอาชีพ กลุ่มเยาวชน โดยเป็นกลุ่มที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2534 ถึงปัจจุบัน จำนวน 27 กลุ่ม ทั้งนี้กลุ่มองค์กรชุมชนที่ส่งผลต่อการพัฒนาหรือการจัดการตนเองตำบลป่าคลอกได้แก่
- กลุ่มมัสมิดสัมพันธ์ เป็นเครือข่ายองค์กรทางด้านศาสนาที่จัดตั้งเมื่อปี 2528 มีบทบาทในการ
ส่งเสริมงานด้านศาสนาที่ครอบคลุมทั้ง 9 หมู่บ้าน 12 มัสยิด ปัจจุบันมีครูสอนศาสนาจำนวน 42 คน ใช้หลักศาสนาเชื่อมร้อยผู้คนในช่วงที่มีการทำละหมาด โดยในทุกวันศุกร์จะมีการพูดคุยเรื่องสถานการณ์ เรื่องทรัพยากร เรื่องการจัดการฐานทุน และทุกเรื่องที่เป็นปัญหาหรือการพัฒนาของชุมชน
นอกจากนี้มัสยิดยังมีบทบาทในการแก้ปัญหาสังคมในชุมชน อันเนื่องมาจากมีคนในชุมชนจำนวนหนึ่ง ฝ่าฝืนกฏของมัสยิดมากขึ้น เช่นหลงติดในอบายมุข ติดการพนัน กลุ่มมัสยิดสัมพันธ์จึงปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาสังคมให้คนในชุมชน เช่นการบอยคอตทางสังคมไม่ให้คนที่ติดอบายมุข ติดการพนัน เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา หรือไม่สามารถไปละหมาดที่มัสยิดใดๆได้ รวมทั้งทำหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษาของชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้าน การจัดซะกาดให้กับผู้ยากไร้
รวมทั้งบทบาทในการบริหารจัดการงานพัฒนาในตำบลป่าคลอก ของกลุ่มมัสยิดสัมพันธ์ทั้ง 12 แห่ง ในนามคณะกรรรมการมัสยิด ตำบลป่าคลอก ได้ทำหน้าที่ผลักดันและต่อรองเรื่องงบประมาณเพื่อการพัฒนาชุมชนกับองค์กรบริหารส่วนตำบลอย่างมีน้ำหนัก เพราะถ้าเสนอแผนงานแยกแต่ละมัสยิดการเสนอก็จะไม่มีน้ำหนัก
มีการส่งเสริมจริยธรรมตามหลักการของศาสนา เช่นการเรียนอัลกุรอ่านในช่วงกลางคืน สอนเรื่องการละหมาด วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์อิสลาม การรู้จักพระเจ้า และจรรยามารยาทในวันเสาร์-อาทิตย์ และมีครูลงพื้นที่สัญจรเพื่อสอนศาสนาในทุกหมู่บ้านอาทิตย์ละครั้ง
นายสำราญ คงนามผู้นำชุมชนระบุว่า การทำงานของเรามีศาสนาเป็นทางนำ ใช้เงินเป็นเครื่องมือและมีคนเป็นหัวใจ
- กลุ่มสภาเยาวชนมุสลิมสัมพันธ์ตำบลป่าคลอก เป็นกลุ่มที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ
ของเด็กและเยาวชนในตำบล ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเด็กเฉพาะด้าน การสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนเรียนจบปริญญาตรีอย่างน้อยปีละ 2 คน โดยให้กลับมาทำงานพัฒนาชุมชนที่ตำบลป่าคลอก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความรักและภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด
- กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลป่าคลอก จัดตั้งเมื่อ 20 กรกฎาคม 2549 สมาชิกแรกเริ่ม
92 คนเงินออมแรกเริ่ม 36,000 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 1,297 คน เงินกองทุนสะสม
1,480,000 บาท มีคณะกรรมการกองทุนทำหน้าที่ส่งเสริม พัฒนากองทุน และจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกที่ครอบคลุม เรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย การเยี่ยมเยี่ยมเยียนผู้ด้อยโอกาส สร้างกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน
เส้นทางการพัฒนาเพื่อการจัดการตนเองของชุมชนตำบลป่าคลอก
ด้วยทุนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นที่งดงาม ทุนทางศาสนา ประชาชน กลุ่มองค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ล้วนเป็นปัจจัยภายในชุมชนที่สำคัญ ที่จะก้าวไปสู่การจัดการตนเองของชุมชนตำบลป่าคลอกอย่างยั่งยืน และปัจจัยภายนอกคือหน่วยงานต่างๆหลายสิบองค์กร ที่สนับสนุนแผนของชุมชนเพื่อให้การจัดการตนเองของชุมชนสำเร็จได้เร็วขึ้น
แผนฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นในปี 2546- 2551
ในปี 2545 มีการสำรวจข้อมูล ปัญหาความต้องการและศักยภาพของชุมชนทั้ง 9 หมู่บ้าน โดยมีการออกแบบสำรวจร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนและผู้แทนหมู่บ้านทั้ง 9 หมู่บ้าน ส่วนใหญ่ของประเด็นคำถามและคำตอบเป็นเรืองปากท้อง อาชีพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตามด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลพัฒนายกระดับเป็นแผนชุมชนตำบลป่าคลอกในปี 2546 โดยแผนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอก เมื่อปี 2547 จำนวนหนึ่งล้านบาท งบประมาณการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และหน่วยงานอื่นๆ ประกอบด้วย 4 แผนงานคือ
- แผนพัฒนาคน องค์กร/องค์ความรู้
- แผนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- แผนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน
- แผนพัฒนาด้านสังคม
ต่อมาทั้ง 4 แผนงานได้มีการบูรณาการร่วมกันกับ 8 หน่วยงานภาคี ได้แก่ เกษตรอำเภอ พัฒนาชุมชน สาธารณสุข สถาบันาราชภัฎภูเก็ต พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด กรมเจ้าท่า ฯลฯ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินงานจากหน่วยงาต่างๆ ชาวบ้านเรียกแผนนี้ว่าแผนฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น
เป้าหมายและการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นระหว่างปี 2547- 2551
ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในแต่ละแผนงานได้แก่ แผนด้านสังคม ตั้งเป้าเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมทั้งตำบล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในปี 2549 ครอบคลุมสมาชิก 1,297 คน จากประชากรทั้งหมด 12,000 .คน แผนงานด้านการจัดการทรัพยากร มีเป้าหมายในการสำรวจปักแนวเขตป่าชายเลนเพื่อป้องการบุกรุกและดูแลรักษา มีแผนปฏิบัติการในระดับตำบลเพื่อการปลูกป่าชายเลน 2 ครั้ง รวมแล้วมีการดูแลป่าชายเลนในพื้นที่ 2,000 ไร่ สิ่งสำคัญที่ได้ดำเนินการตามแผนคือการสร้างความเข้าใจกับคนทั้งตำบล ให้งานพัฒนาทุกอย่างในตำบล ต้องไม่ทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในชุมชน และสิ่งที่ดำเนินการซึ่งก่อให้เกิดรายได้ส่วนหนึ่งต้องจัดสรรเพื่อสวัสดิการให้กับสมาชิกและชุมชนเพื่อบำรุงศาสนา การศึกษา ฯลฯ
แผนงานด้านเศรษฐกิจชุมชน มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ป่าโกงกาง การอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์น้ำที่หายไป การสำรวจต้นไม้ที่หายไปกว่า 12 ชนิด และมีการปลูกทดแทนเช่น ไม้ลำพู ต้นพังเกา ถั่วดำ ถั่วขาว การฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้าน การสำรวจการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลน ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นตามแผนได้แก่ มีการฟื้นฟูอาชีพประมงพื้นบ้านกลับคืนมา 35 ครอบครัว มีแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรหลังภัยพิบัติสึนามิ เพราะคนเห็นคุณค่าของป่าชายเลนหลังภัยสึนามิ ที่ป้องกันและรักษาชุมชนไว้ได้ มีแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีทิศทางงานพัฒนา ให้ทุกเรื่องนำไปสู่การอนุรักษ์ เช่น ทำเรื่องเยาวชนไปสู่การอนุรักษ์ ทำเรื่องสวัสดิการไปสู่การอนุรักษ์ ทำเรื่องดินไปสู่การอนุรักษ์ ฯลฯ
แผนการพัฒนาคน /องค์กร ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้นำแถว 1, 2,3,4 เพื่อสร้างชุมชนในอนาคต นายสำราญ คงนาม ผู้นำชุมชนระบุว่า เรา ต้องสร้างมนุษย์ทองคำ ผู้นำแถว 1 คือคนที่มีอายุ 50-60 ปีซึ่งทำงานชุมชนมายาวนานร่วม 15-20 ปี ผู้นำ แถว 2 คือคนในช่วงอายุ 31-49 ผู้นำแถว 3 คืออยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ซึ่งเน้นการทำกิจกรรมเฉพาะเรื่อง และแถว 4 คนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เพื่อการค้นหาเด็กดี เวทีสำหรับน้อง ค่ายรักษ์บ้านเกิด สภาเด็กและเยาวชน ฯลฯ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นคือการพัฒนาและรักษาแกนนำจำนวน 60 เพื่อการขับเคลื่อนงานพัฒนาระดับตำบล และการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อการเป็นผู้นำในอนาคตกว่า 200 คน
ในด้านการส่งเสริมให้เกิด กลุ่มองค์กรชุมชน ในช่วงปี 2550 ถึงปัจจุบันมีการส่งเสริมจัดตั้งกลุ่มองค์กรชุมในพื้นที่อีก 25 กลุ่ม รวมกับกลุ่มเป็น 53 กลุ่ม จึงได้รวมตัวกันเป็นคณะทำงานแผนชีวิตชุมชนเมื่อปี 2550 นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายชุมชนในระดับตำบลที่ทำงานมายาวนานคือเครือข่ายมัสยิดสัมพันธ์ เครือข่ายเศณษฐกิจชุมชน เครือข่ายสภาวัฒนธรรมและเครือข่ายสวัสดิการชุมชน
สภาองค์กรชุมชนตำบลป่าคลอกกับการสนุนชุมชนในปี 2551
เมื่อ พรบ.สภาองค์กรชุมชน มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ทำให้กลุ่ม องค์กรชุมชนและคณะกรรมการชุดต่างๆในตำบลป่าคลอกมีการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงานขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนและเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน ในสาระสำคัญและเป้าหมายของสภาองค์กรชุมชน โดยมีเวทีการประชุมที่มีผู้แทนองค์กรชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. คณะกรรมการกลุ่มต่างๆเข้าร่วมประมาณ 150 คน
หลังจากนั้นได้มีการนำข้อมูล กลุ่มองค์กรชุมชนจำนวน 53 กลุ่มมาร่วมรับรองร่วมกัน และมีมติให้มีการจดแจ้งกลุ่มเพื่อจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน โดยมีการจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าคลอกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 มีสมาชิกสภาองค์กรชุมชนจำนวน 53 กลุ่ม
แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาชุมชนตำบลป่าคลอกปี 2552-2554
หลังจากที่มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน การทำงานพัฒนาของกลุ่ม องค์กรชุมชนได้ดำเนินการในนามสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าคลอก การประสานกับหน่วยงานและภาคีการพัฒนามีสถานภาพในความเป็นองค์กร ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากขึ้น แผนงานพัฒนาที่เคยกำหนดไว้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับหน้างานที่เป็นจริงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภายนอกในจังหวัดและส่วนกลางกว่า. 22 องค์กร ได้สนับสนุนแผนและงบประมาณตามแผนพัฒนาของชุมชน ในปัจจุบันแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนตำบลป่าคลอกที่กำลังดำเนินการมีทั้งหมด 4 ด้าน คือ
- งานด้านสังคมอยู่ดีมีสุข ประเด็นงานที่สำคัญได้แก่การพัฒนาสวัสดิการชุมชน ซึ่งมี
แผนในการขยายสมาชิกให้ครอบคลุมมากขึ้น นายเสบ เกิดทรัพย์ ผู้นำชุมระบุว่า การขับเคลื่อนงานระดับตำบลเราใช้งานสวัสดิการชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในทุกเรื่องของชุมชน เพราะเป็นงานเย็น ทำให้คนได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนคนที่ยากลำบาก ทำให้ได้สวัสดิการทางใจที่สำคัญกว่าสิ่งของ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายในการดูแลสวัสดิการอยู่ 3 กลุ่มนอกเหนือจากสมาชิกคือ กลุ่มคนที่ถูกทอดทิ้ง กลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงาน และในปี 2544- 2555 ให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเด็กเล็กและคนชรา นอกจากนี้ยังมีแผนงานเสริมสร้างสายใยรักคนสามวัย การพัฒนาศํกยภาพผู้นำ เพื่อสร้างผู้นำอย่างต่อเนื่องเช่นในปี 2554 มีเป้าหมายในการสร้างผู้นำแถว 3 ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-30 ปี จำนวน 50 คน การสร้างนักยุทธศาสตร์หมู่บ้านๆละ 1คน นายสำราญ คงนาม ผู้นำชุมชน มีความเห็นว่า ทิศทางไปสู่อนาคตของชุมชนเป็นเรื่องสำคัญมาก จึงต้องสร้างมนุษย์คนหนึ่งให้มีค่าเท่าทอง รวมทั้งการพัฒนาอาชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ระดับตำบล และการพัฒนาที่อยู่อาศัย ฯลฯ
- ยุทธศาสตร์ ด้านสุขภาวะ ดำเนินงานในกิจกรรมที่เสริมสร้างสุขภาวะที่ดี
ให้กับคนในชุมชน การดูแลคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การส่งเสริมครอบครัวคุณธรรม การจัดระบบคูระบายน้ำให้ได้มาตรฐาน การพัฒนาคุณภาพน้ำ การปรับภูมิทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยไม้พื้นบ้านและผักสวนครัว มีครัวเรือนเป้าหมาย 300 ครัวเรือน เป็นต้น
- ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนวิถีพอเพียง มีแผนอบรมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจ
พอเพียงระดับครัวเรือน ระดับชุมชนและระดับตำบล สนับสนุนแผนลดรายจ่ายของครัวเรือนเป้าหมาย 100 ครอบครัว การพัฒนาร้านค้าชุมชนระดับหมู่บ้าน การพัฒนาตลาดสดตำบล พัฒนาศูนย์จำหน่ายผลิตถัณฑ์ระดับตำบล ส่ งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ การใช้พลังงาน
- ยุทธศาสร์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายในการทำงาน
จัดการทรัพยากรในพื้นที่ที่มากกว่าป่าชายเลน เช่นการพัฒนาสันคลองกันแนวเขตป่าชายเลน การปรับสภาพถนนทางเดิน/ชายหาด การวางระบบเพื่อการจัดทำผังชุมชน การพัฒนาระบบป้องกันและการจัดการน้ำเสียระดับครัวเรือนชุมชนและตำบล การสำรวจปักแนวเขตทำแผนที่ป่าสงวน การพัฒนาเกาะเฮให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ส่งเสริมเสริมของกินของใช้ในชุมชน ฯลฯ
ปัจจัยภายนอกกับการจัดการตนเองของชุมชนตำบลป่าคลอก
นายสำราญ คงนาม ผู้นำชุมชนระบุว่า แผนพัฒนาของชุมชนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆกว่า 22 องค์กร เพื่อการจัดกระบวนและโครงสร้างพื้นฐาน เช่นองค์การบริหารส่วนตำบลป่าคลอกที่สนับสนุนทั้งงบประมาณและสถานที่ และหน่วยพัฒนาอื่นๆทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ทุกหน่วยงานที่เข้ามาต้องทำตามแผนของชุมชน เรากำลังเดินไปบนถนนสายใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการไปนั่งในการเมืองในระบบ ก่อนที่คิดจัดการคนอื่นเราต้องจัดการตนเองก่อน บางครั้งเราเอาการเมืองเป็นทางสะดวกแต่ต้องใช้แผนชุมชนเป็นทางนำ เมื่อชุมชนชัดเจนในเป้าหมาย ผู้สนับสนุนก็จะชัดเจนด้วย
ในท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีคณะกรรมการชุดต่างๆหลายคณะ หนึ่งในนั้นคือคณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ที่ได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโดยชุมชนฐานล่างหรือปฏิรูปประเทศไทยให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง พื้นที่ตำบลป่าคลอกจึงเป็นหนึ่งในหลายๆพื้นที่ที่มีการจัดการตนเองมาหลายปี ทั้งในด้านการอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน การจัดสวัสดิการชุมชน การจัดการทุนชุมชน การสร้างสุขภาวะที่ดีของชุมชน ฯลฯ การปฏิรูปประเทศโดยขบวนชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนทำมาก่อน รัฐบาลและหน่วยงานมีหน้าที่ในการสนับสนุนแผนของชุมชน ดังเช่น 22 หน่วยงานที่กำลังสนับสนุนแผนของชุมชนตำบลป่าคลอกอยู่ ณ เวลานี้
เขียนโดย อุดมศรี ศิริลักษณาพร
ข้อมูล ผู้นำชุมชนบ้านบางโรง คุณเสบ เกิดทรัพย์ คุณสำราญ คงนาม คุณจีรศักดิ์ ท่อทิพย์และทีมงานสวัสดิการชุมชนตำบลป่าคลอก




