กรุงเทพฯ : เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา สมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), สำนักงานปฏิรูป (สปร.), กรุงเทพมหานคร และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีสมัชชาปฏิรูปกรุงเทพฯ สู่การประฏิรูปประเทศไทย ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบเฉลิมพระชนมพรรษา นิด้า เพื่อนำเสนอปัญหา ข้อเสนอ และสังเคราะห์ประเด็นการปฏิรูปกรุงเทพฯ ปฏิรูปประเทศไทย ที่ผ่านการระดมความคิดเห็นในระดับเขตและรวบรวมเป็นข้อสรุประดับโซน (กลุ่มเขต) เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากเครือข่ายองค์กรชุมชนกรุงเทพฯ กว่า ๖๐๐ คน
นายณัชพล เกิดเกษม ประธานสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า การปักธงของพวกเราคือ กรุงเทพฯต้องเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนในเรื่องโครงสร้าง หรือพรบ.การบริหารกรุงเทพมหานครต้องเปลี่ยน กระบวนการที่เป็นปัญหายิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศก็คือการทุจริตคอร์รัปชั่น กรุงเทพฯจะเป็นตัวอย่างที่ภาคประชาชนจะลุกขึ้นมาบอกกับหน่วยงานว่าเราไม่เอาเรื่องทุจริต และที่เป็นปัญหาใหญ่เป็นปัญหาสังคมของคนกรุงเทพฯ ก็คือปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่มากลำพังหน่วยงานแก้ไม่ได้ ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาเสนอในเชิงนโยบายในวันนี้ เราต้องลุกขึ้นมาดำเนินการจัดการด้วย และเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องคูคลองน้ำเน่าเสียที่เห็นอยู่ รวมทั้งเรื่องภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น วันนี้หลายชุมชนหลายสภาองค์กรชุมชนในกรุงเทพฯ ที่จะนำเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักในการขับเคลื่อนจัดการด้วยตนเอง
และที่สำคัญเรื่องโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่รัฐบาลร่วมกับกรุงเทพมหานคร กระทบกับชุมชนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า อุโมงแก้ปัญหาน้ำท่วม การตัดถนนต่างๆ หรือโครงการคอมแพคต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนคนจนในกรุงเทพฯจะถูกไล่รื้อประมาณ ๙๐,๐๐๐ ครอบครัว เป็นเรื่องใหญ่ที่เราต้องร่วมกันป้องกันในเรื่องนี้ เป็นเป้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราต้องการทำและอยากเห็นก็คือการพัฒนาทุกเรื่องภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วม
นายณัชพล กล่าวต่อว่า ก่อนที่จะมีเวทีสมัชชาปฏิรูปในวันนี้ เราได้มีการเปิดเวทีพูดคุยกันในระดับเขต แล้วนำข้อมูลมาประมวล แล้วนำเข้าเวทีในระดับโซนที่มีตัวแทนองค์กรชุมชนทั้ง ๕๐ เขต เพื่อสังเคราะห์จัดกลุ่มประเด็นที่ร่วมกันทั้งกรุงเทพฯ แล้วประกาศความต้องการของภาคประชาชนที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปฏิญญาณของสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพฯ ที่จะประกาศในวันนี้ เป็นความเดือดร้อนและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง การแก้ไขอย่างเร่งด่วน
วันนี้หน่วยงานต้องหันกลับมามองภาคประชาชน เขาคิดเป็นและแสดงออกแล้ว เจ้าของกรุงเทพฯคือคนกรุงเทพฯ เราต้องให้คนกรุงเทพฯตื่นตัวเรื่องนี้ให้ได้ นายณัชพล กล่าวทิ้งท้าย
นายจำรัส อมรดลใจ ผู้ช่วยผู้จัดการสำนักงานปฏิบัติการภาคตะวันออก/ กรุงเทพฯและปริมณฑล พอช. ในฐานะผู้แทนหน่วยงานได้ให้ความเห็นต่อประเด็นข้อเสนอของประชาชน โดยกล่าวว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอขององค์กรชุมชน และเน้นย้ำเรื่องให้ยุติการไล่รื้อชุมชนที่ได้ผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐ เพราะในอนาคตจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นมากกับชุมชน บางกฏหมายที่ไม่เอื้ออำนวย ควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขซึ่งต้องมีการพูดคุยพิจารณาร่วมกัน ไม่เฉพาะชุมชนใดชุมชนหนึ่งแต่เป็นในรูปแบบของคณะกรรมการเมือง
โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทุกเขต ต้องมีการรณรงค์กระตุ้นสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมกันแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย โดยให้เครือข่ายองค์กรชุมชนได้มีบทบาทหลักในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพราะที่ผ่านมามีรูปธรรมที่สามารถยืนยันถึงความสามารถและความสำเร็จในหลายพื้นที่ ว่าชุมชนสามารถจัดการปัญหาด้วยตนเองได้
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้ให้ความเห็นต่อการเคลื่อนไหวของสมัชชา โดยชี้ว่า แนวคิดการปฏิรูปที่จะ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” นั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดการสร้างพลังอำนาจประชาชน ซึ่งอย่าพูดแบบลอยๆ ต้องลงมือทำให้เป็นรูปธรรม เช่นการเปล่งเสียง การแสดงความคิดเห็นอย่างเช่นวันนี้
ทั้งนี้กุญแจสู่ความเข้มแข็งของพลังประชาชนมีปัจจัย ๓ ประการ ๑) การเรียนรู้ การเป็นอย่างน้ำที่ไม่ล้นแก้ว ไม่ใช้อารมณ์ ให้อาศัยความรู้ เหตุผล ข้อมูลให้มากขึ้น ๒) การมีส่วนร่วม อย่างในเวทีประชาพิจารณ์ภาคประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีหน้าที่ต้องร่วมพิจารณา อย่าปล่อยให้เป็นธุระของใครคนใดคนหนึ่ง และ ๓) การจัดการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่างที่เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราต้องกล้าที่จะท้าทายตัวเอง และให้เราเป็นคนถือธงนำ หน่วยงานรัฐเป็นพียงผู้สนับสนุน เราต้องกล้าแบกภาระ เพราะปัญหาของตัวเราเอง เราต้องแก้ด้วยตัวเราเอง
และที่สำคัญอีกประการคือการค้นหาพันธมิตรยุทธศาสตร์สร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและท้องถิ่น ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน การทำงานร่วมอาจมีการกระทบกันบ้าง แต่เราอย่าทอนกำลังกันเอง และต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง มองหาข้อจำกัด จุดอ่อน จุดแข็งและเสริมซึ่งกันและกัน
ในฐานะของสื่อจากตำแหน่งที่มีอยู่ จะทำหน้าที่คอยติดตาม จับตา ตรวจสอบฝ่ายต่างๆ ว่าทำอะไรอย่างไร สมดังที่ภาคประชาชนคาดหวังไว้หรือไม่อย่างไร และจะคอยนำเสนอเรื่องราวของการปฏิรูปเพื่อให้สังคมได้รับรู้โดยทั่วกัน
อย่างไรก็ตามข้อเสนอปฏิรูปกรุงเทพฯ สมัชชาฯ เสนอให้แบ่ง กทม.เป็นสองนคร เลือกตั้งผู้บริหารนคร/ ผู้บริหารระดับเขต มีกองทุนพัฒนาชุมชน มีศูนย์ประสานงานแก้ปัญหายาเสพติดประชาชนระดับเขต และ กทม. มีอาสาสมัครควบคุมพื้นที่ เปิดที่ว่าง กทม.เป็นลานค้าชุมชน สนับสนุนอาชีพ ให้ชุมชนเข้าร่วมบริหารการศึกษา กทม. กำหนดหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีชาว กทม.
สำหรับข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ให้ภาครัฐรับรองและเอื้ออำนวยสภาองค์กรชุมชน จัดงบประมาณพัฒนาลงตรงสู่ชุมชน โดยให้ชุมชนบริหารเอง ภาคประชาชนร่วมบริหารและตรวจสอบทุจริตภาครัฐ ยุติการไล่รื้อและตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ในช่วงสุดท้ายของการประชุม สมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร ได้แถลงปฏิญญาในภารกิจปฏิรูป กทม.สู่การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีสาระสำคัญที่ระบุว่า ด้วยสำนึกพลเมืองที่ตระหนักถึงปัญหาของกรุงเทพมหานคร และประเทศชาติ พวกเราในฐานะสมาชิกสมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานครทั้ง ๕๐ เขต ขอให้ปฏิญญาว่า ๑) พวกเราจะมุ่งแก่ประโยชน์ส่วนรวม จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมุ่งมั่นในการพัฒนาชุมชน พัฒนากรุงเทพมหานคร และประเทศชาติ ๒) พวกเราจะเคารพต่อทุกข้อเสนอของประชาชน เราจะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ นำข้อเสนอของประชาชนไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นจริง ด้วยวิธีการทำงานอย่างมีส่วนร่วม บูรณาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ๓) เพื่อมีส่วนร่วมในภารกิจปฏิรูปประเทศไทย สมัชชาสภาองค์กรชุมชนกรุงเทพฯ จะให้ความสำคัญกับประเด็นยุทธศาสตร์ใน ๕ เรื่อง ที่จะผลักดันให้แก้ไขพัฒนาในระดับโครงสร้าง เรื่องดังกล่าวได้แก่ ที่อยู่อาศัย, ยาเสพติด, ทุจริตภาครัฐ, สิ่งแวดล้อม และโครงสร้าง กทม.




