เพื่อค้นหาทางออกสู่ดุลยภาพการพัฒนาเมืองบนความขัดแย้ง ที่ต้องการทิศทางใหม่ทั้งการพัฒนาและเสถียรภาพความเป็นชุมชน โดยการบูรณาการศาสตร์ทั้งด้านกฏหมาย การจัดการ วิศวกรรม ระบบธรรมาภิบาล การจัดการเชิงสังคม เศรษฐศาสตร์ ตลอดจนถึงสิทธิความเป็นพลเมือง ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ต้องการให้เกิดการจัดการปัญหาแบบทวิลักษณ์ของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ตลอดจนถึงการหาทางออกต่อปัญหาความไม่เป็นธรรมในการดำเนินการของรัฐที่มีผลกระทบต่อชุมชน ทั้งนี้เพื่อรวบรวมเนื้อหาเป็นข้อเสนอสู่การปฏิรูป
ขบวนองค์กรชุมชน, สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.), เครือข่ายเพื่อนตะวันออก, กลุ่มชุมชนวัดมังกร, CAP (Consortium for Action Planning), CAN (Community Act Network), คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์, สำนักงานปฎิรูป (สปร.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จึงได้จัดเวทีเสวนาวิชาการ “ทางออกของการพัฒนาจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ: กรณีการพัฒนาที่มีผลกระทบต่อชุมชน” ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น ๓ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา
ปัญหาและผลกระทบของการพัฒนา
อ.จำรูญ สวยดี ผู้แทนเครือข่ายเพื่อนตะวันออก ได้กล่าวอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาและผลกระทบของการพัฒนาจากกรณีศึกษา: การพัฒนาภูมิภาคตะวันออกและการพัฒนาระบบขนส่ง” โดยระบุว่า สภาพปัญหาของภาคตะวันออกคล้าย “กบในหม้อต้ม” ที่ค่อยๆใช้ไฟอ่อนทำให้กบในหม้อไม่รู้สึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น เสมือนกับการพัฒนาที่ค่อยรุกคืบทีละนิดทำให้คนภาคตะวันออกไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อรู้สึกตัวกลับปรากฏว่าภัยมาถึงเสียแล้ว
ในอดีตภาคตะวันออกเป็นดินแดนที่สวยงามเต็มไปด้วยภูเขาและท้องทะเล อุดมไปด้วยผลไม้ขึ้นชื่อหลากหลาย ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดินแดนแห่งการทำมาหากินของภาคอุตสาหกรรม ชาวบ้านภาคเกษตรกรรมก็โดนรุกไล่รื้อซื้อที่เรื่อยมา มีการเปลี่ยนโค่นสวนทุเรียนที่ไปไม่รอด เป็นอุตสาหกรรมที่ถูกเชิดชู ส่งเสริมแบบลำเอียง สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มารองรับมากมาย ทั้งรถไฟรางคู่ ท่าเรือน้ำลึก เตรียมน้ำเตรียมไฟ โดยอ้างเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมจะหล่อเลี้ยงคนตะวันออก
จากอาชีพเกษตรกรชาวสวน เป็นลูกจ้างรับเงินเดือนโรงงาน เหล่านี้เป็นแรงผลักดันจากภาครัฐใช่หรือไม่ แท้จริงพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเป็นการปรับปรุงเพื่อขายที่ดินให้กับต่างชาติแบบมีราคาใช่หรือไม่ การพัฒนาที่ผ่านมารัฐไม่ดูเรื่องความเหมาะสมและบริบทชีวิตชุมชน ปัจจุบันกำลังจะมีการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจากสามพันเป็นสามหมื่นไร่ในอมตะนคร ๒ ที่สุดท้ายการพัฒนาก็ส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ อาการโรคภัยไข้เจ็บเปลี่ยนมากขึ้น อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับคนมาบตาพุด
พอหรือยังที่หน่วยงานรัฐอย่างบีโอไอจะหยุดการส่งเสริมการลงทุนไปเรื่อยๆ โดยไม่สิ้นสุด การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นการลงทุนที่ใช้พลังงานเยอะ ต่างประเทศเขาจึงผลักโรงงานที่ใช้น้ำมากใช้ไฟมากในประเทศของเขามาบ้านเรา แล้วภาคเกษตรกรรมของบ้านเราอยู่จุดไหน อีกทั้งภาคประชาชนไม่มีส่วนในการกำหนดการพัฒนาพื้นที่ กลับเป็นเรื่องของกรมโยธาธิการและผังเมืองเพียงลำพัง หรือการลงทุนยังคงมุ่งเน้นที่ภาคอุตสาหกรรมใช่หรือไม่
คนภาคตะวันออกอยากอยู่อย่างสุขสงบ การพัฒนาที่ผ่านมาชาวบ้านจำต้องเสียสละ แต่ประโยชน์กลับตกเข้ากระเป๋าใคร เพื่อให้ตระกูลใหญ่ๆไปรอดรึไม่ สังคมไทยจะทิ้งกำพืดหรือ เราปล่อยให้วัฒนธรรมของคนตะวันออกถูกบันทอน แผนผังการพัฒนาภาคตะวันออกปี ๒๖๐๐ เป็นการพัฒนาจากเทคโนแคตที่จะเน้นการพัฒนาลอจีสติกที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับโลก ชาวบ้านจะมีปัญญาไปคัดค้านอะไรได้ มีแต่นั่งปรับทุกข์ เพราะเสียงชาวบ้านยังเล็กอยู่ แม้นมีเหตุผลที่ดี ทำอย่างไรให้มีพลังต่อกรกับผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย แล้วลูกหลานเราจะเป็นอย่างไร
การมีส่วนร่วมกำหนดทิทางการพัฒนา กลไกของภาคประชาชนในภาคจะเป็นคานงัด ถึงเวลาที่ประชาชนต้องลุกขึ้น เริ่มปรึกษาหารือ สื่อสารถึงกันและกัน ช่วยกันติดอาวุธทางความคิด อย่าเชื่ออย่าคาดหวังต่อนักการเมือง เราต้องลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเอง ยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่มีเวลาพอแล้วเราต้องจัดการโดยภาคประชาชน สู้ด้วยสติปัญญา รัฐจะเล็กในประเทศที่เจริญแล้ว โดยประชาชนทุกคนต่างกุลีกุจอที่จะเอาธุระ ต้องเปลี่ยนประเทศโดยประชาชนจับมือกันเปลี่ยนตัวเอง เริ่มตั้งแต่วันนี้ เสียงประชาชนคนเล็กคนน้อย สร้างพลังร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าเราควรมีกลไก “คณะทำงานพัฒนาภาคตะวันออกภาคประชาชน” ทำงานคู่ขนานกับภาครัฐและเอกชนที่จับมือกัน เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ที่มีในภาคให้คงอยู่สืบลูกต่อหลานสืบไป
คุณยุทธเดช เวศพงศา ผู้แทนชุมชนวัดมังกร ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรกมลาวาส กล่าวในหัวข้อเดียวกัน โดยระบุว่า สถานีที่จะก่อสร้าง เป็นสถานีแรกของส่วนต่อขยายถัดจากสถานีหัวลำโพง ตัวสถานีตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุงระหว่างซอยเจริญกรุง ๑๖ ถึงแยกแปลงนาม การก่อสร้างสถานีจะต้องเวนคืนอาคารสองฝั่งรวม ๕๗ คูหา ซึ่งการดำเนินงานของ รฟม.ที่ผ่านมา นอกจากชาวบ้านจะได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยมากแล้ว การทำประชาพิจารณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกลับไม่ได้เข้าร่วมการทำประชาพิจารณ์ และขณะนี้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีอยู่ในศาลปกครอง
การจัดก่อสร้างสถานี รฟม.ไม่ทำก่อนที่จะมีโครงการเกิดขึ้น แต่มาทำประชาพิจารณ์ภายหลังที่ตัดสินใจจะดำเนินโครงการแล้ว ที่ผ่านมาไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมาร่วมกันหาทางออก มาช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา แต่กลับกลายเป็นเรื่องการแพ้ชนะระหว่างรัฐกับประชาชน
และที่สำคัญประเด็นการเวนคืน กฏหมายก็ให้ให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับ รฟม. ซึ่งไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน เหมือนชาวบ้านโดนบีบคอ ต้องมีการดุลอำนาจกันโดยมีองค์กรอิสระที่เป็นกลาง ไม่ใช่ รฟม.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับการเลือกสถานที่ ปรากฏการณ์ทีเกิดขึ้นคล้ายกับคำบอกเล่าในอดีต ครั้นเมื่อสร้างบ้านแปงเมืองจำต้องมีคนเสียสละ อย่างศาลหลักเมืองที่นายมั่นนายคงต้องสังเวยชีวิต เพื่อความมั่นคงของบ้านของเมืองตามความเชื่อที่เคารพบูชากัน
ประชาธิปไตยนอกจากเคารพเสียงส่วนใหญ่แล้ว จำต้องดูแลเสียงข้างน้อยด้วย ประชาชนพร้อมแต่รัฐบาลไม่ยอมให้อำนาจประชาชนจริงแต่คิดแทนประชาชน ชุมชนวัดมังกรเจริญกรุง รถไฟฟ้าไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน สิ่งที่ชาวบ้านคัดค้านไม่ใช่ความเจริญไม่ใช่รถไฟฟ้า แต่เป็นกระบวนการกำหนดสถานีและกระบวนการสร้าง ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ที่อยู่อาศัยมายาวนาน โดยที่ไม่รู้ว่าจะถูกเวนคืนเมื่อไร ต่อไปจะไปทำกินที่ไหน จะหาเลี้ยงชีพครอบครัวกันอย่างไร ชาวบ้านที่อยู่ในย่านวัดมังกรเป็นคนทำมาหากินที่ต้องการมากที่สุดคือที่ทำกินที่พอเหมาะ
อย่าให้การสร้างรถไฟฟ้าเป็นเรื่อง ได้-เสีย ที่ รฟม.ได้ทั้งหมด แต่ชาวบ้านเสียแบบหมดตัว ควรจะช่วยกันทำให้เป็น ได้-ได้ กันทั้งคู่ หรือ ได้-เสีย น้อยๆ ก็ดี จะทำให้โครงการต่างๆ ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
คุณมะลิอร คงแก่นท้าว ผู้แทนเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟรางคู่ กล่าวว่า ปัจจุบัน ครม.ได้อนุมัติโครงการฯ แล้ว ซึ่งจะมีพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อน ๔๖ จังหวัด กว่า ๕๐๐ ชุมชน ๙๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือ การทำโครงการพัฒนาของรัฐที่เกิดขึ้น เป็นแบบ ตัดคอคนใส่ตัวหนังสือ โดยไล่รื้อชาวบ้านอย่างไม่เป็นธรรมออกที่ดินที่อาศัย ซึ่งเป็นหัวใจเป็นปัจจัยในความอยู่รอดของประชาชนและชาติ ซึ่งชาวบ้านไม่ยอมให้ใครเอาที่ดินไปหาผลประโยชน์ การไล่รื้อเกิดขึ้นที่มีหมายศาล แต่เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงต้องออกมาแย้วมาประท้วง ทั้งที่ไม่ต้องการเพราะเสียเวลา และเหนื่อยมาก
การดำเนินโครงการต้องมีการทบทวน เพราะจากแผนพัฒนาได้สร้างให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน นอกจากจะขัดแย้งกับรัฐแล้ว ชุมชนกับชุมชนก็ขัดแย้งกันเอง กลายเป็นตัวใครตัวมัน จากรู้รักสามัคคีแบ่งเป็นก๊กเหล่า โครงการที่เกิดขึ้นมีความไม่ชอบธรรมตรงไหน ตรงที่ชาวบ้านไม่รับรู้ การแบ่งปันที่ดิน การดูแล การให้ข้อมูล เรื่องกฏหมาย ปัญหาการไล่รื้อ ฯลฯ ปัจจุบันสุขภาพจิตชาวบ้านกำลังแย่ เครียดมาก
รัฐมักยึดความคิดตนเองเป็นตัวตั้ง ประเทศจะเข้มแข็งได้ต้องฟังประชาชนให้มากๆ และนโยบายส่วนมากสวนทางกับวัฒนธรรมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถ้ายังมองข้ามหัวประชาชน เอากฏหมายเป็นตัวตั้งประเทศจะไปรอดได้อย่างไร ขอให้รัฐบาลมีหูใหญ่ๆ ไว้ฟังประชาชนบ้าง และใจต้องหนักแน่นหน่อย ประเทศจะอยู่ได้ หัวใจคุณต้องโต เราพร้อมออกมาประท้วง โปรดอย่าใช้กฏมหายนำหน้า แต่ให้ใช้ความยุติธรรม มองเห็นว่าประชาชนคือทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่า ประชาอยู่ดี กินดี มีความสุข ประเทศชาติมั่นคง
รัฐต้องเปิดโอกาสให้กับการเมืองภาคพลเมือง จัดแผนพัฒนาภาคประชาชนขึ้นมาบ้าง มองให้ทะลุเป้าให้ได้ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือ เพื่อเปิดโอกาสในการรับฟังเสียงประชาชนให้มากขึ้น
ดุลยภาพใหม่เพื่อชุมชน
นอกจากจะมีการนำเสนอสภาพปัญหา ตัวอย่างของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐในเวทีเสวนาครั้งนี้แล้ว ในช่วงบ่ายได้มีการเปิดวงวิชาการที่มีนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ทั้งนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มาเพิ่มเติมมุมมอง แง่คิดสำคัญๆ เพื่อการค้นหาบูรณาการทางออกของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
รศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้กล่าวในมิติทางด้านกฏหมาย โดยระบุว่า ขณะนี้สังคมไทยกำลังเผชิญกับการเสียสูญความยุติธรรมทางสังคมเป็นอย่างยิ่ง เหมือนสภาวะฝีจะแตก ไม่ว่าจะปัญหาปากมูล ปัญหาที่ดิน ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ฯลฯ เป็นปัญหาเดียวกัน ซึ่งแก้ไม่ได้โดยระบบราชการ แก้ไม่ได้โดยวิธีทางเทคนิค ในขณะที่อำนาจรัฐกลับปรากฏว่ามีทุนอยู่เบื้องหลัง หากจะแก้ได้ต้องไม่ใช่ในระบบปกติ แต่เป็นการแก้อย่างถึงรากถึงโคนในเชิงระบบ สังคมต้องการการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เพราะความไม่ยุติธรรมมีอยู่ในทุกระบบ
เรื่องสิทธิชุมชน ระบบกฏหมายที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ต้องมีการออกกฏหมายลูกมารองรับแต่นักการเมืองไม่ตอบสนอง สะท้อนให้เห็นว่าในกฏหมายสูงสุด มีพื้นที่ของชุมชนถูกรองรับปักวางไว้ แต่ยังไม่สมบูรณ์เพราะต้องการกฏหมายในบางระดับรองรับ ซึ่งอำนาจรัฐที่อยู่ในมือนักการเมืองและทุนไม่ต้องการให้เกิด เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างมีรากฐานที่ลึก
ขณะที่ประสบการณ์ของชาวบ้านเพียงพอที่จะนำไปสู่การสร้างระบบใหม่ แต่กระบวนการทางอำนาจรัฐคืออุปสรรคในทางสังคม เป็นความอยุติธรรมในทางการเมือง ในระบบกฏหมายนั้นต้องเปลี่ยนเจตจำนงในทางการเมืองถึงจะแก้ได้ เราจึงเห็นได้ว่าประชาพิจารณ์เป็นเพียงเครื่องมือที่ไว้สร้างความชอบธรรมเพียงเท่านั้น กระบวนการตัดสินใจของรัฐกับการมีส่วรร่วมไม่มีอยู่จริง
ไม่คิดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำได้แต่ต้องอาศัยทั้งสังคมที่ร่วมประสาน วันนี้เราต้องการการผ่าตัดมากกว่าการตัดปะผุ อย่าหวังนักการเมือง หรือเราจะรอปะทุให้รุนแรงซึ่งจะไร้ทิศทาง ภาคประชาชนต้องสรุปบทเรียนจะเคลื่อนไปต่ออย่างไร ต้องมีการทำงานวิชาการที่เข้มข้นทั้งเรื่อง ที่ดิน น้ำ ทรัพยากรต่างๆ จัดทำเป็นข้อเสนอใช้พลังขับเคลื่อนภาคประชาชน ประสานเครือข่ายแปรเป็นพลัง สร้างศูนย์ประสานพลังภาคประชาชน สร้างชุดความรู้ เป็นข้อเสนอที่เห็นร่วมกัน จากนั้นโยงแล้วเคลื่อน
ผศ.สมเกียรติ ขวัญพฤกษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง กล่าวว่าในงานก่อสร้างนั้นจะมีอยู่ ๓ ส่วน นั่นคือ ก่อนก่อสร้าง ขณะก่อสร้าง และช่วงใช้งาน การเปิดแผลเพื่อทำการก่อสร้างต้องไม่ให้เกิดผลกระทบ ต้องมีการแก้ปัญหาร่วมกัน ก่อนการก่อสร้างต้องมีการพูดคุยปรึกษาหารือกับชาวบ้านก่อน ทำความตกลงสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ผลการศึกษาเป็นอย่างหนึ่งแต่ที่ทำหน้างานจริงนั้นไม่มี
การก่อสร้างในทางวิศวกรรมที่กระทบต่อชีวิตผู้คน ประชาชนต้องมีสิทธิที่จะได้รับรู้ข้อมูลที่เพียงพอ และควรมีการรองรับสิทธิ ๑) สิทธิพลเมืองขั้นต่ำ อะไรที่ทำให้เราลำบากกระทบกับชีวิตต้องได้รับการดูแล ๒) ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องจัดการได้ จัดหาได้ ต้องมีคณะกรรมการมาดูแลรักษาให้ ๓) การมีส่วนร่วมของชุมชน ต้องมีการมองให้นิยามตรงกัน ๔) การประชาสัมพันธ์ ประชาพิจารณ์ และ EIA ต้องดี มีความขัดแย้ง ณ จุดไหนอย่างไร ต้องทำความเข้าใจ ๕) การเยียวยาที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย มีคณะกรรมกลางที่เป็นกลางไม่มีผลประโยชน์ ต้องมีการเยียวยาตั้งแต่ก่อน ระหว่างและหลังการก่อสร้าง
ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลปะ คณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวถึงกรณีมาบตาพุดโดยระบุว่า เป็นความล้มเหลวของกลไกภาครัฐ ภาคเอกชนในแง่มุมของเจตจำนง และระบบชดเชย การปรับตัวการสร้างภาคีการสร้างความเป็นธรรม ส่วนภาคชุมชน ต้องไม่ฟันแล้วทิ้งต้องเป็นมิตรกับชุมชน การมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านถึงจะแก้ปัญหาได้อย่างเป็นธรรมแท้จริงได้
อย่างปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด เราจำเป็นต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง มาเป็นเอาความสุขเป็นตัวตั้ง อาศัยการมีส่วนร่วม มาตรการทางสังคมในการแก้ปัญหา ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน ต้องมีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังเพิ่มประสิทธิผลการบริหารนโยบาย
เราต้องแยกการเมืองนักการเมืองกับการเมืองภาคพลเมืองที่ทำงานส่วนรวม การสร้างพลังขับเคลื่อนต้องเลิกประชุมแล้วลงมือทำ นักวิชาการต้องเปลี่ยนฐานคิด แต่ต้องเริ่มจากฐานชีวิตจริงของชุมชน สร้างเจตจำนง ตัณหาความอยากที่จะทำงานส่วนรวม ค้นหาความคิดหรือสิ่งที่เราอยากทำหรืออุดมการณ์ ว่าคืออะไร และต้องการรวมพลังหรือการจัดตั้งเข้ามาหนุน การหารือไม่เพียงพอแล้วเราต้องลงมือทำ
ผศ.กัลยาณี กุลชัย ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า EIA กลายเป็นงานของบริษัทไปแล้ว กลายเป็นตราที่แสดงความถูกต้อง เป็นกระบวนการที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือการประชาพิจารณ์ การประเมินผลกระทบทางสังคม ที่ใช้เพียงแบบสอบถามที่ไม่มีการอธิบายโครงการอย่างชัดเจน กรรมการตรวจมีแต่นักวิชาการไม่มีเจ้าบ้านหรือคนที่มีส่วนได้เสีย คนที่อยู่บ้านไม่ได้ฟัง ไม่ได้ตามใจเจ้าบ้าน นอกจากนั้นยังมีการใช้วิชามารมีการยัดใต้โต๊ะซื้อตัวนักวิชาการอีกด้วย
ให้การมีสว่นร่วมเป็นการมีอย่างแท้จริงในทุกระดับ ระดับที่ดีที่สุดคือการร่วมตัดสินใจ เปลี่ยนกระบวนการที่ไม่เอื้อในการเข้าไปสู่กระบวนการตัดสินใจ ถ้ารัฐยัดเยียด เราจะเอาแบบให้ชาวบ้านประชาชนน้ำตาตกในใช่หรือไม่ ซึ่งความไม่เป็นธรรมจะก่อให้เกิดการประท้วง เดินขบวน ควรกระจายการตัดสินใจของรัฐไปสู่ประชาชน โดยยึดหลัก โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้
ส่วนการชดเชยในวิถีชีวิตที่สูญเสียไปเป็นสิ่งที่ยังไม่ยุติธรรมกับคนที่ได้รับผลกระทบ ประเมินเพียงกายภาพ ละทิ้งสิ่งอื่น เพราะแยกมองเป็นประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ อย่างโครงการเสาส่งสายไฟฟ้าที่พาดผ่านพื้นที่ประชาชน แต่คนที่ได้รับผลกระทบหรืออยู่ใต้สายส่งกลับไม่มีไฟใช้ ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการด้วย
การพัฒนาเมืองนั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่การพัฒนาเมือง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาด้านยุทธศาสตร์ของเมืองและภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานของระบบการคมนาคมขนส่งมวลชนสาธารณะ ที่ดำเนินการในระดับนโยบายได้ก่อให้เกิดผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงต่อระบบสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม
ถึงแม้ว่าตามกฏหมายจะระบุถึงการลดผลกระทบต่อความเสียหายในทรัพย์สิน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในมิติอื่นๆ นั้น อาทิ ความมั่นคงในอาชีพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่กฏหมายเอื้อมไปไม่ถึงจนก่อให้เกิดความขัดแย้งและทางตัน การพัฒนาบนฐานของความทุกข์ของคนอื่น การได้ประโยชน์จากความทุกข์ของคนอื่นเราจะยังหยิบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้แก่กันต่อไปอีกหรือไม่
เขียนโดย : รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน




