playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

      ภาคเหนือ : จังหวัดสุโขทัย / วันที่ 3 มีนาคม 2554 เครือข่ายองค์กรชุมชนผู้ประสบปัญหาภัยพิบัติ 4 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์  ระชาชนจังหวัดตาก  ร่วมกับและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)สำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ ได้จัดเวทีสรุปบทเรียนการจัดการพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อปฏิรูปประเทศไทย ณ วัดราษฏร์ศรัทธาราม  อ.ศรีสำโรง  จ.สุโขทัย  ซึ่งมีผู้เข้าร่วม 150 คน เป็นตัวแทนชุมชนจากตำบลที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม 72 ตำบล 4 จังหวัด

 

 

   นายสุนทร  ทอดเสียง  ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคเหนือ พอช. กล่าวถึงแนวทางการฟื้นฟูชุมชนหลังประสบภัยพิบัติสู่แนวทางการปฏิรูปสังคมไทย โดยได้กล่าวว่า “แนวทางการนำเสนอการจัดการพื้นที่ภัยพิบัติสู่การปฏิรูปประเทศไทย ทั้ง 72 ตำบลที่ประสบปัญหาภัยพิบัติจะต้องนำเสนอรูปธรรมการจัดการพื้นที่ภัยพิบัตินำไปสู่การเชื่อมโยงการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นสู่การจัดการตนเอง โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการถอดบทเรียนรูปธรรมระดับตำบล ในเรื่องของรูปแบบการจัดกลไกการจัดการเป็นอย่างไร วิธีการดำเนินงาน/กระบวนการเป็นอย่างไร เช่น การจัดความสัมพันธ์,การจัดการงบประมาณ,วิธีการทำงาน,การเชื่อมโยงเครือข่าย  บทเรียนที่เกิดขึ้นทั้งด้านดีและด้านลบ  ซึ่งข้อเสนอที่สำคัญๆต่อการปฏิรูปประเทศไทย ควรเน้นในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนภายใต้กลไกสภาองค์กรชุมชน ระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย หลักประกันการทำกิน ,การจัดระบบสวัสดิการชุมชน,การจัดการระบบทุนชุมชน, และบทเรียน,วิธีการจัดการ,พื้นที่รูปธรรมมีที่ไหนบ้าง  ที่สำคัญข้อเสนอการจัดการพื้นที่รูปธรรมฟื้นฟูภัยพิบัติต่อการปฏิรูปประเทศไทยใน 5 ประเภท คือการจัดการพื้นที่น้ำท่วม  มีวิธีการจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างไร  การจัดการพื้นที่ภัยแล้ง มีวิธีการจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างไร  การจัดการพื้นที่ดินโคลนถล่ม มีวิธีการจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างไร  การจัดการพื้นที่หมอกควัน มีวิธีการจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างไร  การจัดการพื้นที่วาตภัย มีวิธีการจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองอย่างไร ทั้งหมดรวมถึงแนวทางการบูรณาการจัดการภัยพิบัติร่วมกับภาคีอื่นๆและการจัดการงบประมาณ”

      ตัวแทนตำบลที่ประสบปัญหาภัยพิบัติได้นำเสนอบทเรียนจากการทำงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การช่วยกันป้องกันการเกิดภัยพิบัติโดยชุมชน ทั้งน้ำท่วม ภัยพิบัติ ดินโคลนถล่ม บูรณาการทำงานร่วมกัน สร้างการมีส่วนร่วม และฉันทามติในการแก้ปัญหา สร้างความสมดุลทางธรรมชาติโดยรักษา ฟื้นฟูทรัพยากร อนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า สร้างจิตสำนึกและขยายเครือข่ายการแก้ปัญหาภัยพิบัติในชุมชน  รวมถึงสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน  จากการดำเนินงานได้มีชุดบทเรียนที่สำคัญๆ คือ ชุมชนเกิดความรู้และความตระหนักต่อการเกิดปัญหาภัยพิบัติ เกิดความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกันและเกิดความสามัคคีในชุมชน  ความสำคัญของปัญหาภัยพิบัติ รู้ตัว  ประเมินสถานการณ์ และวางแผนการแก้ปัญหาโดยชุมชนเอง,กระบวนการแก้ปัญหาและจัดการพื้นที่ จะต้องเริ่มจากการประชุมหรือประชาคมชุมชน รวบรวมปัญหา จัดลำดับความสำคัญของปัญหา การวางแผนการแก้ปัญหา  วิเคราะห์พื้นที่เพื่อเสนอการแก้ปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ,ชุมชนเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการจัดการปัญหาตนเองและเตรียมพร้อมชุมชนในการรองรับปัญหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เช่น  การประสานงานระหว่างชุมชน  กระบวนการวางแผนช่วยเหลือ  การเตรียมตัวรับปัญหา,กระบวนการช่วยเหลือเริ่มจากแก้ปัญหาและช่วยเหนือระดับครัวครัว /ชุมชน /อำเภอ,ท้องถิ่น ท้องที่ เป็นกลไกสำคัญที่ต้องเข้ามาร่วมในการแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงจะต้องทำงานคู่ขนานกันระหว่างชาวบ้านกับท้องถิ่น,วัดเป็นศูนย์กลางในการรวมกลุ่ม การแก้ปัญหา และเป็นจุดแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนา,มีชุดข้อมูล มีความรู้ ประสบการณ์  บทเรียนการแก้ปัญหาที่นำไปสู่ผลสำเร็จในการจัดการพื้นที่ภัยพิบัติ ,ค้นพบวิธีการทำงาน ค้นพบแกนนำและ ปราชญ์ชาวบ้านที่มีจิตอาสาในการทำงาน  ชุมชนเกิดความหวงแหนภูมิปัญญา ทรัพยากร และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาและปัญหาได้รับการแก้ไข

     โดยผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้แบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการจัดการพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยพิบัติ เพื่อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศไทย  โดยมีข้อเสนอหลักๆ คือ รัฐสนับสนุนการจัดทำแผนชุมชนโดยชุมชนอย่างแท้จริงและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และบริหารจัดการในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ    ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรภาคประชาชนในการแก้ปัญหาภัยพิบัติระดับจังหวัด  มีฐานะทางกฎหมายและมีอำนาจต่อรอง  ส่งเสริมการฟื้นฟูและเสริมสร้างการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้  รวมถึงผ่อนผันให้ชุมชนสามารถเข้าไปจัดการและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า และมีส่วนร่วมในการดูแลบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ที่เป็นเขตที่ดินของรัฐ   ทั้งนี้รัฐต้องจัดสรรลงชุมชนโดยตรงในการแก้ปัญหาและพัฒนาที่สอดคล้องกับพื้นที่และต้องกระจายงบประมาณลงท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งกองทุนแก้ปัญหาภัยพิบัติและฟื้นฟูพื้นที่ให้อย่างทั่วถึงรวมถึงบริหารจัดการโดยชุมชน   และรัฐบาลจะต้องนำปัญหาเรื่องน้ำกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ  เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่เป็นจริงปฏิบัติต่อเนื่องในทุกรัฐบาล

นภาพร  สุวรรณศักดิ์ : รายงาน วันที่ 3 มีนาคม 2554

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter